Epsilon’ s blog

ธันวาคม 31, 2005

The Emperor’s Journey

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 12:27 am

ไปดู The Emperor’s Journey
แบบว่าไปยืนอยู่หน้าโรงแล้วเห็นรูปนกเพนกวินน่ารัก ๆ กับเวลาที่พอเหมาะ อีก 15 นาทีจะเริ่มฉาย ดูเลยอ่ะ
ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าเป็นหนังของชาติอะไร แต่ฟังไม่ออกเลยอ่ะ มี sub Thai-Eng ให้อ่าน

ดูไปก็น่าร้ากกกกกกก ดูไปขำไป ท่าทางเจ้านกเพนกวินนี่มันช่างน่ารักซะจริง
หนังทำเป็นกึ่งสารคดี ผูกเรื่องให้มีเพนกวินตัวผู้ตัวเมียมาพบรักและสานสัมพันธ์จนมีลูก
ดูแล้วก็รู้สึกว่าคนสร้างนี่ช่างเก็บข้อมูลมาอย่างดี ว่าธรรมชาติของเพนกวินจะเป็นยังไง วงจรระบบชีวิตยังไง
เห็นถึงความพยายามในการถ่ายทำ ได้ภาพสวยมาก ๆ บางมุมดูแล้วก็อึ้งว่าเก็บมาได้ยังไง ซูมยังไง เพราะภาพที่ได้มันใกล้มาก ๆ
อย่างตอนที่ลูกเพนกวินค่อย ๆ ออกจากไข่ ค่อยๆ ออกมาทีละนิด ๆ
ตอนเริ่มหัดก้าวเดินนี่ยิ่งน่ารักเข้าไปใหญ่
ได้เห็นวัฎจักรการดำรงชีวิต การพยายามดำรงเผ่าพันธุ์ การต้องประสบกับภัยจากธรรมชาติและศัตรูที่ตัวเองไม่สามารถป้องกันใด ๆ ได้ นอกจากวิ่งหนีให้เร็วที่สุด (แล้วเพนกวินจะวิ่งได้เร็วแค่ไหนกัน)
คนผูกเรื่องนี่ก็ช่างคิดพล็อตซะจริง ไม่รู้เหมือนกันว่าหมดฟิล์มไปกี่ม้วนกว่าจะตัดต่อให้ได้ตามบทที่เขียนไว้ เพราะเป็นการเก็บภาพแล้วเอามาตัดต่อล้วน ๆ
มานั่งค้นในเน็ตถึงได้รู้ว่า เป็นของฝรั่งเศส ใช้เวลากว่า 5 ปี ใช้ทุน 8 ล้านเหรียญสหรัฐ และใช้บุคลากรหลักๆ สำหรับการถ่ายทำในทวีปแอนตาร์คติกาเพียง 4 คนเท่านั้น!
http://www.pantip.com/cafe/chalermthai/newmovie/marchofthepenguins/penguins.html


…………………………………………..
นานมาแล้วมี fw mail clip ของนกเพนกวินสองตัว ตัวแรกยืนและขยับปีกอยู่ ตัวที่สองซึ่งตัวเล็กกว่าเดินมาจากข้างหลัง แล้วก็จังหวะพอดีที่ตัวแรกขยับปีกเลยกลายเป็นว่าตัวที่สองโดนเบิร์ดกระโหลกจนหัวทิ่มมมม พวกเราในออฟฟิศยืนดูด้วยกันแล้วก็ขำกันยกใหญ่

หลังจากนั้นซอยที่เรานั่งกัน 4 ชีวิตก็ได้ชื่อว่า ‘หมู่บ้านนกเพนกวิน’
มีหัวหน้าหมู่บ้านเป็นพี่ใหญ่ผู้เชี่ยวชาญด้าน Model, IO และเพลงโครตใต้ดินโดยเฉพาะเพลงต่างประเทศ ไอ้เพลงไทยที่ท่านเคยเปิดให้ทุกเช้าจนเหล่าสมาชิกฟังจนขึ้นใจก็เพลง ‘น้ำ…แล้วแยกทาง’ หวาดเจียววววว (พี่ท่านถือเป็นกูรูด้านนี้ของเมืองไทยถึงขั้นเป็นคอลัมนิสต์ให้นิตยสารเกี่ยวกับเพลงด้านนี้โดยเฉพาะ -อึ้งค่ะ) พี่เค้ามีหมดทุกแผ่นถ้าเป็นแนวนี้ สั่งอัลบัมผ่านเน็ต โหลดเพลงผ่านเน็ต เรียกกันว่าคลังแสงดีๆ นี่เอง มีขายทุกอัลบัม

สมาชิกคนต่อมาก็ ‘แม่ไก่’ ที่มีโปรโมชั่นทำงาน 1 แถม 1 ตลอด

น้องในซอยอีกคนเรียนไปทำงานไป ตอนนี้ไปได้ดิบได้ดี ไปนั่งเล่น msn อยู่แถวสนามบินน้ำโน่น

อีกคนก็ข้าพเจ้าเอง ที่ตอนนี้ระเห็จขึ้นมาเป็นคนข้างบน(ชั้น3)

เราไปเจอ magnet นกเพนกวิน 4 ตัว พอดิบพอดี เอามาเป็นสัญลักษณ์นำโชคประจำหมู่บ้าน วางไว้บนเคสเครื่องคอม
ทุกเช้าและเวลาที่ใครก็ตามเดินเข้าซอยมาก็จะมาจับเจ้า 4 ตัวนี้ย้ายที่ เปลี่ยนท่า (ที่พอเห็น ‘ท่า’ ก็พอจะเดาได้ว่าใครเป็นจัดให้ 555)
มีอยู่ครั้งนึง เราปิดหมู่บ้านไปกางเต๊นท์นอนที่แก่งกระจาน ก็เอาเจ้า 4 ตัวนี้ไปด้วย พาไปเที่ยว
เราไปต่างจังหวัด ก็พามันไปด้วยตลอด กลัวมันเหงา เพราะตอนนี้มันไม่ได้อยู่ที่หมู่บ้านแล้ว มันย้ายมาอยู่ทีฐานโคมไฟ ที่บ้านเราแทน

หมู่บ้านนกเพนกวินเหลือแต่ความทรงจำ ขำขำ กับสายสัมพันธ์ผ่าน msn
คิดถึงจัง….

…………………………………………………………

การบ้านวันหยุดปีใหม่
1.อ่านและทำแบบฝึกหัด Writing 4 บท
2.แปลงคอร์ดจาก Major เป็น Augmented และ Flat 5 14 ข้อ

………………………………………………………..

อาทิตย์นี้เราฟังแต่เพลงของ ธีย์ ไชยเดช ไม่รู้ทำไมรู้สึกว่าเพราะจัง ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนตอนที่ซีดีออกมาใหม่ ๆ รุ่นพี่เปิดฟังในรถเรารู้สึกอยากหลับ ตอนนี้ฟังทั้งวันทั้งคืนเลยอ่ะ พอออกตัวว่าชอบเท่านั้นแหละ มีแต่คนขอก๊อปซีดี ได้เลยลุง เดี๋ยวจัดให้

Advertisements

ธันวาคม 27, 2005

ป้าแก่ๆ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 6:28 pm

เคยไหม๊ เวลาเห็นไฟล์ excel แล้วมีอาการเวียนหัวอย่างรุนแรงจนอยากจะ…
หลังจากออก Survey เรียบร้อย ก็ต้องแบ่งทีมตรวจแบบ คีย์แบบ
และวันนี้ก็เริ่มปฎิบัติการตรวจแบบที่คีย์เสร็จแล้วบนไฟล์ excel
แค่เห็นหน้าจอลิบๆ ว่าเป็นแบบที่คีย์แล้ว ข้าพเจ้าก็ขอตัวไปนั่งฟังห่างๆ ดีกว่า

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเรากลับมานั่งหน้าคอมเหมือนเคย
แล้วอาการเก่าก็กำเริบ

ปวดไหล่
โดยเฉพาะข้างซ้ายเพราะ ใช้ labtop เราวางเครื่องบนโต๊ะทำงานที่ไม่ใช่โต๊ะคอม ก็เลยกลายเป็นว่านั่งทำงานผิดท่าไปนิด ต้องยกไหล่ขึ้นมาเวลาที่ใช้คอม หาเบาะมารองก้นแล้วก็ยังช่วยอะไรไม่ได้เท่าไหร่ ถ้าเราเปลี่ยนมาใช้โต๊ะคอม (ไม่รู้เหมือนกันว่าเบิกที่ไหน) เราก็คงไม่มีพื้นที่กว้าง ๆ สำหรับเขียนอะไร เพราะคอกสี่เหลี่ยมที่เราเป็นเจ้าของพื้นที่ก็พอแค่โต๊ะ เก้าอี้ และตู้เหล็กสี่ชั้นอีก 1 ใบเท่านั้น

เจ็บตา
มาถึงที่ทำงานปุ๊บก็เปิดเครื่อง เช็คเมล์ อ่านข่าว อ่านบล็อก อ่านโอเพ่น ฟังเพลง เข้า google ถ้าวันไหนมาก่อนแปดโมงเช้า msn เราก็จะถูกทักทายอย่างอบอุ่น
ไมวันนี้มาเช้าจัง
วันนี้ตื่นเช้าเหรอ
เมื่อคืนนอนไม่หลับเหรอ
เราเคยมาถึงที่ทำงานตอนเจ็ดโมงสิบห้า คำทักทายที่เราอึ้งไป
นี่ได้นอนหรือยังเนี่ย
เหอะๆ
เคยคิดว่าถ้าไม่มีคอม ไม่ต่อเน็ต เราจะเรียนจบไหม๊ จะทำงานได้หรือเปล่า
ปกติใช้คอม แปดโมงเช้าถึงหกโมงเย็น บางวันก็ถึงเที่ยงคืน
>> ไม่เจ็บตาจะไหวเหรอ
ผลข้างเคียง
>> ตาแห้ง ทำให้ใส่คอนแทคเลนส์ไม่ได้ ต้องใส่แว่นมาทำงาน
>> แต่งตัววัยรุ่นแล้วไม่เข้ากัน ใส่ต่างหูแล้วดูเกะกะ
>> น้ำตาไหล ถ้าเจ็บตามาก ๆ มองจอไม่ได้เลย เลิกทำงาน นอนอย่างเดียว

ปวดท้อง
ใครซักคนหรือบทความซักอย่าง เกี่ยวกับคลื่นแม่เหล็กจากเครื่องคอม ว่าคลื่นจาก labtop มากว่าเครื่อง desktop ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่สันนิษฐานไว้ก่อนว่าจริง เพราะเราปวดท้องทุกครั้งที่นั่งทำงานนาน ๆ พาลจะอาเจียนซะให้ได้ ถ้างานด่วนก็ต้องอดทน พักเบรกทุกสองชั่วโมงแล้วมาทำต่อ กรรมจริงๆ

ปวดหัว
น่าจะเป็นอาการต่อเนื่องจากปวดตา ปวดท้อง บอกไม่ถูกเหมือนกัน มันเป็นแบบว่ามึนๆ มากว่า เวียนหัว ทางแก้ก็คือลุกไปหาอะไรอร่อยๆ กิน ไม่ก็ ไปนอน

วันนี้เป็นหมดทุกขนาน
ขอตัวไปนอนก่อนนะ

ปล. เคยมีใครซักคนบอกมาว่า ให้เอาต้นกระบองเพชร มาวางไว้ใกล้ๆ เครื่องคอม มันจะช่วยดูดกลืนคลื่นแม่เหล็กให้มาถึงตัวเราน้อยลง เคยลองเหมือนกัน แต่ยังไม่ทันจะรู้ผลว่าเราจะหายปวดท้องจริงหรือเปล่า เจ้าต้นกระบองเพชรที่เราซื้อมาก็ชิงด่วนตายไปซะก่อน

ธันวาคม 25, 2005

อยากให้ Open เปิด Blog

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 1:05 am

เข้าไปอ่าน Open Online ส่วนของ Talk With Open
คุณโกวิท เข้ามาแสดงความคิดเห็น เรื่อง ทำไมไม่เปิดให้แสดงความคิดเห็น

ผมดีใจกับการเปิดตัวของเว็บโอเพ่นออนไลน์
ผมเป็นแฟน October และอ่านโอเพ่นบ้าง
ขอติชมเว็บดังนี้นะครับ
ผมว่าเว็บน่าจะเปิดกว้างให้แสดงความคิดเห็น เหมือนกับ Blog ที่เป็นสากลมากกว่านี้นะครับ เพราะตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ฉบับไหนก็เปิดให้แสดงความคิดเห็นกันหมดแล้ว
ผลดีจากการเปิดให้แสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่ใครหรอกครับ อาจจะมีทั้งคนด่า คนชม แต่สิ่งที่โอเพ่นได้ คือชุมชนครับ ชุมชนคนที่รักโอเพ่น และชุมชนคนที่รักนักเขียนโอเพ่น
ขอแสดงความนับถือ
โกวิท

……………………………

เอาซะหน่อย คิดไว้ในใจว่าจะแสดงความเห็นเรื่องนี้ จดๆ จ้อง ๆ อยู่ ไม่ได้เขียนเมล์ไปซะที
วันนี้ได้ฤกษ์ละ


สวัสดีค่ะ พี่โญ และทีมงาน OPEN

ว่าจะเขียนถึงพี่และทีมงานตั้งแต่วันแรกที่ได้อ่าน Open ฉบับ online แต่ก็มัวชุลมุนเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวจนไม่ได้เขียนซะที

อยากจะเสนอความเห็นเรื่อง การเปิดให้แสดงความเห็น

อยากให้ Open เปิด Blog ของ Open ค่ะ
ถ้าจะต้องการสร้างเป็นชุมชนสำหรับชาว Open ขึ้นมาจริงๆ (ตามความเห็นคุณ โกวิท – โดยส่วนตัวก็อยากให้เกิดชุมชนนี้เหมือนกัน)
การเปิด Blog น่าจะเหมาะสมกว่าการให้แสดงความคิดเห็นบนเวบเหมือนปกติที่หนังสือพิมพ์ Online ทำกัน
เพราะเราจะได้อ่าน Blog ของแฟน Open ว่าคิดอะไรกันอยู่

ก็โพสต์ด้วยบทความที่คอลัมน์นิตส์ส่งมาน่ะแหละค่ะ ตามวันที่ตีพิมพ์ Online
เท่ากับ พอได้ต้นฉบับมาก็ โพสต์ขึ้น Web กับ Up Blog
แล้วก็แปะ Blog ไว้ซักที่บน Web

ชาว Open ก็จะได้แสดงความเห็นได้สมใจ ได้อ่าน Blog ของ ชุมชน Open กันเอง รู้จักมักคุ้นกันมากขึ้น และอาจจะเป็นพลังผลักดันให้ชาว Open บางคนที่ยังไม่มี Blog เริ่มเปิด Blog เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน (ใครใคร่เปิด ก็เปิด ใครใคร่เขียนก็เขียน)

โดยส่วนตัวเชื่อว่าแฟน ๆ ของ Open นั้น มีวิญญาณของความเป็นนักอ่านตัวยง และจากการอ่านมากก็คงจะมีอะไรอยากเขียนบ้างหล่ะน่า ถ้าได้สัมผัสพลังแห่งชุมชน Blogger แห่งนี้เข้า ( เหมือนกับที่เจอพลังนี้ใน Blog อ.ปิ่น- ต้นทางเครือข่ายชุมชน (อุดมคติ) แห่ง Blogger)

ไม่แน่นะ Open อาจต้องเปิด คอลัมน์เพิ่ม ให้นักเขียนหน้าใหม่ไฟแรง เหมือนกับที่เปิดพื้นที่ให้เข้ามาประเดิม Open Online ฉบับปฐมฤกษ์นี่ก็เป็นได้

วันนี้แค่เรื่องนี้ก่อนค่ะ
มีเรื่องอยากคุยด้วยเยอะเลย ขอว่างกว่านี้ซักหน่อย แล้วจะเมล์ไปใหม่นะคะ

ดีใจจริงๆ ที่ Open กลับมา

Epsilon

ธันวาคม 24, 2005

ตอบคุณ Natsima ค่ะ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 10:37 pm

สืบเนื่องจากคุณ Natsima บุกมา Comment ไว้ใน ติว ติว และติว ภาค 1
เราก็เลยบุกไปอ่าน และ Comment ที่ blog ท่านบ้าง

เจอคำถามกลับเข้าให้ จากเรื่องเปิดหมวก

1.คุณ epsilon เคยซื้ออาหารให้ช้างเร่ร่อนในเมืองหลวงหรือเปล่า?
ตอบ เคย

2.เคยให้เงินคุณป้าแก่ๆ ที่มาขายพวงกุญแจหรือไม่?
ตอบ เคย

3.เคยบริจาคทานให้คนพิการที่ขอทานตามสะพานลอยไหมครับ?
ตอบ เคย

อยากทราบเหตุผลด้วยครับว่า ทำไมถึงให้ (หรือไม่ให้?)

ตอบ ทั้งหมดเคยให้ แต่ให้แบบ random คือให้บ้างไม่ให้บ้าง เพราะตัวเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าควรให้หรือไม่ควรให้ จากคนรอบตัวบางเสียงก็บอกว่า

อย่าให้
เพราะเป็นการสนับสนุนให้ควานช้างพาช้างเข้ามาลำบากในเมือง มาเดินขออาหารอยู่ตามหน้าผับ มันเหมาะซะที่ไหน ช้างควรอยู่กับป่า ไม่ควรอยู่เมือง ยิ่งให้ก็จะกลายเป็นสนับสนุนให้เค้าปักหลักอยู่เมืองไม่คิดกลับบ้าน

คุณป้าแก่ๆ เป็นป้าที่เป็นตัวแทนจำหน่าย เหมือนเด็ก ๆ ที่มาขายดอกไม้ดอกละห้าบาทสิบบาท ขายกระดาษทิชชู่ในผับ ขายพวงมาลัยหรือเปล่า คือเงินที่ขายได้ไปยังมือของคนที่ส่งป้ามา ไม่ได้ถึงมือป้าหรอก เป็นการสนับสนุนให้คนพวกนั้นทำนาบนหลังคนเข้าไปอีก

เรื่องขอทานเหตุผลเดียวกับคุณป้า


ให้เถอะ
ถ้าทุกคนคิดอย่างเรา ไม่มีใครให้ช้างก็จะลำบาก ไม่มีอะไรกิน ไม่สงสารช้างเหรอ

ถ้าเราไม่ซื้อของป้า แล้วยอดรวมวันนี้ไม่ได้ตามเป้า ป้าเค้าจะไม่ได้เงินส่วนแบ่ง อาจโดนทำร้ายร่างกายนะ

ถ้าเราไม่ให้เงินขอทาน ผลที่ตามมาก็อาจจะเหมือนป้า คือโดนทำร้ายร่างกาย ไม่สงสารเหรอ

และให้เถอะ ตามหลักเศรษฐศาสตร์
สมมุติว่า เงินที่เราให้ตกถึงมือคนเหล่านี้จริงๆ
คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีรายได้น้อย (สมมุติว่าน้อยละกัน) เค้าก็จะมี Marginal Propensity to Consume:MPC มากกว่าคนรายได้มากกว่าโดยเปรียบเทียบ
เมื่อ MPC สูง
ตามสูตร Multiplier = 1/(1-MPC)
ก็จะส่งผลให้การเพิ่มขึ้นของรายได้ประชาชาติ เพิ่มขึ้นมากกว่า การให้เงินจำนวนเท่ากันแก่คนที่มีรายได้สูงกว่า (คนมีรายได้สูงกว่าจะมี MPC ต่ำกว่า- ตัวคูณมีค่าน้อยกว่า)

เหตุผลทั้งควรให้และไม่ควรให้ มันมีน้ำหนักที่ไม่รู้จะใช้มาตรไหนมาวัด ว่าควรจะเลือกเด็ดขาดไปทางไหน เราก็เลย ให้แบบ Random ซะ และก็จะไม่ให้ครั้งละเยอะ ๆ ด้วย อยู่ที่ค่าระหว่าง 2-20 บาท เพื่อเป็นการกระจายรายได้ แต่ส่วนมากจะเลือกให้เวลาอยู่คนเดียว เพราะถ้าคนไม่รู้จักกันจริงก็จะรู้สึกกับเราได้หลายแบบ ตามทัศนคติของเค้าในเรื่องนี้ ซึ่งแต่ละคนก็คงไม่เหมือนกัน

ตอบแล้วนะคะ 🙂

ธันวาคม 23, 2005

ติว ติว และติว ภาค 2

Filed under: econ school, music, people — epsilon @ 9:26 pm

ช่วงสามสี่วันก่อนมีเด็กใน portfolio โทรมาหา จะรบกวนให้ช่วยติว inter finance ให้หน่อย

ไม่ว่างจริงๆ อ่ะ ช่วงนี้พี่งานยุ่งมาก วันธรรมดาไม่ได้แน่ เสาร์อาทิตย์ก็มีเรียนภาษาอังกฤษ ปฎิเสธน้องไป แต่ก็บอกให้เอาชีทมาทิ้งไว้ที่โต๊ะ อนุญาตให้มาถามได้ว่าไม่เข้าใจตรงไหน

เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่เคยช่วยเราทำ Survey ใช้งานกันหลายครั้ง หลายงาน เรียกว่าถูกใจเลยทีเดียว เรื่องติวมันเกิดขึ้นเพราะว่าเราต้องไปต่างจังหวัดด้วยกันหลายวันและน้องๆ ต้องโดดเรียน สองวิชา

ไม่มีปัญหา เดี๋ยวพี่ติวให้ได้ ตรงส่วนที่เราขาดไป (ทำจดหมายลาอาจารย์ให้เสร็จสรรพ)
กลับมาเราก็ต้องมานั่งติวเด็ก ๆ แต่มันมากว่าที่คิดไว้ เพราะเราขนเด็กไปสองรถตู้ เป็นปี 3 และปี 4 เท่ากับเราต้องติวเด็กสองกลุ่ม 4 วิชา ยิ่งไปกว่านั้น ชีทที่เอามาวางไว้ให้มันคือเนื้อหาทั้งหมดที่จะสอบไม่ใช่เฉพาะที่ขาดเรียนไป เฮ้อ…

อย่างที่คาด มีบางคนไม่อ่านมาก่อน รู้ว่าพี่จะติวให้ก็รอรับความรู้อย่างเดียวเลย งานนั้นติวเลยเถิดไปถึงวิชาอื่นที่น้องเข้าเรียนแต่ไม่เข้าใจด้วย เราใจดีไปหรือเปล่า งานนั้นได้ใจน้องไปหลาย เรียกง่ายใช้คล่องขึ้นอีกเยอะ

ช่วงสองสัปดาห์นี้สอบกลางภาค เราเลยได้รับโทรศัพท์อ้อนให้ติวให้หน่อย เรียนไม่รู้เรื่องเลย
คนที่ 1 โทรมา เราปฎิเสธ
คนที่ 2 มาหาที่ห้อง เราปฎิเสธ
คนที่ 3 โทรมา ให้เหตุผลว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจกันจริงๆ ขอเวลาซัก 1 ชั่วโมงก็ยังดี เพราะอ.ที่สอนเป็นอ.พิเศษ (เราก็เคยเรียนกับท่าน) บอกว่าถ้าคะแนนได้ไม่ถึงครึ่งจะบังคับ drop พี่เป็นความหวังเดียวของพวกเราที่จะทำให้เรามีชีวิตรอด

เพื่อน้องตาดำ ๆ
อืม วันอาทิตย์นี้ ห้าโมงเย็นเจอกัน แต่ทุกคนต้องอ่านมาก่อน แล้วก็เอาชีทมาให้พี่ด้วย
เสียงในโทรศัพท์กรี๊ดกร๊าดสุดฤทธิ์
พี่เค้ายอมติวให้แล้ว
เวอร์กันจริงๆ

สายข่าวรายงานว่า เด็กๆ แก๊งค์นี้ไปภูกระดึง
ไปตอนนี้เนี่ยนะ แล้วบอกว่าอ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง
แทนที่จะเอาเวลามาอ่านหนังสือ แสบกันจริงๆ

วันนี้วันศุกร์แล้วแต่ก็ยังไม่มีชีทใด ๆ มาวางไว้บนโต๊ะ ไม่เสียบไว้หน้าห้อง หมายความว่าไงเนี่ย สงสัยจะให้เราด้นสด

โทรไปทวงชีทว่าไม่มีใครมาวางบนโต๊ะเลย
เสียงปลายสายตอบมาว่า
พวกเราทุกคนเกรงใจพี่น่ะ ได้ข่าวมาว่าช่วงนี้พี่ยุ่งมาก
ก็เลยพยายามอ่านกันเอง วันนี้นัดติวกันเอง รู้เรื่องแล้วครับ วันอาทิตย์ไม่ต้องมาติวให้แล้วครับ

เยี่ยมมาก ๆ สมกับเป็นน้องที่น่ารักซะจริง

สารภาพตามตรง ด้วยความหงุดหงิดที่ไม่มีใครเอาชีทมาวางไว้ ก็เลยโทรไปจะอ้างเหตุนี้ไม่ไปติวให้ เพราะรู้สึกว่าน้องไม่รับผิดชอบ แต่จริงๆ แล้วเราคิดผิดถนัด น้องรับผิดชอบตัวเองดีมาก

ถ้าเราเอ่ยปากยกเลิกนัดก่อนที่จะฟังเหตุผลน้อง เราคงรู้สึกแย่แน่ๆ

แต่เด็ก ๆ ดันมีข้อแม้ว่าตอนสอบ final พี่ต้องไปติวให้นะ
อ้าว ไหงงั้นล่ะ

……………………………………………

สิบเดือนที่ผ่านมา ฟัง somebody – modern dog ประมาณ สามพันรอบ
เดือนที่แล้วฟัง yes i do – Boyd ประมาณ ห้าร้อยรอบ
เมื่อวานฟัง ลมหายใจ – เวอร์ชั่น ธีร์ ไชยเดช ประมาณ ห้าสิบรอบ
วันนี้ฟัง แรงบันดาลใจ – Boyd ประมาณ ห้าสิบรอบ

…………………………………………….

ตั้งแต่วันจันทร์เราฝันถึง ‘ใครคนนั้น’ มาสี่คืนติดกัน สงสัยจะ in เกินเหตุ ไม่รู้คืนนี้จะฝันถึงอีกป่าว บ้าไปแล้วแน่ๆ

ธันวาคม 18, 2005

ติว ติว และติว

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 7:12 pm

กลับบ้านนอกอาทิตย์นี้ไม่ได้นั่งฟังน้องสาวตัวแสบเล่าเรื่องวีรกรรมเพื่อน ๆ เหมือนทุกครั้ง
เจ้าหล่อนกำลังง่วนกับการอ่านหนังสือเพราะกำลังจะสอบเก็บคะแนน 15 เปอร์เซ็นต์

เป็นเรื่องปกติที่คุณเธอนั่งอ่านหนังสือจนถึงเที่ยงคืนตีหนึ่ง

เธอเรียนจีนธุรกิจที่มหาลัยinter เรียนบริหารธุรกิจเป็นภาษาอังกฤษ เรียนภาษาจีนเป็นแบบ จีนแปลเป็นอังกฤษ สรุปแล้วเธอต้องสามารถ ทั้งวิชาบริหาร ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน เล่นเอาเจ้าหล่อนต้องขยันแบบไม่มีวันหยุดมาเกือบสองปี ท่องศัพท์จีนวันละไม่ต่ำกว่า 50 ตัว ทำความเข้าใจบริหารธุรกิจ และภาษาอังกฤษ (ที่ยังไม่ ‘คล่อง’ ซะที -เจ้ก็เหมือนกัน) เหมือนคุณเธอเรียน 3 สาขาวิชายังไงไม่รู้

วิชาที่ได้ดีที่สุดคือภาษาจีนเพราะเกือบทุกคนเริ่มนับ 1 พร้อม ๆ กัน รองมาคือวิชาคำนวณที่เธอชอบมากจนเกือบจะเลือกเรียนบัญชี แต่ที่ทิ้งกันห่างฉลุยและเธออยู่อันดับท้าย ๆ คือภาษาอังกฤษ

เรียนไปบ่นไปว่าไม่มีโอกาสได้ใช้ชีวิตสนุกสนานเหมือนน้องชายฝาแฝดที่เรียนนิเทศน์ศิลป์ วันๆ ก็นั่งวาดรูป ถ่ายรูป ออกแบบโน่นนี่มาให้ดู ไม่ต้องมานั่งอ่านหนังสือกองโตอย่างเธอ

ย่องเข้าไปดูว่าอ่านวิชาอะไรอยู่ อะจ๊าก finance นี่หน่า แต่ทำไมชีทที่อ่านมันห้วนขนาดนี้
หยิบชีทขึ้นมาดู ได้ความว่าเป็นชีทที่ร.ร.สอนพิเศษที่หล่อนและเพื่อน ๆ ไปเรียนเพื่อติวกันมา

เรียนมหาลัยก็ต้องกวดวิชาด้วย เอากะเค้าซิ
อ้าว เจ้ ก็เรียนในห้องไม่รู้เรื่องเลย แล้วใครๆ เค้าก็ไปติวกันทั้งนั้น ไม่ไปก็ไม่ in ดิ่
อะไรกันเนี่ยยย

หยิบชีทที่หล่อนอ่านเสร็จแล้วมาพลิกดู มันก็แค่สรุป key word สำคัญๆ แล้วก็วงเล็บแปลเป็นภาษาไทยไว้ให้ แปลแบบตามศัพท์ภาษาอังกฤษแต่ไม่ใช่ศัพท์ finance ความหมายก็ไม่ชัด คนอ่านจะไปรู้เรื่องอะไร ไม่อธิบายความเลย

อ่านชีทแล้วรู้เรื่องเหรอ
ไม่รู้อ่ะ ไม่รู้ตั้งแต่ในห้องที่เรียน ห้องที่ติว อ่านชีทก็ไม่รู้เรื่อง แต่พยายามจำอยู่เผื่อมีอะไรไปเขียนได้มั่ง
อืม ฟังหล่อนตอบ แล้วอึ้งไป (ไม่รู้เรื่องไมไม่โทรมาถาม ไอ้เด็กบ้า)


เที่ยงคืนแล้ว แต่ขืนปล่อยไว้อย่างนี้คงไม่รอดแน่
มานี่เลย ชั้นติวให้ เริ่มตั้งแต่บทแรก ติวไปก็ด่าคนเขียนชีท คนที่มันเปิดโรงเรียนกวดวิชาไป ไมมันไม่มีจรรยาบรรณความเป็นครูเลยเนี่ย เขียนชีทอย่างงี้ออกมาได้ไง ใครจะไปรู้เรื่อง (เจ้ เค้าอธิบายตามชีทเนี่ยแหละ แค่นี้จริง ๆ ฮึม ๆ)

ติวไป หล่อนก็อ๋อ เป็นระยะๆ
โห รู้งี้ถามเจ้ดีก่า เออ เอากะมัน

แล้วแบบนี้เรียนจบไปจะรู้เรื่องเหรอ จบแล้วจะได้อะไรมั่งเนี่ย
(หล่อนบอกติวแบบนี้เกือบทุกวิชา)
ก็มันเรียนหนัก ได้หน้าลืมหลัง จีนก็ต้องอ่านต้องท่อง ภาษาอังกฤษก็งู ๆ ปลาๆ แถมเรียนวิชาบริหารอีก บางอย่างก็ไม่เข้าใจ แล้วจะให้ทำยังไง แค่นี้ก็จะตายอยู่แล้ว ถ้าไม่ติวเรียนแบบที่เค้าสรุปให้ เก็งข้อสอบให้ก็คงไม่รุ่ง

ระหว่างเทศนาน้องตัวแสบ ป๊าเห็นห้องนอนยังเปิดไฟเลยเข้ามาแจม
ถามคำถามเดิมกับคุณเธอ
(คำถามที่ถามลูกทุกคน แล้วก็ให้ไปคิด ไปเลือกกันเอาเอง)
ว่าจะเรียนแค่ให้สอบผ่านได้คะแนนดีๆ หรือจะเรียนให้ได้ความรู้ที่เราควรจะรู้
ท่องๆ ไปให้ได้คะแนน แต่ไม่เข้าใจแก่นแท้ของวิชาที่เรียนแล้วหนูเรียนจบจะได้ประโยชน์อะไร

หล่อนก็ตอบเรื่องเรียนหนัก เหมือนเดิมแล้วก็เฉไฉ วกมาที่เรา
เจ้ ออกจากงานมาเปิดโรงเรียนติวเหอะ เจ้ติวรู้เรื่องสุด ๆ รับรองรวยเละ ห้องนึงเรียนกันร้อยกว่าคน วิชายาก ๆ เค้าลงกันสองสามรอบ แถมตอนนี้นะเค้าอัดเป็น DVD ให้เรียนเป็นรอบๆ ไปเรียนตอนไหนก็ได้ เจ้ไม่ต้องยุ่งยากมาสอนทุกครั้งด้วย

เออ เอากะมันซิ

ป๊าคิดเหมือนหนูมะ ว่าไม่ควรทำ ถึงจะรวยก็เหอะ มันช่วยทำให้ไอ้เด็ก ๆ พวกนี้ไม่ค่อยตั้งใจเรียนในห้อง คิดว่าจะมาติวข้อสอบ (ข่าวว่าเจ้าของโรงเรียนส่งคนไปเรียนทุกคอร์ส แถมให้รางวัลสำหรับคนที่จดข้อสอบออกมาให้ด้วย – จะได้รวบรวมแนวข้อสอบไว้ให้รุ่นต่อๆไป)

โห่ เจ้ก็คิดว่าทำบุญให้เด็กดิ่ ยังไงเด็กมันก็ต้องไปเรียนอยู่แล้วแต่ เจ้เปิดสอนแบบที่ทำให้เด็กมันเข้าใจมากกว่าโรงเรียนเดิม เด็กมันก็ได้ความรู้จริงๆ ไปไง

ไม่ ไว้สอบ mid term กะ final ชั้นมาติวให้หล่อนละกัน

ง่วงแล้ว นอนเหอะ

ธันวาคม 16, 2005

Open Diary

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 10:02 pm

“ทัศนคติสำคัญกว่าศักยภาพ”

เพิ่งอ่าน Open Diary ที่วรพจน์ พันธุ์พงศ์ เขียนบันทึกประจำวันถึง Open จบ ชอบตัวหนังสือของผู้ชายคนนี้จัง อ่านบทสัมภาษณ์ใครต่อใครต้องเปิดกลับไปหน้าแรกทุกครั้งว่าใครเป็นคนสัมภาษณ์เนี่ย เจ๋งจริงๆ ได้เห็นเป็นชื่อวรพจน์ทุก ๆ ครั้ง จนรู้สึกว่าเค้าทำการบ้านก่อนออกสัมภาษณ์ดีมาก สมกับฉายานักสัมภาษณ์มือวางอันดับหนึ่ง

ปีนี้ไม่ได้ไปงานหนังสือเพราะยุ่งมากๆ ตั้งใจจะไปซื้อหนังสือ ของที่ระลึกเกี่ยวกับ OPEN ก็ยังดีที่มาเจอหนังสือเล่มนี้โดยบังเอิญที่ร้านแพร่พิทยา เห็นชื่อหนังสือแล้วก็ชื่อวรพจน์หราขนาดนี้ไม่ซื้อไม่ได้แล้วอ่านแล้วติดลมมาก ถ้าไม่อยู่ในช่วงปรับเวลานอนก่อนเที่ยงคืน คงอ่านม้วนเดียวจบตั้งแต่เมื่อคืน

มีความคิดละเมียดละไมกับการใช้ชีวิตอยู่ทุกหน้ากระดาษ

อ่านบทสัมภาษณ์พี่โญท้ายเล่มแล้วรู้สึกตกหลุมรักผู้ชายคนนี้เข้าเต็มเปา

“เลือกตามกระแสหลักเพียงเพื่อพบว่าตัวเองประสบความสำเร็จในมาตรฐานสังคม โรคร้ายรุมเร้า และไม่มีเวลากระทั่งนั่งกินข้าวสบายๆ หรือคุยกับคนรักได้ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการจริงหรือ”

เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ช่วงเวลาของการอ่านหนังสือดีๆ มันหายไปนี่เอง หัวใจถึงได้แห้งแล้ง ไม่ชุ่มช่ำ วันๆ ใช้แต่อินเตอร์เน็ต อ่านหนังสือดีๆ แล้วรู้สึกมีแรงบันดาลใจ มีความสุข ลดเวลาในเน็ตแล้วมาอ่านหนังสืออย่างเดิมดีกว่ามั้ย อารมณ์ต่างจากก่อนอ่านหนังสือมากเลย

>> original post May 03, 2005



“บางทีโลกก็ไม่อนุญาตให้เราอยู่ในเงื่อนไขการต่อสู้ที่ดีพร้อม”
วรพจน์ พันธุ์พงศ์ ให้สัมภาษณ์ลง GM ปกสุกี้ Fat and Smart

>> original post August 31, 2005

ธันวาคม 14, 2005

เด็กโต๋ ลิโด้

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 8:50 pm

ตีตั๋วเข้าไปดู ‘Innocence อย่าเพิ่งรีบโต มาโต๋กันก่อน’
ที่ลิโด้ โรงหนังแห่งความทรงจำ..

ที่ ๆ ‘เรา’ ไปดูหนังเกาหลี, The little big film project, BKK film festival ด้วยกัน

นานแค่ไหน..ที่ไม่มีคนหันมาสบตาในจังหวะที่รู้ว่าเราน่าจะร้องไห้เพราะฉากนี้
นานแค่ไหน..ที่นั่งดูหนังคนเดียว


..ความเข้าใจที่มากกว่าความรัก
ไม่เพียงพอสำหรับคนสองคนที่มีกิจกรรมยามว่างคล้ายกัน
ไม่เพียงพอสำหรับคนสองคนที่มีวิถีความเชื่อเรื่องการใช้ชีวิตแตกต่างกัน
ไม่เพียงพอที่จะเป็นส่วนเติมเต็มที่สมบูรณ์ซึ่งกันและกัน
สุดท้าย..ระยะห่างของความสัมพันธ์ก็ต้องวนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น..


…………..



เคยเห็นตัวอย่างหนัง เด็กโต๋ ในเวบผู้จัดการ นานมากแล้ว
ตอนนั้นก็ได้แต่รอว่าเมื่อไหร่หนังจะเข้าโรงฉาย

รู้คร่าว ๆ ว่าเกี่ยวกับเด็กชาวเขา


ตัวหนังถ่ายด้วยกล้อง handy cam ตัดต่อออกมาในรูปแบบกึ่งเรื่องเล่า กึ่งสารคดี
เกี่ยวกับเด็กชาวเขาที่ไม่มีโอกาสในชีวิตมากนักเพราะต้องช่วยพ่อแม่ทำการเกษตรที่หมู่บ้าน เด็ก ๆ ได้มาเรียนที่โรงเรียนบ้านแม่โต๋ ซึ่งโรงเรียนมีคณะครูที่ดีมาก ๆ เป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ทั้งครูใหญ่ ครูน้อย


‘ไม่เคยคิดว่าครูคือเรือจ้าง เพราะไม่เคยคิดที่จะได้รับเงินตอบแทนจากเด็ก แต่ที่อยากให้เด็กคือให้เค้ามีความสุข ให้เค้าพาตัวเองให้รอด และที่สำคัญให้เค้ากลับไปพาครอบครัวเค้าไปให้รอดด้วย’


โอกาสในชีวิตเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกว่าตัวเองมีโอกาสดีกว่าคนอื่นๆ มากมาย มีโอกาสเลือกทางเดินให้กับชิวิตของตัวเองใน(เกือบ)ทุกก้าวย่าง


การดำเนินเรื่อง วิธีการเล่าทำได้ดี ถ้าวัดจากปริมาณน้ำตาที่ล้นออกมากหลายระลอก

สารที่ตัวหนังพยายามจะสื่อ สามารถตีความต่อออกไปได้ไม่รู้จบตามประสบการณ์ที่ต่างกันของแต่ละคน


ดูแล้วคิดถึงค่ายต่างๆ ที่เคยไป คิดถึงครู คิดถึงเด็ก ๆ คิดถึงชมรม คิดถึงกระจกเงา

ภาพที่เห็นในหนัง เรื่องราวที่เห็นในหนัง
ด้วยความสัตย์จริง…ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับเรา..แต่ก็ยังคงกระทบใจ



หลังจากหนังจบคุณนิสา คงศรี ผู้ถ่ายภาพและทำหนังเรื่องนี้ร่วมกับคุณป๊อป อารียา ก็ถือไมค์มาเล่าความเป็นมาเป็นไปของการทำหนังเรื่องนี้รวมไปถึงสถานการณ์ปัจจุบันในเรื่องของความคืบหน้าในด้านการเรียนของเด็กๆ และสถานะการเงินของร.ร.ที่ถูกลดงบประมาณจากภาครัฐ


ร.ร.แม่โต๋ยังโชคดีมากนักที่มีโอกาสได้ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านแผ่นฟิล์ม
ยังมีร.ร.อีกมากกกกที่มีสถานการณ์ไม่ต่างจากแม่โต๋
ยังมีโรงเรียนอีกมากที่มีครูดีๆ เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสร้างโอกาสให้เด็กในชุมชน
ยังมีเด็กๆ อีกมากที่ innocence และขาดโอกาสทางการศึกษา
แต่ไม่ถูกสื่อค้นพบ ชาวค่ายหาไม่เจอ รัฐบาลหลงลืม…



กลับมาบ้านอ่าน ‘กลับสู่ความธรรมดาแห่งชีวิต’ หนังสือที่ถอดเทปบทสนทนาระหว่าง ป๊อบ อารียาและนิสา คงศรี กับพี่โญ OPEN ประเด็นที่ถ่ายทอดเป็นตัวหนังสือไม่ได้ผิดแผกแตกต่างจากที่คุณนิสาพูดไว้ตอนหนังจบ แต่มีรายละเอียดในแง่มุมของการทำหนังและการเปลี่ยนแปลงของระบบความคิดของผู้หญิงสองคนเพิ่มเข้ามา



เวลาที่เราบาดเจ็บจากสังคมเมือง ระบบทุนนิยม ความอยุติธรรมของสังคม การเดินทางไกลไปพบความเรียบง่ายของการใช้ชีวิตนอกเมือง มักจะเป็นทางเลือกอันดับต้นๆ ไปชาร์ตพลังบริสุทธิ์จากเด็ก ๆ จากผู้ใหญ่ใจดี จากธรรมชาติสะอาด ๆ ให้พร้อมที่จะกลับมาใช้ชีวิตปกติแล้วก็กลับไปชาร์ตพลังเป็นวัฎจักรไม่มีที่สิ้นสุด



จะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถใช้ชีวิตอยูได้แบบมีความสุขในทุกๆ วัน ไม่ต้องเก็บกักตะกอนความทุกข์ไว้ในใจแล้วรอวันที่จะไปปลดปล่อยทีหลัง


อย่า sensitive มากนัก ปล่อยวาง ปล่อยวาง…







ธันวาคม 7, 2005

OPEN online ฉบับไม่สมบูรณ์

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 8:18 pm

และแล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึงซะที

หลังจากที่ OPEN ประกาศลาพักร้อน เราก็ได้แต่ลุ้นว่าจะได้อ่าน OPEN อีกหรือเปล่า (ด้วยความหวังอันเต็มเปี่ยม) มีข่าวมาเป็นระยะ ๆ ว่าจะทำเป็นฉบับ online จะเวอร์ชั่นไหนก็ได้ ‘กลับมา’ ก็ละกัน

อ.ปิ่น เอาลิงค์ของ OPEN online ฉบับไม่สมบูรณ์มาแปะไว้บนบล็อก จิ้มจึ๋งเข้าไป โอ้ว ละลานตาไปหมด จะอ่านคอลัมน์ไหนดีก่อนนะ ฮะ ๆ ยังไงก็ต้องเป็น Open Here เป็นอันดับแรกเพราะชื่อภิญโญที่โปรยอยู่ ทำให้เราคลิก อ่านต่อ.. อย่างไม่ต้องยุ่งยากตัดสินใจ อ่านเสร็จก็นึกในใจว่าอยากจะเขียนอะไรถึงพี่โญซะหน่อย แต่ไม่มีช่องให้ comment นี่หน่า

ไว้ค่อยส่งอีเมล์ไปดีก่า

จากนั้นก็จิ้มๆ อ่านๆ จนเจ็บตา ก็เลยเริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าเค้าคงไม่ลบออกหรอกที่โพสต์ไว้ พรุ่งนี้มาอ่านต่อก็ได้ (แหะ แหะ) พักยกแป๊บนึงก็เริ่มตั้งสติมานั่ง copy paste ลง word ไว้อ่านบนกระดาษดีก่า เผื่อขีดๆ ประโยคเด็ด แล้วก็จะได้เก็บไว้อ่านเวลาไม่ได้ online ด้วย ก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้ว openbooks จะรวมเป็นเล่มมาขาย จัดรูปเล่มแบบงาม ๆ อย่าง ‘ภูมิปัญญามูซาชิ’ ภาคจบของ ‘มูซาชิฉบับท่าพระจันทร์’ โดยอ.สุวินัย ภรณวลัย เลิศซะไม่มี เป็นเล่มแรกของ open ที่เราพลิกกลับไปที่ปกดูว่าใครออกแบบรูปเล่ม ‘ประพัฒน์ ศรีมงคล’ เยี่ยมมากค่ะ เนื้อหาที่เข้มข้นถึงข้นที่สุด รู้สึกว่าเป็นการเขียนที่ตกผลึกแล้วจริงๆ ของอ.สุวินัย ต่อการศึกษาเรื่องราวของท่านมูซาชิ และวิถีแห่งการแสวงหาความหมายที่แท้จริงของการมีชีวิต

มีอะไรให้อ่านเยอะแยะไปหมด จะจัดเวลายังไงเนี่ยยยย

ธันวาคม 1, 2005

CE : Consumer Empowerment

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 2:49 pm

วันก่อนระหว่างกำลังนั่งฟัง’แม่ไก่’เล่าเรื่องราวการตัดสินใจที่จะก้าวเท้าเดินออกจากฐานที่มั่น(อันสั่นคลอน) พร้อมๆ กับโซ้ยสุกี้น้ำทะเลรสเด็ดเจ้าประจำ ไอ้เราก็คุ้ยหาปลาหมึกในชามแต่ดันเจอ ‘แมลงวัน’ เข้าให้ บอกทางร้าน เค้าก็ไปทำชามใหม่มาให้ แต่เจ้ากรรม คุ้ย ๆ ก่อนกินก็เจอเส้นผม 1 เส้นอยู่ในชาม มันไม่ใช่ของเราแน่ๆ เพราะผมเรายาวกว่านั้นหลายสิบเท่า ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้เนี่ย 2 ชามติด (สยองขวัญทีเดียว) พอเจอชามที่สอง ทุกคนก็บอกว่าช่างมันเหอะ ไปกินร้านอื่นก็ได้ แถมห้ามปราบเราว่าอย่าโวยวายเลย จ่ายเงินแล้วก็ไปหาร้านอื่นกินเถอะ ได้ไง ไอ้จ่ายน่ะจ่ายอยู่แล้ว แต่เราก็ตัดสินใจบอกเค้าหลังจากได้เงินทอน เพราะเค้าจะได้รู้ข้อบกพร่องแล้วก็พัฒนาปรับปรุงให้ได้มาตรฐานกว่านี้

เรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึงโครงการนึงที่เราเคยทำ CE : Consumer Empowerment ศึกษาว่าจะต้องวางแผนอย่างไรเพื่อที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและประยุกต์ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ บริการสาธารณสุขจากภาครัฐ รวมไปถึงการใช้สิทธิ์เรียกร้องในกรณีที่โดนเอารัดเอาเปรียบหรือเกิดความอยุติธรรมขึ้นกับตนเอง

เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ยังไง
ตอนแรกเราก็งง แต่พอพี่ๆ เท้าความถึงเรื่อง Theory of Demand อันเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เราก็โออ่ะ ดั้งเดิมส่วนใหญ่เราก็มักจะคิดว่าการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ามักจะขึ้นอยู่กับ ราคา รายได้ รสนิยม อะไรทำนองนั้น แต่เรื่องมาตรฐานสินค้าและองค์ความรู้ที่จะนำมาตัดสินใจซื้อสินค้าที่เหมาะกับสุขภาวะของเรามันก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพสินค้า

เราเองเมื่อก่อนก็คว้าขวดโออิชิโดยที่ไม่ได้ดูวันหมดอายุเพราะคิดว่าขายที่ 7 สินค้าก็คงจะหมุนเร็ว ไม่เคยดูว่าประกอบไปด้วยน้ำตาลกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยดูว่าให้คุณค่าโภชนาการใด ๆ หรือไม่ อยากกินก็กิน

คุณรู้หรือไม่ว่าโปรตีนจากพืชย่อยง่ายโปรตีนจากสัตว์ ถ้าไม่อยากให้ร่างกายหักโหมกับการย่อยโปรตีนก็ดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัว

ปัจจุบันแนวโน้มของคนที่เลือกซื้อสินค้าจากตรามาตรฐานสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (แต่บางทีก็ไม่รู้หรอกว่าตราสัญลักษณ์พวกนั้นความหมายจริงๆ แล้วคืออะไร แล้วกระบวนการผลิตแบบไหนถึงจะได้ตรามา เชื่อมั่นว่ามีดีกว่าไม่มีทำนองนั้น ต้องมานั่งไล่กันถึงเรื่องระบบประเมินและตรวจสอบคุณภาพหลังจากได้ตราไปแล้วอีก) แต่ก็ยังมีคนส่วนมากโดยเฉพาะในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ตรามันเป็นภาษาปกิตอ่านไม่ออก ไม่มีทางเลือกทั้งหมู่บ้านมีอยู่ร้านเดียวขายอะไรก็ใช้อย่างนั้น

แถมด้วยเรื่อง Choice under uncertainty ในการรับรู้ข่าวสารและนำข่าวสาร องค์ความรู้มาตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของคุณภาพสินค้าที่จะได้รับ

รวมไปถึงเรื่อง Opputunity Cost ในการเรียกร้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมกับวัฒนธรรมของคนไทยที่มีลักษณะประนีประนอม ไม่อยากผิดใจ ไม่อยากมีเรื่องมีราว (อันนี้ตรงเผ็งกับกรณีสุกี้แมลงวัน – ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเรื่องมาก-แถวนี้คนรู้จักเยอะ ต้องเดินผ่านทุกวัน)

ตั้งแต่ทำงานชิ้นนี้เราก็เริ่มดูฉลากของต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ยังมีบ่อย ๆ ที่คว้ายาคูลจากสาวยาคูลแล้วดื่มพรวด ๆจนหมด 2 ขวดซ้อนโดยที่ไม่ได้ดูว่าหมดอายุวันไหน ซื้อสด ๆ จากพนักงานชุดน้ำตาลครีม ก็ไม่คิดว่าจะขายขวดที่หมดอายุให้เราหรอก (เชื่อมั่นในจรรยาบรรณพนักงานขายไปป่าวไม่รู้) ได้ความรู้ไปหลาย สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สนใจเรื่องการวางแผนนโยบายสุขภาพมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมงานที่ทำงานแบบ Home made ช่วยกันทำตั้งแต่ o-10 จนงานเสร็จสมบูรณ์ ห้าทุ่มเที่ยงคืนก็ยัง msn เรื่องงานกันอยู่ จากเพื่อนร่วมงานจน(เกือบจะ)เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกันไปแล้ว

งานเสร็จ เงินเหลือ มิตรภาพแน่นแฟ้น มีความสุขกับแก๊งค์ CE ซะจริงๆ (โดยเฉพาะเวลาไปกินอาหารอร่อยๆ หลังประชุมแล้วใช้เงิน CE จ่ายเนี่ยสุขสุด ๆ ) เสร็จงานแล้วความสัมพันธ์ยังคงอยู่แถมเหนียวแน่นกว่าแต่ก่อนจนทีมงานเรียกร้องว่าไปหาทุนมาทำงานกันอีกเหอะจะได้หาโอกาสหม่ำข้าวด้วยกันบ่อยๆ อิ อิ

เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานร่วมกันของทีมงาน ‘เครือข่ายอัจฉริยะ’ และรายงานฉบับสมบูรณ์ที่ส่งไปอยู่ในระหว่างรอรายงานของทีมอื่น ๆเพื่อหัวหน้าชุดโครงการจะสรุปรวมขมวดปมนำเสนอต่อกระทรวง จึงคิดว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเล่าถึงกระบวนการทำงานและผลจากจากวิจัยได้ในช่วงเวลานี้ ถ้าเปิดเผยได้เมื่อไหร่และบังเอิญต้องไปเจอเหตุการณ์ที่เกี่ยวพ้องให้คิดถึงเรื่องนี้อีก อาจจะนำผลการศึกษามาเล่าให้ฟังอีกทีก็เป็นได้ (ไม่รู้ต้องขออนุญาติใครป่าว)

บลอกที่ WordPress.com .