Epsilon’ s blog

ธันวาคม 1, 2005

CE : Consumer Empowerment

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 2:49 pm

วันก่อนระหว่างกำลังนั่งฟัง’แม่ไก่’เล่าเรื่องราวการตัดสินใจที่จะก้าวเท้าเดินออกจากฐานที่มั่น(อันสั่นคลอน) พร้อมๆ กับโซ้ยสุกี้น้ำทะเลรสเด็ดเจ้าประจำ ไอ้เราก็คุ้ยหาปลาหมึกในชามแต่ดันเจอ ‘แมลงวัน’ เข้าให้ บอกทางร้าน เค้าก็ไปทำชามใหม่มาให้ แต่เจ้ากรรม คุ้ย ๆ ก่อนกินก็เจอเส้นผม 1 เส้นอยู่ในชาม มันไม่ใช่ของเราแน่ๆ เพราะผมเรายาวกว่านั้นหลายสิบเท่า ทำไมถึงได้เป็นอย่างนี้เนี่ย 2 ชามติด (สยองขวัญทีเดียว) พอเจอชามที่สอง ทุกคนก็บอกว่าช่างมันเหอะ ไปกินร้านอื่นก็ได้ แถมห้ามปราบเราว่าอย่าโวยวายเลย จ่ายเงินแล้วก็ไปหาร้านอื่นกินเถอะ ได้ไง ไอ้จ่ายน่ะจ่ายอยู่แล้ว แต่เราก็ตัดสินใจบอกเค้าหลังจากได้เงินทอน เพราะเค้าจะได้รู้ข้อบกพร่องแล้วก็พัฒนาปรับปรุงให้ได้มาตรฐานกว่านี้

เรื่องนี้มันทำให้เรานึกถึงโครงการนึงที่เราเคยทำ CE : Consumer Empowerment ศึกษาว่าจะต้องวางแผนอย่างไรเพื่อที่จะให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจและประยุกต์ใช้ข้อมูลข่าวสารที่ตนเองมีสิทธิ์ที่จะได้รับในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ บริการสาธารณสุขจากภาครัฐ รวมไปถึงการใช้สิทธิ์เรียกร้องในกรณีที่โดนเอารัดเอาเปรียบหรือเกิดความอยุติธรรมขึ้นกับตนเอง

เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ยังไง
ตอนแรกเราก็งง แต่พอพี่ๆ เท้าความถึงเรื่อง Theory of Demand อันเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า เราก็โออ่ะ ดั้งเดิมส่วนใหญ่เราก็มักจะคิดว่าการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้ามักจะขึ้นอยู่กับ ราคา รายได้ รสนิยม อะไรทำนองนั้น แต่เรื่องมาตรฐานสินค้าและองค์ความรู้ที่จะนำมาตัดสินใจซื้อสินค้าที่เหมาะกับสุขภาวะของเรามันก็เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพสินค้า

เราเองเมื่อก่อนก็คว้าขวดโออิชิโดยที่ไม่ได้ดูวันหมดอายุเพราะคิดว่าขายที่ 7 สินค้าก็คงจะหมุนเร็ว ไม่เคยดูว่าประกอบไปด้วยน้ำตาลกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เคยดูว่าให้คุณค่าโภชนาการใด ๆ หรือไม่ อยากกินก็กิน

คุณรู้หรือไม่ว่าโปรตีนจากพืชย่อยง่ายโปรตีนจากสัตว์ ถ้าไม่อยากให้ร่างกายหักโหมกับการย่อยโปรตีนก็ดื่มนมถั่วเหลืองแทนนมวัว

ปัจจุบันแนวโน้มของคนที่เลือกซื้อสินค้าจากตรามาตรฐานสินค้าเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ (แต่บางทีก็ไม่รู้หรอกว่าตราสัญลักษณ์พวกนั้นความหมายจริงๆ แล้วคืออะไร แล้วกระบวนการผลิตแบบไหนถึงจะได้ตรามา เชื่อมั่นว่ามีดีกว่าไม่มีทำนองนั้น ต้องมานั่งไล่กันถึงเรื่องระบบประเมินและตรวจสอบคุณภาพหลังจากได้ตราไปแล้วอีก) แต่ก็ยังมีคนส่วนมากโดยเฉพาะในประเทศไทยที่ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ตรามันเป็นภาษาปกิตอ่านไม่ออก ไม่มีทางเลือกทั้งหมู่บ้านมีอยู่ร้านเดียวขายอะไรก็ใช้อย่างนั้น

แถมด้วยเรื่อง Choice under uncertainty ในการรับรู้ข่าวสารและนำข่าวสาร องค์ความรู้มาตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าที่ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของคุณภาพสินค้าที่จะได้รับ

รวมไปถึงเรื่อง Opputunity Cost ในการเรียกร้องชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น รวมกับวัฒนธรรมของคนไทยที่มีลักษณะประนีประนอม ไม่อยากผิดใจ ไม่อยากมีเรื่องมีราว (อันนี้ตรงเผ็งกับกรณีสุกี้แมลงวัน – ไม่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเราเรื่องมาก-แถวนี้คนรู้จักเยอะ ต้องเดินผ่านทุกวัน)

