Epsilon’ s blog

มกราคม 31, 2006

ประเทศไทยของใครกัน ?

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 12:14 am

‘ถ้าวิถีแห่งความจริงใจ ไม่กลายเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่คนผู้นั้นกำลังพยายามจะทำอยู่แล้ว สิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่วิถีที่แท้จริง’ …มูซาชิ

จากหนังสือ ภูมิปัญญามูซาชิ วิถึแห่งกลยุทธ์เชิงบูรณาการ โดยอ.สุวินัย ภรณวลัย สำนักพิมพ์ Openbooks

หลังจากบริโภคข้อมูลเกี่ยวกับพี่เหลี่ยมมากว่าห้าปี แถมช่วงหลังๆ นี่ข้อมูลทะลักทลาย นี่ทำเอาเรารู้สึกว่าคน…อะไรถึงได้…ปานนี้ (ไม่เอาน่า ไหนว่าบล็อกนี้จะเขียนแต่เรื่องบวกๆ ดีๆ ไงล่ะ- ก็แมร่งอดไม่ได้นี่หว่า)

เคยมีพี่ที่เรียนด้วยกันเคยบอกว่าในชีวิตการทำงานนะ ทุกๆ ดีลมันจะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่ข้อกฎหมายเลย สำคัญมากๆ สำคัญกว่ามันสมองที่สามารถคิดดีลเจ๋งๆได้อีก เพราะดีลเจ๋งๆ มันจะไม่ถูกบันทึกเป็นกรณีศึกษาระดับคลาสสิคถ้าไม่มีมุมมองด้านกฎหมายที่คนฟัง ฟังแล้วอื้งว่ามันคิดได้ไงวะ แค่ตรรกะด้านการเงินที่คิดดีลให้มันลงตัวนี่ก็ยากอยู่แล้ว มาเจอมุขเด็ดของข้อกฎหมายอีก ยอมเลย

งานนี้ดีลอันลือลั่นที่พยายามทำให้เนียนแต่ก็ยังมีคนช่างค้น ช่างขุด ช่างคุ้ยไปหาซากเจอ เอาออกมาเปิดเผยถึงกระบวนการไม่โปร่งใสให้ได้รู้กันเป็นระยะๆ ยิ่งฟังยิ่งอ่านก็ยิ่งอนาถใจว่าไอ้มันสมองที่ร่ำเรียนซะสูง ทำไมมันไม่เอาไปคิดอะไรทีมันดีๆ ต่อบ้านเมือง กันมั่งฟะ

เก่งแต่ไม่มีคุณธรรมนี่อันตรายจริง ๆ เสียหายกันนักต่อนัก ไม่ไหว

กรณีนี้ไม่รู้ใครเป็นคนคิดบ้าง เชื่อมันเลย
อ่านแล้วก็คิดได้ว่า ถูกแล้วหล่ะที่อยากเป็นครู เพราะถ้าเราเป็นครูนอกจากเราจะสอนเนื้อหาวิชาการให้เด็ก เราคงต้องสอนเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมลงไปให้ฝังลงไปในหัวเด็กด้วย
ยิ่งคนที่จะขึ้นมาเป็นเจ้าคนนายคนนี่หนัก ถ้ามีอำนาจอยู่ในมือแต่คนมีอำนาจกลับใช้อำนาจในทางที่ผิด เรือใบหายกันหมด

เดี๋ยวนี้ค่านิยมมันดันเป็นแบบชื่นชมคนรวย และโครตรวย
โดยไม่สนใจขบวนการของการที่กว่าจะได้รวยและโครตรว่าได้มาด้วยการโกงกิน ทำสิ่งที่เลวๆ หรือเปล่า

อุ๊ปส์ จะไปว่าเค้าก็ไม่ได้นะ เค้าทำทุกอย่างถูกกฎหมายนะ
(กฎหมายที่แก้ให้ตัวเองได้ประโยชน์สูงสุด )

ประเทศไทยของใครกัน?



หมายเหตุ นึกถึงพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวที่เคยได้ยินทางโทรศัทน์ตอนค่ำ ๆ

‘เราไม่สามารถทำให้ทุกคนในสังคมเป็นคนดีได้ เราจึงต้องให้คนดีมาปกครองคนไม่ดี’

ตอนเด็กๆ ก็ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกว่าเรื่องแบบนี้สำคัญยังไง เพราะตอนเป็นเด็กเรารู้จักโลกไม่กี่แบบ และคิดว่าทุกๆ คนก็คงจะเป็นคนดี จะเป็นคนไม่ดีกันทำไม แต่ตอนนี้ซึ้งแล้วอ่ะ อย่างแรง


ถ้าเราเป็นนักบิน แล้วมีโอกาสขับเครื่องบินที่พี่เหลี่ยมและครอบครัวนั่ง
เราคงจะยอมสละชีวิตเราหนึ่งชีวิตพร้อมกับชีวิตพี่เหลี่ยมบุคคลที่แม้แต่นรกก็คงไม่ยอมเหยียบ โหม่งโลกไปด้วยกันเลย เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณประเทศไทย แผ่นดินแม่ ที่เราไม่รู้เหมือนกันว่าควรจะทำยังไงถึงจะได้กลับคืนมา เราอาจจะมีเงินน้อยไปที่จะซื้อกลับคืน…



Reference

open special: เมื่อความถูกต้องทางกฎหมาย อยู่เหนือความถูกต้องทางศีลธรรม : บทวิเคราะห์ 20 ประเด็นหลัก ในดีลเทคโอเวอร์กลุ่มชินคอร์ป

Advertisements

มกราคม 29, 2006

จดหมายถึง OPEN # 3 Friends of Open

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 7:50 pm

สวัสดีค่ะพี่โญ อ.ปกป้อง และทีมงาน Open

ไม่รู้เหมือนกันว่าพี่ๆ ทำ Open link ไปยัง friends of open ตั้งแต่เหมื่อไหร่

เพิ่งเห็นวันนี้เองค่ะ

มันเยี่ยมมากจริง ๆ เพราะ มันคงเป็นจะเป็นเครือข่ายพันธมิตรที่แสนจริงใจของ open

เราเองรู้จัก และชื่นชมในนิสัยใจคอของ open มาหลายปี

ด้วยความรู้สึกว่า ท่านช่างเป็นตัวของตัวเอง มีความสนใจหลากหลาย ซึ่งมันดันตรงกับความสนใจของเราพอดิบพอดี

( ถึงแม้จะไม่มีคอลัมน์แนะนำแหล่งท่องเที่ยว ชอปปิ้ง และร้านอร่อย – ไม่เป็นไรหรอก เพื่อนเที่ยวเพื่อนกินแบบนั้นเรามีเยอะแล้ว)

ก็เราน่ะ หาเพื่อนคุยแนวนี้ในโลกแห่งความเป็นจริงได้น้อยเหลือเกิน

คนนึงก็มิตินึง ไอ้ที่มาแบบหลากมิติแถมคมลึกแบบท่านเนี่ย ยากยิ่งกว่ายาก เราก็เลยต้องมีเพื่อนเยอะแยะหลายคนไว้คอยแก้เหงา แต่ก็ไม่เคยมีใครถูกใจเราเท่าท่านเลยอ่ะ แถมตอนที่ท่านลาพักร้อนไปเที่ยวเก็บเกี่ยวประสบการณ์รอบโลกนี่ เราแทบจะเฉาตาย เคยมีคนมาเล่าโน่นเล่านี่ให้ฟังทุกเดือนอยู่ดีๆ หายไปเฉยเลย (ถึงจะเข้าใจเหตุผล แต่ก็ทำใจยากอยู่นะท่าน)

ยังดีที่มีเพื่อนใหม่ เข้ามาในชีวิตให้ทำความรู้จัก(แบบบ้าพลัง) เค้าชื่อ ‘Blog’ หล่ะ

เค้ามีนิสัยตรงไปตรงมา เปิดเผย จริงใจ และนิสัยอีกหลายอย่างคล้ายท่านแต่เค้ามาแบบออนไลน์

แถมไม่ได้มาเดี่ยว มากันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นกองทัพ

แล้ววันนึงเราก็ได้รู้ความจริงว่า ราชาแห่ง blogger เมืองไทย เป็นคนในของ open (โอ๊ย กรี๊ดดดด สลบ)

ตอนนี้เค้ามาเป็นเสนาบดี ร่วมคิด ร่วมวางกลยุทธ์ ให้ open ได้กลับมาในรูปแบบใหม่ online ทันสมัยแถมยังคงนิสัยจริงใจเหมือนเดิม ท่านคงรู้จักเค้าดีกว่าเรา ฝากบอก ‘เค้า’ ด้วยนะ ว่าเราขอบคุณเค้าเป็นที่สุด ที่เค้าได้ทำให้ชุมชนของชาว open ยังคงอยู่ และมีท่าทีจะแข็งแรงกว่าเดิมด้วยอ่ะ

เรามีเพื่อนอีกหลายคน เราคบเค้ามานานเหมือนกัน เพราะเค้านิสัยดีเหมือนท่าน เราก็เพิ่งรู้วันนี้ วันที่เห็น friends of open ว่าท่านเป็นเพื่อนกับพวกเค้าด้วย ว้าววววว เราคบเพื่อนคนเดียวกันเหรอเนี่ย ถ้าเราชอบนิสัยใจคอของเพื่อนคนเดียวกัน เราก็คงจะเป็นคอเดียวกันจริงๆ ว่ามะ

เวลาเราแวะมาเยี่ยมท่าน เราก็แวะไปเยี่ยมเยียน’เพื่อนของเรา’ ได้สะดวกด้วยการคลิก open link ช่างดีเสียนี่กระไร

ขอบคุณคนเสนอไอเดียให้ทำ link และคนที่ทำ link ให้

ขอบคุณมากค่ะ

Epsilon

มกราคม 28, 2006

ชักธงรบ ตอนที่ 1

Filed under: econ school — epsilon @ 10:41 pm

จะทำยังไงให้เด็กๆ เข้าใจว่าเศรษฐศาสตร์คืออะไร เรียนอะไร สอนอะไร เอาไปใช้ยังไง สำคัญยังไง ฯลฯ
เป็นหัวข้อปรึกษาหารือ ถกเถียง และระดมสมองแบบทวีความเข้มข้นตลอดช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาของสำนักเรา

ทำไมมันถึงถูกชูประเด็นขึ้นมาพูดคุยอย่างหนักหน่วงพอๆ กับประเด็นทางการเมืองที่ร้อนระอุอยู่ตอนนี้น่ะเหรอ
เพราะเราเริ่มเดินสายพบปะลูกค้ารุ่นใหม่ตามโรงเรียนมัธยมเพื่อชักชวนให้มาเรียนเศรษฐศาสตร์ที่สำนักเราน่ะซิ่

การเดินสายพบนักเรียนมัธยมเป็นวิธีการประชาสัมพันธ์ตัวเองวิธีหนึ่ง
ซึ่งเราเคยทำร่วมกับส่วนกลางของมหาวิทยาลัย (ปัจจุบันก็ยังทำ)
คือส่งอ.ตัวแทนจากคณะละ 1-2 คนไป ไปเดินสายร่วมกับอ.ตัวแทนจากคณะอื่นๆ
มีเวลาให้คณะละ 5-15 นาที แล้วแต่เวลาจะเอื้ออำนวย
ข้อดีมีหลายอย่าง และโรงเรียนก็ชอบแบบนั้นเพราะไม่ต้องหาคาบว่างให้มหาวิทยาลัยมาประชาสัมพันธ์กันบ่อยๆ
แต่ข้อเสียที่เกิดขึ้นก็คือ กลายเป็นว่าแต่ละคณะก็ต้องมาพรีเซนต์ตัวเองเพื่อที่จะดึงดูดเด็กให้มาเรียนที่คณะ
แต่ละคณะก็มีจุดขายต่างกัน อะไรๆ ของเราก็เด่นหมด ขายได้ทั้งนั้น แต่เจอคณะอื่นเค้าบอกว่าถ้าจบแล้วอยากได้เงินเดือนสองหมื่นอัพ ให้มาเรียนคณะเค้า (เรียนเพื่อให้ได้เงินเดือนสูง ๆ เฮ้ออออออออ) คณะเราก็เลยได้แต่หน้าจ๋อย 😦

มาปีหลังๆ เราก็เลยทั้งเดินสายร่วมกับส่วนกลาง และเดินสายแบบลุยเดี่ยว
ข้อดีก็คือเรามีเวลามากขึ้นในการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับศศ. และโน้มน้าวให้เด็กๆ สนใจเรียนกับเรา
แต่ข้อเสียก็คือเด็กที่ไม่สนใจศศ. ส่วนหนึ่งที่รู้แล้วว่าตัวเองต้องการเรียนอะไร กับอีกส่วนหนึ่งคือเข้าใจผิดเกี่ยวกับศศ. จะไม่สนใจมาฟัง เฮ้ออออ

เข้าใจผิดเกี่ยวกับศศ.
เข้าใจว่าเรียนเกี่ยวกับตลาดหุ้น
(มันแค่ส่วนหนึ่งของสาขาการเงินเอง เผลอๆ จบการเงินแล้วยังไม่รู้เลยว่าตลาดหุ้นน่ะมันยังไงกันแน่)

เข้าใจว่าเรียนแล้วต้องไปทำงานแบงค์
(มันก็เป็นอาชีพหนึ่งของอีกหลายอาชีพที่จบศศ.จะทำได้)

เข้าใจว่าถ้าชอบคณิตศาสตร์ให้เลือกเรียนศศ.หรือไม่ก็บัญชี
(โห เลขที่ใช้ในศศ.กับที่ใช้ในบัญชีมันคนละเรื่องกันเลยนะน้อง)

เข้าใจว่าถ้าเรียนศศ.แล้วถ้าจะให้ดีต้องเรียนให้จบป.เอก
(มันก็จริงส่วนหนึ่งแต่จริงๆ แล้วพื้นฐานศศ.ไปเรียนต่อด้านอื่นได้อีกเยอะแยะไม่จำเป็นต้องเรียนศศ.ตรี โท เอกหรอก )

เข้าใจว่าถ้าอยากเป็นนักศศ.ที่เก่งๆ น่าจะเรียนตรีวิศวะแล้วค่อยต่อโทศศ.
(ไปเอามาจากไหนเนี่ย แค่บางคน(ที่เค้ารุ่งๆ )น่ะ ไม่ต้องตรีวิศวะก็เป็นนักศศ.ที่เก่งได้)

เข้าใจว่าถ้าเรียนศศ.แล้วต้องเป็นนักวิชาการพูดอะไรที่มันฟังยากๆ
(นักวิชาการก็มีหลายประเภท หลายคนก็พูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่ายฟังเข้าใจออก-เอหรือว่าเราเรียนศศ.เราเลยเข้าใจหว่า)

แถมตอนนี้เด็ก ๆ เค้าก็อยากเรียนอะไรที่มันสนุกๆ เรียนแล้วไม่เครียด แถมทำงานเป็นจ๊อบได้เงินง่ายๆ อย่างเรียนนิเทศน์ ศิลปะ อะไรเทือกนั้น การจะไปโน้มน้าวให้เด็กหันมาสนใจศศ.ก็เลยดูเป็นงานใหญ่ไม่ใช่น้อย

ตอนนี้มันกลายเป็นว่าโครงสร้างนักเรียนในปัจจุบันเลือกเรียนต่อในสายศิลปะและสังคมวิทยามากขึ้น (ถึงแม้ว่าศศ.จะอยู่ในสายสังคมศาสตร์แต่เด็กๆ เค้าก็ไม่เลือกเรียนหรอกนะ เค้ารู้สึกว่ามันค่อนไปทางวิทยาศาสตร์มากกว่า ก็สังคมที่ไหนเค้าเรียนเลขกันหนักหน่วงขนาดนี้ล่ะ) ช่วงอนาคตหลังจากนี้ไปประเทศไทยก็จะมีเด็กที่จบด้านนิเทศน์ ศิลปะกันมากขึ้น ส่วนเด็กที่เรียนด้านวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ ก็จะหายากขึ้นทุกที เอาไว้อีกหน่อยพอค่าตัวนักวิทยาศาสตร์แพงขึ้นตามหลัก Demand-Supply เราอาจจะได้เห็นเด็กๆ แย่งกันเข้าคณะสายวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลว่าจบแล้วได้เงินเดือนดี เฮ้อออออ

เดี๋ยวนี้วิศวกรก็หันเหมาเรียนการเงิน เรียนศศ.กันมากขึ้น กลายเป็นเทรนด์ ตรีวิศวะโท MBA / Finance /Economics

เพื่อนบางคนก็บอกว่าสนใจมานานแล้ว แต่จังหวะช่วงตัวเองเอนท์น่ะ ถ้าเด็กเก่งต้องติดวิศวะ ก็เลยเลือกวิศวะ แล้วก็สะสมความรู้ด้านตลาดเงินตลาดทุนมาเรื่อยจนมาเรียนต่อโท ไม่ไปเป็นวิศวกรอย่างที่ตัวเองเรียนมาแล้ว บ้างก็จบวิศวะ ทำงานอยู่โรงงานไปซักพัก รู้สึกชีวิตไม่ค่อยซาบซ่า วันๆ เจอแต่สาวโรงงาน กะคนงานก่อสร้าง เลยมาเรียนต่อแนวนี้ดีกว่า จบแล้วได้ทำงานในออฟฟิศที่มีสาวๆ น่ารักๆ รายล้อมดูชีวิตจะมีความสุขกว่า

ไม่รู้เหมือนกัน ใครใคร่เรียนอะไรก็เรียนแล้วกัน จะไปห้ามไม่ให้เปลี่ยนแนวทางดำเนินชีวิตก็คงไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังอยากจะเปลี่ยนไปเรียนท่องเที่ยวเลย อยากเรียนไปเที่ยวไป จะได้ไม่ต้องมานั่งอยู่หน้าจอคอมทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ เฮ้ออออ (อีกที)

กลับมาเรื่องเด็กๆ อีกครั้ง
ตอนนี้จากโจทย์เดิมว่าเราจะทำยังไงให้เด็กเลือกเรียนศศ.กับสำนักเรา (ซึ่งมันก็หินอยู่แล้ว)
คณาจารย์เลยต้องทำการบ้านโจทย์ที่กว้างกว่าเดิมว่าเราจะทำยังไงให้เด็กเข้าใจว่าศศ.คืออะไร แล้วเลือกที่จะเรียนศศ. สำนักไหนก็ได้ – ใจกว้างมะ (ตอนนี้เราแค่หวังว่าถ้าเค้าพลาดหวังจากการเข้าเรียนศศ.ที่ 2 สำนักเก่าแก่ เค้าจะเลือกเราเป็นตัวเลือกแรก แต่ต่อไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เด็กๆ ต้องคิดถึงเราเป็นอันดับหนึ่งก่อนสำนักอื่น ต้องทำให้ได้ ๆ กำลังวางแผนการรบอยู่)

ปกติภาระงานสอน ทำวิจัย เป็นที่ปรึกษาให้เด็ก ก็หนักหน่วงพออยู่แล้ว
ตอนนี้เพิ่มงานเดินสายประชาสัมพันธ์ลูกค้าอีกอ.แต่ละท่านก็เลยเหนื่อยกันมากกกกก
แต่มันก็เป็นเหมือนกิจกรรมเพิ่มความสัมพันธ์ในคณะที่สนุกสนานเพราะมีเดิมพันที่ยอดเด็กที่จะเข้ามาเรียนในปีหน้า (เวลาที่ได้รับคำตอบว่าเลือกเรียนที่นี่เพราะประทับใจที่อ.ไปแนะแนวถึงที่โรงเรียน อ.ก็จะยิ้มกันแก้มปริ)

ค่อย ๆ เดินสาย ค่อยๆ เรียนรู้ปัญหา อุปสรรค และร่วมกันปรับกลยุทธ์ทุกวันๆ เพราะไปเจอกลยุทธ์เหนือเมฆของม.อื่นๆ แถมด้วยการปรับเปลี่ยนระบบการเรียน การรับนักศึกษาของทบวงเข้าไปอีก งานนี้ก็เลยกลายเป็นงานที่ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการเดินสาย เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการรบอย่างเมามัน

เราได้เห็นการประชุมกลุ่มย่อยๆ ทุกๆ วัน เล่าถึงอาการ ‘เก็บตก’ จากสถานการณ์เดินสาย แบบฮาๆ เห็นรายชื่อโรงเรียนมัธยมเต็มกระดาน และเห็นอาการเตรียมพร้อมด้วยการขนอุปกรณ์ประชาสัมพันธ์ใส่ท้ายรถกันคนละชุดสองชุดสำรองกรณีฉุกเฉิน ! ช่างรอบคอบเสียจริง

จะให้สอนอย่างเดียว ทั้งๆ ที่รู้ว่าอนาคตต่อไปนักเรียนที่จะมาเรียนกับเราน้อยลงทุกทีโดยไม่ทำอะไร ก็คงไม่ได้
งานนี้อ.ก็เลยต้องลุยกันเอง เพราะน้ำหนักความน่าเชื่อถือและความประทับใจที่เกิดขึ้นมันต่างจากส่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของมหาลัยไปมากนัก

ปีนี้เราเปิดปริญญาตรีและปริญญาเอกภาคภาษาอังกฤษเป็นรุ่นแรก
เท่ากับตอนนี้เรามี ป.ตรี ภาคไทย 4 สาขา ภาคอังกฤษ 1 สาขา
ป.โท ภาคไทย ป.โท ภาคอังกฤษ
และกันยายนปีนี้ เราก็จะเริ่มการเรียนการสอนปริญญาเอก inter program รุ่นหนึ่ง!
Ph.D.- M. ECON จำชื่อนี้ให้แม่นๆ แล้วจะกลับมาเล่าต่อว่าหลักสูตรนี้น่าเรียนยังไง
23 มีนาคม 2549 เราจะ Open House บอกกันแต่เนิ่นๆ จะได้ทำตัวให้ว่างไว้
…..

รายละเอียดเรื่องงานบรรยายพิเศษของ Prof. Ariel Rubinstein ปรมาจารย์ด้าน Game Theory เชิญค่ะ เชิญ
http://utcc2.utcc.ac.th/www/newsdetail.php

Blog ที่เคยเขียนถึงเรื่อง Game Theory
Stawhut ส่วนที่ 1.5: Robert Aumann … เท่าที่รู้จัก
Solow
วิถี – แห่ง – เกม
B.F.Pinkerton Nobel prize 2005 and other stuffs

ส่วนใครอยากอ่านเรื่องเศรษฐศาสตร์ มุมมองจากพี่แก่ๆ เชิญที่ Blog Mr.Gelgoog เลยค่ะ
ขวาสุดซอย ตรงLink ข้าใครอย่าแตะ ที่ฮอตฮิตติดลมบนที่เวบเด็กดีอันลือลั่นน่ะละค่ะ

ขอบคุณ ‘ต้นไม้’ ที่ส่งแผ่นดีวีดีมาให้ดูถึงบ้าน
A true love story
Heaven’s bookstore
Howl’s moving castle
Sayonara kuro
4 เรื่องแน่ะ ดูแล้วจะเมล์ไปเมาท์นะท่าน ขอบคุณ ขอบคุณ


อาทิตย์นี้ฟัง
หยุด/Since I Met You – Groove Riders ประมาณ ห้าสิบรอบ
A Lover’ s Concerto – Kelly Chen ประมาณ ร้อยรอบ

มกราคม 24, 2006

จดหมายถึง OPEN#2

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 4:56 pm

สวัสดีค่ะพี่โญ อ.ปกป้อง และทีมงาน OPEN

วันนี้มีเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ (แต่เพื่อความสมบูรณ์ของ Open Online) ที่ตัวเองเพิ่งสังเกตุเห็นค่ะ
โดยปกติก็จะเข้ามาอ่าน online ตอนเช้า (ถ้ามีเวลา)
แต่ถ้าไม่มีเวลา และเจ็บตามากเนื่องจากบทความขนาดยาววว ก็จะสั่งพิมพ์บทความกลับไปอ่านที่บ้าน ซึ่งก็วันละ 1-2 บทความ
แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าพิมพ์บทความจำนวนมากกลับไปอ่านเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ค่อยว่างเท่าไหร่
จึงพบปัญหาเล็กน้อย คือ เมื่อพิมพ์ตามฟังก์ชั่น พิมพ์บทความ ที่ทาง open ได้กรุณาทำให้นั้น
ไม่ปรากฎชื่อผู้เขียน ซึ่งเป็นเจ้าของคอลัมน์นั้น
ซึ่งถ้าดูจากหน้าเวบและคลิกอ่านปกติก็จะแสดงชื่อคอลัมน์นิสต์ผู้นั้น แต่เมื่อสั่งพิมพ์กลับไม่ปรากฎ !

ถ้าจะให้ดี ก็อยากให้มีชื่อผู้เขียนติดมาที่หัวกระดาษของบทความด้วยค่ะ
สารภาพตามตรง ถึงแม้จะเป็นแฟนประจำ แต่ก็จำไม่ได้แม่นยำว่าใครเขียนคอลัมน์ชื่อว่าอะไร ส่วนใหญ่จะคุ้นสำนวนและลีลาซะมากกว่า แถมช่วงหลังๆ นี่มีคอลัมน์เพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ข้าพเจ้าเข้ามาอ่านแล้วก็เมาๆ ออกไปทุกที

ถ้ามีแฟน ๆ เค้าพิมพ์ไปให้เพื่อนฝูงอ่านกัน ก็จะได้เห็นชื่อคนเขียนเจ้าของผลงาน โดดเด่นเป็นสง่าที่หัวกระดาษด้วยไงคะ

แต่ถ้ามันยุ่งยากนัก ก็ลืมๆ มันไปก็ได้นะคะ แค่นี้คนทำก็คงเหนื่อยจะแย่แล้ว

ขอบคุณอีกครั้งค่ะที่กลับมา

Epsilon

…..

อ่านจดหมายรักถึงนักสู้ ของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ แล้วอยากส่งเข้าเมล์กรุ๊ปแต่ก็กลัว ๆ กล้า ๆ กลัวเฮีย reply มาด่า กลัว ๆ

อ่านกันหรือยังอ่ะ

จดหมายรักถึงนักสู้
January 23, 2006 at 1:58 am
· Filed under
02, ถนนสายหนึ่ง –>วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ร่วมสิบวันผ่านไปแล้ว ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าจะต้องต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่าง ชีวิตนี้ผมจะพร้อมยอมพลีสู้เพื่อสิ่งใด ?
สารภาพอย่างไม่กลัวเสียบุคลิกว่าคิดไม่ออก
ใช่ว่าไม่อยากสู้ แต่มันไม่รู้จะสู้เพื่ออะไร สิ่งไหนมีคุณค่ามากที่สุดสำหรับเรา หรือใครเป็นที่เคารพรักแบบสุดจิตสุดใจ
ถ้าจะมี นึกๆดู นอกจากแม่ก็เห็นจะหาใครคนอื่นลำบาก

แต่แม่แกก็อยู่ของแก ความจริงหรือมองตามความน่าจะเป็น ชีวิตมันไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เราต้องเอ่ยอ้างแบบนั้น ถ้าอยากเท่ปลอมๆ และฉาบฉวย ไปแต่งตัวตามแฟชั่น หรือผับบาร์คาราโอเกะที่ไหนฮิต กรุณารวมตัวกันไปสิงสถิตอยู่ที่นั่นอย่างที่เชื่อที่ชอบดีกว่า พระคุณแม่ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะนำมาพูดกันเล่นๆ
สู้เพื่อในหลวง—เห็นใครหลายคนพูดแบบนี้บนเสื้อยืด
ฟังแล้วก็น่าสรรเสริญ อดจะตื่นเต้นตาโตร่วมด้วยไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจขวนขวายเสาะหาเสื้อแห่งอุดมการณ์มาสวมใส่ตามด้วยซ้ำ เกิดและเติบใหญ่มาในสยามประเทศ ใครจะปฏิเสธพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ฉะนั้น อันการใดที่มีเหตุให้ต้องสู้เพื่อเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ สู้เพื่อสถาบันสูงสุด ในฐานะข้าแผ่นดิน เราทุกผู้ทุกนามย่อมพร้อมกระโจนใส่โดยไม่จำเป็นต้องใคร่ครวญหรือแม้แต่เจียดเวลาหาเหตุผล ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เท่าที่เห็น เอ่อ.. ผมคงล่วงเลยวัยไร้เดียงสามานานเกินกว่าจะเชื่ออย่างฉับพลันทันทีว่าการที่ใครคนหนึ่งประกาศว่าเราจะสู้เพื่อในหลวง แปลว่าในใจเขานึกคิดเช่นนั้น
โอเค, กล่าวสำหรับความในใจ ไม่มีใครล่วงรู้ความในใจของใครกระจ่างชัดอยู่แล้ว เราข้ามประเด็นนี้ไปก่อน เราเชื่อไปเลยก็ได้ว่าทุกคนรักและเทิดทูนบูชาในหลวงไม่น้อยไปกว่ากัน ผมเพียงแต่กังวลว่ามีเหตุผลใดที่เราต้องใช้วาจา ‘โฆษณา’ ความตั้งใจนี้ ความจงรักภักดีมิใช่อยู่ในสายเลือดหรอกหรือ การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มิใช่หน้าที่ขั้นพื้นฐานของพลเมืองของประเทศนี้หรอกหรือ ทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราจึงต้องโพนทะนาว่าเรากำลังหายใจ ในเมื่อมันเป็นความปกติธรรมดา ..เป็นชีวิต


ถ้าหายใจไม่ออกสิถึงต้องรีบตะโกนบอกคนชิดใกล้ให้พาไปพบแพทย์
กับหมากเกมนี้ ผมจึงมองเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการโฆษณา มากกว่านั้น นี่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ทื่อ ตื้นและล้าหลังอย่างยิ่ง พูดก็พูดเถอะ การส่ง SMS ผ่านหน้าจอ ขอเพลงผ่านดีเจคลื่นลูกทุ่ง แม้แต่การใช้คัตเตอร์กรีดต้นไม้หรือโต๊ะเก้าอี้ในร้านอาหารเพื่อส่งสารถึงหญิงสาวซึ่งไม่ใช่วิธีที่ศิวิไลซ์ ยังดูจริงใจและโรแมนติกกว่าเยอะ
ไม่ผิดที่จะเปิดเผยความรัก ไม่น่ารังเกียจที่จะบ่งบอกความในใจ แต่คงต้องดูบริบทและกาลเทศะบ้าง
ไม่โฉ่งฉ่างไปหน่อยหรือที่จะบอกรักกันกลางถนน ดิ้นรนพยายามมากไปหรือเปล่า..
อาจมีเสียงค้านว่าในเมื่อเป็นความจริง ไยจึงต้องเก็บซ่อน ผมเข้าใจ แต่โลกมีหลายมิติ ความจริงบางชนิดสมควรบอกกล่าวป่าวประโคม เมื่อถึงเวลาอันควร หากความจริงบางอย่างก็ต้องตระหนักไว้เงียบๆ เพราะพูดเมื่อไรมันมักส่อไปในทางสอพลอตอแหล
บางขณะเราจำเป็นต้องหุบปากไว้ แล้วเปิดให้หัวใจพูด

กับวาทะแห่งปี—เราจะสู้เพื่อในหลวง สำหรับผม, มันจึงเป็นเกมมากกว่าความจริงใจ เหนืออื่นใดคือเป็นเกมระหว่างคนสองสามคน ทว่ากำลังเปิดศึกแย่งชิงดึงดูดมวลชนมาเป็นพรรคพวก มีการจัดทัพ วางแผน และสร้างกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ มีบู๊มีบุ๋น มียืดหยุ่น มีปลุกเร้า
มันไม่แฟร์ก็ตรงที่เขากำลังใช้พลังอำนาจหนึ่งเพื่อต่อกรกับอีกอำนาจหนึ่ง
เบื้องหลังคำว่า ‘เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย’ รวมทั้งการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยเปิดเผยเลยว่าเขามีเรื่องใดขุ่นข้องหมองใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการส่วนตัว
อย่ามาบอกว่าไม่มี อย่ามาพูดว่าเพื่อประเทศชาติ ประชาชน
เพื่อประเทศชาติน่ะใช่ กระทำในฐานะสื่อมวลชนที่ ‘ใจไม่ด้านพอ’ ก็ถูก แต่หากไม่มีเรื่องบาดหมางระหว่างกันแอบซ่อน วาจาท่าที กระทั่งยุทธศาสตร์การรบไม่จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อนและแตกหักเช่นนี้
คนที่เคยยืนอยู่ทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุด คนที่ผ่านร้อนและหนาว ผ่านทั้งทางโลกและทางธรรม และแน่นอน, คนฉลาดอย่างสนธิ ถ้าคิดจะต่อสู้กับใคร เขาทำได้แน่น นิ่งและเนียนกว่านี้ ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้น
หากเปรียบเทียบกับกรณี ‘อากู๋ฮุบหุ้นมติชน’ เราจะเห็นข้อต่างค่อนข้างชัดเจน
ในความเป็นคนหนังสือพิมพ์ใจนักเลง ขรรค์ชัย บุนปาน และสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีใครแพ้ใคร แต่ทำไมขรรค์ชัยจึงไม่มีอาการกระฟัดกระเฟียด ไม่กระทั่งตีฆ้องร้องป่าวขอความเห็นใจ วิ่งไล่ล่าหาแนวร่วม หากมวลชนนับล้าน โดยเฉพาะนักวิชาการและปัญญาชน กลับพร้อมใจกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ผลักดันและคลี่คลายอย่างเป็นธรรมชาติ จนสุดท้ายคนโลภที่หน้ามืดมารังแกก็ต้องแพ้ภัยตัวเองถอยร่นกลับไป ขณะที่สนธิต้องออกแรงมหาศาลเพื่อรวบรวมมวลชน
โชคดีที่วาทศิลป์ของเขาทำงานได้ดี ยิ่งรัฐบาลเดินเกมผิด พยายามยกมือปิดป้องท้องฟ้ามากเท่าไร ประชาชนยิ่งกระหายข่าวสารด้านที่ท่านผู้นำเลี่ยงที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเท่านั้น นับวันแฟนๆรายการ ‘เมืองไทยรายสัปดาห์’ ยิ่งพุ่งขึ้นมาสนับสนุนคำพูดและบทบาทนักต่อสู้ของผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จากผู้ชมหลักพันในหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยับขึ้นสู่หลักหมื่น และใกล้แตะหลักแสน ในการสัญจรครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นที่สวนลุมพินี

‘จำลองฟีเวอร์’ เกิดขึ้นช่วงปี 2532-35 แต่ปลายปี 2548 ต้องยอมรับว่าเกิดกระแส ‘สนธิฟีเวอร์’ ในดีกรีเข้มข้นที่เบียดกันสูสี ว่ากันถึงขั้นว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่คนต่างจังหวัดลงทุนนั่งรถเข้ามาฟังรายการ ‘ทอล์กโชว์’ ด้วยความรู้สึกร่วมมากเท่าครั้งนี้
นักเพลงเพื่อชีวิตผูกติดร่วมบรรเลงเพลงเข้าข้างอย่างเปิดเผย สื่อยักษ์ใหญ่เริ่มเล่นข่าวนี้ต่อเนื่อง วันต่อวัน ประเด็นต่อประเด็น ซีดีบันทึกรายการเปิดโปงถูกสั่งห้ามขาย ห้ามเผยแพร่ นั่นยิ่งยวนเย้ายั่วยุความอยากรู้อยากเห็น..
ไม่เป็นไร ถ้าสนธิจะยืนยันว่าไม่มีนอกมีใน ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยหัวใจบริสุทธิ์ เราลองเชื่อคำเขาสักครั้งก็ได้ เพราะถึงจะเล่นแรง สนธิก็เล่นในเกม—เกมที่เขาพอจะเหลือช่องทางให้เล่น ว่าไป บ้านเมืองก็ต้องการคนกล้าหรือนักสื่อสารมวลชนที่มีสมองไว้ตรวจสอบนักการเมืองบ้าง โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเงินที่เพียบพูนด้วยเล่ห์และพลิ้วขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้ผมกังวลคือมวลชนหรือแนวร่วมที่หูตาตื่นตามแรงปลุกเร้า ลุกขึ้นเต้นตามเสียงเพลงเชียร์ คนจำนวนมากเหล่านี้ร่วมต่อสู้ด้วยจิตใจที่สะอาดสะอ้านอย่างแท้จริง

น่าเสียดาย บนหน้าประวัติศาสตร์ไม่เคยเคยว่างพอที่จะจดจารบันทึกว่าพวกเขาคือใคร ไม่ว่ากรณี 6 ตุลาฯ 14 ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ
วีรชน—เราคิดคำนี้ขึ้นมาใช้ ในบางโอกาสเราอาจกล่าวถึงพวกเขาบ้าง แต่ก็แค่พอเป็นพิธีเท่านั้น ที่สุดแล้ว ผู้รับประโยชน์ ‘รูปธรรม’ จากผลพวงของการต่อสู้ก็คือนายหน้า ผู้นำ และนักฉวยโอกาสจากซากศพของผู้อื่น
บทเรียนในอดีตบอกสอนเราเช่นนั้น แผลเก่าทำให้เราสงสัยว่าไหนล่ะผลตอบแทนของนักต่อสู้ระดับรากหญ้า วีรชนคนกล้าผู้เสียสละเอาชีวิตเข้าแลก ไหนล่ะรางวัลแห่งหัวใจบริสุทธิ์…

ทั้งที่เสียงปืนดังขึ้นเมื่อไร ก็เป็นพวกเขาที่โดนก่อนทุกที
ลมหนาวปีนี้รุนแรงเอาเรื่อง มองภาพซ้ำๆ มองเห็นคลื่นคนหลั่งใหลกันไปสวนลุมพินี (และมีทีท่าว่าจะย้ายมาสนามหลวง) แล้วรู้สึกหนาวจับใจ ทหารไร้สติปัญญาเริ่มรวมพลตบเท้าออกมาแล้ว นายกฯปากไวอ้ำอึ้ง ตีโวหารเลี่ยงตอบคำถามที่ผู้คนกังขา ปราชญ์อาวุโสเรียกร้องหาความสมานฉันท์ นักหนังสือพิมพ์กระฉับกระเฉงเกาะติดสถานการณ์ ทางฝั่งเวทีสีเหลืองตะโกน—สู้ตายๆๆๆๆ
สู้เพื่อใคร ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องตั้งสติยั้งคิด
สู้ด้วยกลวิธีแบบไหน ผมคิดว่าเราต้องใช้วิจารณญาณให้รอบคอบรัดกุม
คนผู้หนึ่ง เกิดมาชาติหนึ่ง หากน้อมกายถวายชีวิตต่อสู้เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าปลายทางจะสิ้นสุด ณ จุดแห่งชัยหรือพ่ายแพ้ยับเยิน ผมถือว่าเขาได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์แล้ว กับคนเช่นนี้ ทั้งที่มืดและที่แจ้ง เขาคือคนควรค่าต่อการคารวะ แต่ก็นั่นแหละ เพราะความบริสุทธิ์และคุณค่าอันน่าเคารพนบนอบนี่เองที่ยิ่งต้องคิดให้ละเอียดในการต่อสู้ทุกครั้ง
ถึงกะโหลกด้านๆ จะยังคิดไม่ออกว่าอะไรคือปรัชญาสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ หรือไม่รู้จะต่อสู้เพื่ออะไร แต่ผมก็สนับสนุนการต่อสู้ ผมรักนักสู้ และอยากบอกคนตัวเล็กๆ ในฐานะพลังบริสุทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลว่าสติสำคัญเหลือเกินในนาทีนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเท่าทันว่ากำลังต่อสู้กับอะไร เหนืออื่นใด อย่าหลวมตัวเผลอไผลตกเป็นเหยื่อ ยอมให้ใครใช้เป็นเครื่องมือสู้เพื่อทิฐิมานะ หรือวาระซ่อนเร้นงี่เง่าที่เราไม่เคยข้องเกี่ยวรับรู้ด้วย
ปรากฏการณ์อาจสั่นคลอนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้ แต่คนฉลาดต้องอ่านให้ขาดว่าเบื้องหลังปรากฏการณ์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
อย่าฟังแต่เสียงเพลงปลุกใจ อย่าเชื่อคำใครง่ายๆ โลกนี้มีนักพูดมากมายจนนับไม่ไหว และหลายคนก็ดีแต่ปาก เป็นนักเสี้ยม ไม่ใช่นักสู้
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และความเชื่อนั้นซับซ้อนเกินหยั่ง ยิ่งครั้งนี้ นับวันเรายิ่งไม่รู้เลยว่าอะไรคือความจริง ความลวง ใครโกหกสร้างภาพ ใครหวังดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
แม้กระนั้นคนตัวเล็กๆ ก็รวมพลังกันเป็นแสน เมื่อได้ยินเสียงเรียกให้สู้—สู้เพื่อในหลวง

ผมพูดแบบนี้ไม่เป็น ไม่เชื่อด้วยว่าวาจานี้เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างใสสะอาด เหนืออื่นใด พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะนำมากล่าวอ้างพล่อยๆ
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเราไม่ต้องพูดคำโตขนาดนั้นหรอก กับกรณีที่กำลังเป็นข่าวคุกรุ่น ถ้าเห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล น่าสนับสนุนเอาใจช่วย มันไม่เห็นจะเสียหายอะไร ถ้าต้องพูดว่าขอสู้เคียงข้างสนธิ ผมจะพูดแบบนี้ ผมยินดีร่วมขบวนการต่อสู้ ถ้าวันหนึ่งตระหนักว่ามีเดียไทคูนคนนี้มีเหตุมีผล โปร่งใส และมองเห็นชัดเจนว่าไม่มีวิธีอื่นที่จะสื่อสารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารัฐนาวากำลังพาประเทศชาติมุ่งหน้าไปสู่หายนะ

ในระหว่างที่ยังลังเล ผมอยากให้บรรดานักสู้—ผู้ล่วงหน้าเดินนำไปก่อน ถามใจตัวเองอีกสักครั้งว่ากำลังสู้เพื่ออะไร ทำใจเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหมกับโศกนาฏกรรมกลางเมือง สำคัญที่สุดคือเมื่อเกมจบลง ถ้าสนธิแพ้แล้วอย่างไร ชนะแล้วอย่างไร และในฐานะนักสู้—เราจะเอาอย่างไรกันต่อ

นึกภาพความว่างเปล่านั้นออกใช่ไหม จากเดิมที่วิ่งๆๆ สู้ๆๆ และจู่ๆ คนนำบอกว่าจบเกมแล้ว และหยุดกะทันหัน แน่นอน, เมื่อความสะใจวูบลด โจทย์คลี่คลาย เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องสู้ ทั้งที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิม หัวใจของเขาต่างหากที่เปลี่ยน

ผมเคยยืนอยู่ตรงนั้น ผมเข้าใจความเงียบเหงาและเวิ้งว้างแบบนั้น มันเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นของเราอย่างร้ายกาจ ทำลายและสั่นคลอนความศรัทธาที่มีต่อมนุษย์—มนุษย์ที่เราเคยน้อมพลีกายใจให้

นักสู้ที่รัก ประณามว่าผมปอดแหกก็ได้ที่ยังยืนอยู่รอบนอก เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
นักสู้ที่รัก แท้จริงมีแต่เราเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจว่าบางทีศัตรูก็ไม่ได้หมายถึงฝ่ายตรงข้ามเสมอไป
นักสู้ที่รัก หากเรียกตัวเองว่านักสู้ ขอเราจงเป็นนักสู้ ไม่ใช่เหยื่อหรือ ‘ตัวประกัน’ ของใคร

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘เต้นรอบกองไฟ’ นิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2548

มกราคม 22, 2006

อย่าหยุดยั้ง

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 10:19 pm

ชื่อเพลง/Title : อย่าหยุดยั้ง
เนื้อร้อง ปฐมพงศ์ สมบัติพิบูลย์
ทำนอง โอฬาร พรหมใจ
อัลบัม/Album : Trilogy Rock concert
ศิลปิน/Artist : The Olarn Project


อย่าไปแคร์ถึงเรื่องราวในครั้งก่อน
อย่ามัวนอนเศร้าโศกศัลย์เมื่อช้ำใจ
ก็ลองคิดใคร่ครวญ มันคุ้มกันหรือเปล่าตัดอกตัดใจบ้างเถิดหนา คนดี

แต่เธอบางคนยังยึดมั่นภายในใจ
ซ่อนเก็บความเจ็บไว้ มีใครบ้างไหมเข้าใจเธอ
มี ยังมี คนอื่นเข้าใจเธอยังมี
อย่าสับสน อย่ากังวลร้องไห้ไปทำไม
ทิ้งไว้ในอดีต
อยู่แห่งไหนหรือเป็นใครเคยช้ำโศก
ใช่เพียงตัวเราที่อับเฉายับเยิน
ชีวิตของคนเราพบพานหลายหลาก
มีสุขสมหวังมีปวดร้าวปนเป

* วันเวลาที่แสนเศร้าคงจางไป
ไม่นานความสดใสที่เธอหวังคงคืนมา
โอ้พรอันใดศักดิ์สิทธิเพียงไหนจงบันดาล
สู่แดนดินแด่ตัวเธอผู้ช้ำตรมในดวงใจ
ให้หายความจาบัลย์

** ต่อแต่นี้หัวใจเธอ มีเพียงความสบายใจ
เธอเปี่ยมล้นด้วยพลัง เธอสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยใจ
และเธอก็เข้าใจ สิ่งที่แล้วพลาดพลั้งไปเธอเข้าใจ

*** อย่า อย่าหยุดยั้ง ก้าวไปยังสิ่งที่หมาย
ที่เธอใฝ่และฝัน ให้สมหวังดังใจปอง ( โอ้เธอ… )



สัปดาห์นี้เราฟังเพลงอย่าหยุดยั้งประมาณสองร้อยรอบได้มั้ง
เจ้าเครื่อง iPod เก่าๆ ที่เราตั้ง Shuffle ไว้มันสุ่มเพลงนี้ขึ้นมาในจังหวะพอดิบพอดีกับอารมณ์ของช่วงนี้พอดี
เปล่า ยังไม่ได้มีเรื่องใหม่ๆ อะไรให้ท้อแท้หรอก อย่าเพิ่งกังวลไป
แต่ก็มีเรื่องราวบางอย่างเข้ามากระตุ้นต่อมหงุดหงิดที่ต้องผูกโยงไปยังเรื่องราวอันหลากหลายที่เคยทำให้ท้อใจ
ย้ำ เคยท้อ แต่ตอนนี้ ไม่ละ

เธอเปี่ยมล้นด้วยพลัง เธอสร้างขึ้นมาใหม่ ด้วยใจ
และเธอก็เข้าใจ สิ่งที่แล้วพลาดพลั้งไปเธอเข้าใจ

อย่า อย่าหยุดยั้ง ก้าวไปยังสิ่งที่หมาย
ที่เธอใฝ่และฝัน ให้สมหวังดังใจปอง


ได้แต่นึกถึงใครหลายคนรอบๆ ตัวที่กำลังเผชิญความทุกข์ทางใจจากการมีความรู้สึกแบบ Asymetric Love นี่ทรมานอย่าบอกใครเชียว
แคร์อยู่ได้ รักอยู่ได้ ภักดีอยู่ได้ ทุ่มเททำไปแล้วได้อะไร
เค้าก็แค่รู้สึกว่ามีคนอีกคนที่พร้อมจะทำทุก ๆ อย่างที่เค้าบอก หันซ้าย หันขวา
ย้ายให้ไปเป็น’แพะรับหน้า’
(พวกเค้าจะได้บริหารจัดการกันสะดวกๆ หน่อย)
ส่วนอนาคตของคนที่มี ‘ความเชื่อ’ บางอย่างฝังอยู่ในหัวจะเป็นยังไงช่างมัน
Win Win Solution ของเรื่องราวที่เกิดขึ้นสำคัญกว่า
กว่าการสร้างบุคคลากรให้มีคุณภาพ
ไม่เคยคิดว่าไอ้งานบ้าๆ นั่นมันทำให้สมองฝ่อ
ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเอง
และทำให้ช่วงเวลาที่จะสามารถพัฒนาศักยภาพของคนทำงาน ‘หล่นหาย’ ไปแค่ไหน
อะไรจะจงรักภักดีกันขนาดนี้เนี่ย
ขอบ่น หน่อยเหอะ

หวังว่าเพลงนี้จะปลอบใจได้บ้าง
เลิกร้องไห้ซะทีน้องเอ๋ย



วันพุธที่ 18 มกราคม 2549
ได้พบ อ.ปิ่น กับ อ.Stawhat ตัวจริงเสียงจริง
ท่านมาเดินดูสาว เอ๊ย มาเยี่ยม ‘ท่าน’ ที่สำนักเรา
รีบวิ่งอย่างรวดเร็วเอา ‘คนไม่ใช่สัตว์เศรษฐกิจ’ ไปให้ อ.ปิ่นเซ็น แบบว่าแอบเขินนิดนึง แต่ก็ เซ็นให้หนูหน่อยนะคะ คือ Blog Blog ให้ ‘ป้าAwawa’ ยืมไป ยังไม่เอามาคืนเลยอ่ะ ม่ายงั้นคงให้เซ็นทั้งสองเล่มเลย

อ.ปิ่นตัวจริงนี่ขำกว่าใน หนังสือที่เขียนเยอะเลยนะคะ ก่อนอ่านหนังสือกับบล็อกท่านทีไรต้องตั้งสมาธินิ่ง ๆ ม่ายงั้นคิดตามไม่ทัน ต้องคิดตามแทบทุกประโยค อ่านแล้วเหนื่อย แต่ก็ชอบ สั่นสะเทือนเส้นสมองดี

อ.Stawhat นี่เราจำชื่อนี้ได้แม่นจาก เรื่องทัศนะในการปรับหลักสูตรเศรษฐศาสตร์ มธ.
เขียนได้ โดนมาก
เราคิดว่าไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะ มธ.หรอก เป็นกันทั้งระบบเลย
ได้แต่ดีใจที่มีคนคิดแบบนี้ด้วย มองเห็นปัญหา วิพากษ์วิจารณ์ เสนอทางเลือก และยืนยันจุดยืนความคิดของตัวเอง
ผู้คนที่เข้ามาร่วมแจมกระทู้ก็เป็นคณาจารย์ทั้งนั้น ดีใจที่ท่าน ๆ นั้น คิดเสียงดัง และกล้าเปิดผนึกทางความคิด ให้สาธารณะชนรับรู้ เพราะจริงๆ แล้วท่าน ๆ ทั้งหลายก็ออกจะสนิทสนมกลมเกลียวกันจนสามารถตั้งวงสนทนาเรื่องเหล่านี้ภายในกลุ่มได้อยู่แล้ว แต่ท่านก็เลือกที่จะใช้สื่อ Webboard แสดงออกถึงความคิด (นายแน่มากกกก)
เราเองยังส่งกระทู้นี้ไปยังคนใกล้ตัวในสำนักให้อ่านกัน ทุกคนชื่นชมกันใหญ่ โดยที่ไม่รู้ว่าผู้ที่ใช้นามแฝงต่าง ๆ นั้นเป็นใคร วันนี้เจอตัวจริงแล้ว ว้าว ดีใจ ๆ
….

พฤหัสที่ 19 มกราคม 2549
ไปส่ง ป้าAwawa ขึ้นเครื่องไป Fresh Up สามเดือนที่ TAMU ตามโครงการ Gift ของสำนักเรา
ป้าไม่อยู่ หนูเหงารู้ไหม๊
ลุงก็เหงา เหงากว่าหนูอีก ป้าคงรู้แล้วว่าลุงเหงาแค่ไหน สามารถวัดจากความถี่ของการโทรข้ามทวีป แถมด้วยความถี่ ที่ลุงโทรหาหนูเพราะป้าไม่อยู่ เอาเหอะ เข้าใจอ่ะ

ไม่ต้องห่วงนะป้า พวกเราจะช่วยกันดูแลลุงให้
ว่าแต่ป้าเหอะ เขียนไดอารี่ จดแต้มเรื่องฮาๆ ไว้ให้อ่านด้วยนะ
เล่มที่ให้ไปพอป่าว หนูว่าป้าไปซื้อเล่มโตๆ เลยก็ดีนะ รู้น่าว่า ฮาแน่ๆ
ดูแลตัวเองดีๆ นะป้า คิดถึงรู้ป่าว



สิ่งที่ดีทีสุดในช่วงเวลาของการได้ทำงานที่นี่
คือการได้เจอ ลุงกับป้า (and the gang)
แล้ววันหลังถ้ามีเวลาจะเล่าให้ฟังว่าทำไม



อ้อ ลืมไปได้ไงเนี่ย
ได้คุย msn กับ คุณภานุ เจ้าของหนังสือวรรณกรรมตกสระ
ดีใจ ๆ
แอบเขินนิดนึง ท่านเล่นให้เราวิจารณ์หนังสือที่ท่านเขียนเพิ่มเติม
แหะๆ ตามเมล์ที่ reply ไปน่ะค่ะ

มกราคม 16, 2006

My Big Sister

Filed under: econ school, my life, people — epsilon @ 4:59 pm

ปีใหม่เราส่ง sms ไปหาอวยพรและทักทาย’เธอ’
เราไม่ได้โทรไปสวัสดีปีใหม่เธอ
เพราะคิดว่าเธอคงไปต่างประเทศเหมือนทุก ๆ ครั้งที่มีวันหยุดยาว

วันนี้เราโทรหาเธอเพื่อเชิญเธอมาฟังการบรรยายพิเศษของ Prof.Ariel Rubinstein
ก่อนที่จะส่งข้อมูลไปทางเมล์และจดหมายกระดาษ
เพราะเรารู้ว่าเธอชอบ Game Theory
เธออ่านหนังสือ Game Theory เหมือนหนังสืออ่านเล่น เหมือนเราอ่านเรื่องสั้น

เราสวัสดีปีใหม่เธอและเล่าเรื่องราวส่วนตัวให้เธอฟัง
เธอฟังอย่างตั้งใจและให้ข้อคิดที่ดีมาก ๆ มีประโยชน์มากๆ เหมือนทุกครั้งที่เราโทรไปเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้ฟัง
เราขอบคุณเธอเหมือนเคย และถามเธอว่าเป็นยังไงบ้าง
เธอบอกว่าเธอคิดถึงเรา และตั้งใจจะโทรหาเราเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ก็ไม่ได้โทรเพราะกลัวว่าเราจะยุ่งๆ อยู่
(เรายุ่งเป็นปกติ แต่เราก็ยินดีให้เธอเรียกใช้เสมอมา สายสัมพันธ์ระหว่างเราไม่เคยขาดหาย)
เราก็คิดถึงเธอเหมือนกัน ตั้งใจจะโทรหาแต่ก็ไม่ได้โทร เพราะเรารู้ว่าเธอยุ่งมากกว่าเรามาก
เรารอให้ข้อมูลเรื่องการมาของ Prof. Rubinstein ลงตัวแล้วค่อยโทรหาเธอ

เราถามเธอว่าคิดถึงเราเรื่องอะไร มีอะไรให้รับใช้หรือเปล่า แล้วทำไมไม่โทรมา ถึงเรายุ่งแค่ไหน เราก็ยินดีรับใช้เธออยู่แล้ว

เธอตอบกลับมาด้วยเสียงนิ่ง ๆ “น้องเราเพิ่งเสีย”

เรายืนอึ้ง ตัวชาวาบ เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อก

งานเพิ่งเสร็จได้ 3 วัน เราคิดถึงคุณเพราะน้องเราเสียกลางวัน ชุลมุนมาก เราอยากให้คุณมาช่วยเก็บเงิน แต่เราก็เกรงใจเลยไม่ได้โทร

เราพูดอะไรไม่ออก ยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ไหวติง

อย่างเดียวที่นึกขึ้นได้คือแสดงความเสียใจกับเธอ เพราะเราคิดว่ามันคงเป็นการสูญเสียที่ยิ่งใหญ่สำหรับพี่สาวคนโตอย่างเธอที่น้องสาวมาด่วนจากไปอย่างนี้

ตอนนี้เราดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องห่วง

ดูแลตัวเองดี ๆ เราไม่สามารถรับการสูญเสียมากกว่านี้ได้แล้ว

เราคุยกันอีกนิดหน่อย พยายามปรับน้ำเสียงให้ดีขึ้นแล้ววกกลับมาที่เรื่อง Prof.Rubinstein

เราอยากไปนะ จะได้ไปเจอคุณด้วย เราอยากเจอคุณ…

เราไม่อยากรอให้ถึงวันนั้นหรอก มันตั้งอีกตั้งเดือนกว่า เราอยากเจอเธอตอนนี้ เวลานี้ เดี๋ยวนี้ อยากเข้าไปกอดเธอให้หายคิดถึง อยากกอดเธอเพราะเรารู้ว่าเธออ่อนล้า ถึงแม้ว่าจะช้าไปตั้งสองสัปดาห์ก็ตาม

เธอโทรมา “มาเป็นผู้ช่วยเราได้ไหม๊”
หลังจากนั้นเราสองคนก็เริ่มรู้จักกันและกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

เธอโทรหาเราทุกวันวันละหลาย ๆรอบ
บางครั้งเธอพูดติดตลกว่าโทรหาเราบ่อยกว่าแฟนอีก

เธอชอบสั่งงานทางอีเมล์
ทำให้เราต้องเช็คเมล์ทุกเช้าและก่อนเข้านอนเพราะเคยไม่เช็คมัวแต่ทำอย่างอื่นอยู่ปรากฎว่าคำสั่งยาวเป็นหางว่าวประมาณสิบข้อ

เราส่ง sms หากันบ่อย ๆ เพื่อคุยกันเรื่องงานเวลาที่เธอติดประชุมหรือติดธุระ

เธอถนัดภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย
เธอพิมพ์ไทยไม่ได้

เธอบอกว่าชื่อเล่นเราเรียกยาก

เธอเลยเรียกเราด้วยชื่อจริงแทน หรือบางทีก็เรียกชื่อจริงแบบสั้น ๆ แค่สองพยางค์แรก

เธอเรียกเราว่าคุณ

(เหมือนเจ้านายคนปัจจุบันที่เรียกเราว่าคุณ ทั้ง ๆ ที่คนแถวนี่เค้าเรียกชื่อเล่นเราจนจำกันไม่ได้แล้วว่าเราชื่อจริงว่าอะไร)

เธออ่านเปเปอร์ทุกวัน เธอสั่งเราโหลดงานวิจัยที่เธอสนใจและปรินท์เข้าแฟ้มแยกเป็นเรื่องๆ ให้เธอได้เกือบทุกวัน
เราเปิดแฟ้มใหม่ให้เธอได้เรื่อยๆ จนวางเรียงรายเต็มห้องไปหมด
เธอสนใจหลายเรื่อง จนเรารู้สึกว่าอะไรจะ hyper ขนาดนี้
เธอชอบทำงานวิจัยมากกว่าสอนหนังสือ เธอว่าอย่างนั้น

เธอป๊อปมาก มีหนุ่มๆ ส่งดอกไม้มาให้เธอเป็นประจำ หลากหลายสไตล์ ตามแต่สไตล์ของหนุ่มคนนั้น แต่เราก็ไม่รู้หรอกว่าเป็นใครกันบ้างเพราะแต่ละคนห่อนามบัตรมาเป็นอย่างดี
วันเกิดเธอไม่ต้องพูดถึง ดอกไม้เรียงรายเต็มไปหมด ไม่นับที่ส่งไปที่บ้านเธออีก
มีหนุ่ม ๆมารุมจีบเธอเยอะแยะ
แต่สุดท้ายเธอก็แต่งงานกับเค้าคนนั้น
คนที่ใคร ๆ ก็เชียร์กันสุดโต่ง โดยที่เธอไม่รู้ตัว และเธอก็งงว่าข่าวรั่วไปได้ยังไง – ไม่ใช่เรานะ
วันแต่งงานเธอสวยมาก และใคร ๆก็บอกว่า อิจฉาเจ้าบ่าว

เธอขับรถทะเบียนเดียวกันทุกคัน แต่เธอก็มีรถคันโปรดที่เธอใช้ประจำ มักจะจอดที่เดิมเพราะเธอมาถึงคณะแต่เช้า
เธอมีตุ๊กตามารูโกะตัวยักษ์ที่หน้ารถ

เธอมีรถบังคับไว้เล่นในห้องทำงานเวลาเครียด ๆ

เธอชอบสีฟ้า

เธอชอบดูหนังมาก ดูทุกเรื่องโดยเฉพาะหนังเทศกาล หนังเกาหลี มีบางคนบอกว่าเธอเหมือนนางเอก My Sassy Girl
เธอชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น

เธอว่ายน้ำทุกเช้าและชอบตีกอล์ฟ

เธอชอบทานผลไม้มากโดยเฉพาะสาลี่และแอปเปิ้ลที่ปอกเปลือกแล้ว
เธอชอบทานน้ำส้มปั่น กับแป๊ปซี่แม๊กซ์
เธอชอบทานวิตามินซี
เธอทานกาแฟดำ

เธอชอบกอดหมอนเวลานั่งทำงานที่โต๊ะ

เธอชอบเขียนการ์ด
เธอชอบให้ของขวัญคนอื่น
เธอชอบทำให้คนอื่นประทับใจ

เธอมักซื้อขนมมาให้เราเป็นประจำถ้าเธอไปประชุมหรือสัมมนาที่โรงแรมกลับมาเธอจะโทรหาและยื่นถุงขนมให้

เธอซื้อของมาฝากทุกครั้งที่เธอไปต่างจังหวัดไปต่างประเทศ
ล่าสุดเธอส่งปากกา Harrods พร้อมการ์ดให้กำลังใจมาให้ หลังจากเธอกลับมาจากอังกฤษ

เธอมักมาในชุดสีขาวดำ แต่หลังจากแต่งงานเราได้เห็นเธอใส่สีแดงดำบ้างแล้ว

เธอสั่งงานเราเสร็จ เราจะเดินไปทำที่ Finlab แต่เธอคว้าข้อมือเราไว้ เธอบอกว่า อยู่ทำที่นี่ได้ไหม๊ คุณอยู่ใกล้ๆ แล้วเราอุ่นใจ
เธอบอกให้เราใช้ห้องเธอได้ตามสบาย เธอยกที่นั่งหน้าเครื่องคอมให้เรา และเธอนั่งคิดงานเงียบ ๆ ที่โต๊ะข้างๆ

เธอให้เราถือบัตรเอทีเอ็ม บอกรหัสบัตร และให้เรากดเงินให้เวลาที่เธอต้องการใช้เงินสด
เธอให้เราถือบัตรเครดิตไว้สำหรับทำธุรกรรมออนไลน์ให้เธอ
เราบอกเธอว่าอย่าไว้ใจใครขนาดนี้ แต่เธอก็บอกว่า เราไว้ใจคุณ

เธอเคยชวนให้เราไปทำงานกับเธอที่บริษัทส่วนตัว กลุ่มธุรกิจของครอบครัว แต่เราปฎิเสธ ถ้าเราไปทำงานกับเธอไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนี้จะเป็นยังไง

เธอไม่เคยดุแต่กลับทำเสียงดีใจเวลาที่โทรหาเราแล้วเราเดินเล่นอยู่สยามสแควร์ อยู่สยามเหรอ ซื้อของให้หน่อย ว่าแล้วเธอก็สั่งของกินที่เธอชอบและของที่จะไปฝากใครต่อใครอีกหลายรายการ

เธอให้เราจัดห้องให้ แต่พอเราจะอธิบายว่าเราจัดของอะไรของเธอไว้ตรงไหนบ้าง เธอกลับบอกว่าไม่ต้องหรอก เราอยากได้อะไรเดี๋ยวเราบอกคุณง่ายกว่า

เธอมีแว่นตาหลายอัน แต่เธอมักหามันไม่เจอ ไม่ใช่เพราะเธอไม่ค่อยใส่ แต่เพราะเธอทำของหายเป็นประจำต่างหาก

เธอบินไปต่างประเทศเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวเป็นประจำ รวมถึงไปเที่ยวต่างจังหวัดกับครอบครัวบ่อยๆ

มีหลายคนชอบถามเรา ว่าอย่างเธอจะมีความทุกข์บ้างไหม๊ ดูเธอเพอร์เฟ็คไปหมด เราเล่าให้เธอฟัง เธอหัวเราะพร้อมกับส่ายหัว

ตามตำราโหราศาสตร์ ราศีพิจิกกับสิงห์เป็นราศีของเจ้านายกับลูกน้องที่เหมาะสมกันที่สุด
คนราศีพิจิกแพ้ทางให้กับคนที่เกิดราศีสิงห์
เราเกิดราศีพิจิก ส่วนเธอเกิดราศีสิงห์
เราขำ ปนตกใจตอนที่รู้เรื่องนี้
(ดูเหมือนตำรานี้จะแม่นไม่ใช่เล่น เพราะเราว่าเรากำลังแพ้ทางให้กับเจ้านายคนปัจจุบันที่เกิดราศีสิงห์เหมือนเธอแต่คนละรอบกัน-ตกใจนิดหน่อยตอนที่ท่านบอกว่าท่านเกิดราศีสิงห์ เจอเข้าให้แล้วไหม๊ล่ะ)

ช่วงเวลาที่เราได้ใกล้ชิดเธอ เธอสอนเรื่องการใช้ชีวิตให้เราอยู่บ่อยๆ เธอบอกว่าเธอรู้สึกเหมือนเราเป็นน้องสาว
เธอเป็นคนที่เราคิดถึงเสมอมาทั้งในเวลาปกติและเวลาที่อยู่ระหว่างทางแยก ต้องตัดสินใจ
เธอให้คำแนะนำดีๆ เปิดมุมมองใหม่ๆ ให้เราเสมอ
เธอเป็นคนเดียวที่ถามเราเรื่องงานว่า “คุณมีความสุขกับงานที่ทำไหม๊” – คนอื่นมักถามเรื่องตำแหน่งกับเงินเดือน
ถ้าคุณมีความสุขกับงานนี้ก็ทำเถอะ ถึงผลตอบแทนในรูปรายได้จะไม่มากเท่ากับไปทำบริษัทข้างนอกก็ตาม
วันนึงเราทำงานมากกว่า 8 ชั่วโมง มากกว่านอน ถ้าเราต้องทำในสิ่งที่ไม่มีความสุข ทำแล้วทรมานตัวเองก็อย่าทำเลย
ถ้ามั่นใจว่ามีความสุขกับงานนี้ก็ทำเลย

เธอให้กำลังใจและเป็นที่ปรึกษาให้เราทุก ๆเรื่องเสมอมา

เธอเป็นเหมือนพี่สาวคนโต เป็นBig sister สำหรับเรา

เรา ‘รัก’ เธอนะ

บทเรียนของเหตุการณ์ครั้งนี้สอนให้เรารู้ว่า

ถ้าเราคิดอะไร รู้สึกอะไร เราควรแสดงออกไปทันที

โดยเฉพาะการแสดงออกถึงความคิดถึง ห่วงใย รู้สึกดีๆ และรัก

เพราะการที่เราเก็บความรู้สึกเหล่านี้ไว้ในใจ

รวมๆ ไว้พูดหรือแสดงออกเมื่อเราคิดว่าจนกว่าจะถึงเวลาที่เหมาะสม

มันอาจจะสายเกินไป