ตั้งแต่ทำงานชิ้นนี้เราก็เริ่มดูฉลากของต่างๆ มากขึ้น แต่ก็ยังมีบ่อย ๆ ที่คว้ายาคูลจากสาวยาคูลแล้วดื่มพรวด ๆจนหมด 2 ขวดซ้อนโดยที่ไม่ได้ดูว่าหมดอายุวันไหน ซื้อสด ๆ จากพนักงานชุดน้ำตาลครีม ก็ไม่คิดว่าจะขายขวดที่หมดอายุให้เราหรอก (เชื่อมั่นในจรรยาบรรณพนักงานขายไปป่าวไม่รู้) ได้ความรู้ไปหลาย สนใจเรื่องสุขภาพมากขึ้น สนใจเรื่องการวางแผนนโยบายสุขภาพมากขึ้น ได้ทำงานกับทีมงานที่ทำงานแบบ Home made ช่วยกันทำตั้งแต่ o-10 จนงานเสร็จสมบูรณ์ ห้าทุ่มเที่ยงคืนก็ยัง msn เรื่องงานกันอยู่ จากเพื่อนร่วมงานจน(เกือบจะ)เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวกันไปแล้ว

งานเสร็จ เงินเหลือ มิตรภาพแน่นแฟ้น มีความสุขกับแก๊งค์ CE ซะจริงๆ (โดยเฉพาะเวลาไปกินอาหารอร่อยๆ หลังประชุมแล้วใช้เงิน CE จ่ายเนี่ยสุขสุด ๆ ) เสร็จงานแล้วความสัมพันธ์ยังคงอยู่แถมเหนียวแน่นกว่าแต่ก่อนจนทีมงานเรียกร้องว่าไปหาทุนมาทำงานกันอีกเหอะจะได้หาโอกาสหม่ำข้าวด้วยกันบ่อยๆ อิ อิ

เนื่องจากงานวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานร่วมกันของทีมงาน ‘เครือข่ายอัจฉริยะ’ และรายงานฉบับสมบูรณ์ที่ส่งไปอยู่ในระหว่างรอรายงานของทีมอื่น ๆเพื่อหัวหน้าชุดโครงการจะสรุปรวมขมวดปมนำเสนอต่อกระทรวง จึงคิดว่าอาจจะไม่เหมาะที่จะเล่าถึงกระบวนการทำงานและผลจากจากวิจัยได้ในช่วงเวลานี้ ถ้าเปิดเผยได้เมื่อไหร่และบังเอิญต้องไปเจอเหตุการณ์ที่เกี่ยวพ้องให้คิดถึงเรื่องนี้อีก อาจจะนำผลการศึกษามาเล่าให้ฟังอีกทีก็เป็นได้ (ไม่รู้ต้องขออนุญาติใครป่าว)

3 ความเห็น »

  1. เรื่อง ce ที่เล่ามา ทำให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมากก แต่ได้ถูกให้ความสำคัญน้อย แต่เมื่อมีเรียนรู้ด้วยประสบการณ์ สังคมมันก็เลยมี dynamic มีการปรับไปสู่ equilibrium ใหม่ แต่จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ก็ขึ้นอยู่กับ effort ของทุก parties ผู้บริโภคก็ต้องทำหน้าที่ตัวเองด้วย ใส่ใจรายละเอียดให้มากขึ้น ไม่มักง่ายจนเกินไป(เราก็เป็นบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่จะหนักไปทางโวยวายซะมากกว่านะ)

    ความเห็น โดย joinsungz — ธันวาคม 2, 2005 @ 10:24 am

  2. เรื่อง lecture ที่มธ. วันอะไร ทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนอยู่แถวประตูน้ำ เป็นว่านัดกันกินข้าวเสาร์-อาทิตย์ดีกว่ามั้ย

    ความเห็น โดย joinsungz — ธันวาคม 2, 2005 @ 10:46 am

  3. ขอบคุณมากที่เช็ควันจริงให้ ม่ายงั้นเราคงไปเก้อ ๆ เขิน ๆ ให้มารับไปกินข้าวแหงม

    รู้ป่าวในน้ำอัดลมมันมีคาร์บอเนต ที่จะไปทำปฎิกริยากับแคลเซี่ยมที่เราบริโภคเข้าไปทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซี่ยมได้ไม่เต็มที่ หมอก็เลยแนะนำไม่ให้เด็กและผู้สูงอายุดื่มน้ำอัดลม (จริงๆ ควรจะห้ามทุกวัยแหละเนอะ) เราก็เลยเหมาเอาว่าตอนเด็กเราคงกินน้ำอัดลมเยอะไป ก็เลยไม่โตซะที (ฮา)

    ปัญหาใหญ่หลังจากการให้ความรู้ต่างๆ แก่ผู้บริโภคแล้วก็คือ ผู้บริโภคไม่ตระหนักที่จะนำความรู้นั้น ๆ มาปรับใช้กับตัวเอง เช่น รู้อยู่แล้วว่าไม่ควรกินของมันๆ แต่เวลาสั่งหมูน้ำตก ไม่มันไม่กินไม่อร่อย แล้วหลัง ๆ นี่มีแบบแปลก ๆ องค์ความรู้เยอะไปนิดนึง กินที่อยากกินเข้าไปแล้วค่อยกินยาป้องกันไม่ให้ร่างกายดูดซึมไขมัน แทนที่จะลดส่วนที่ไม่ควรบริโภค คนเรานี่ก็ตลกซะจริงๆ–>

    ความเห็น โดย epsilon — ธันวาคม 6, 2005 @ 6:28 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: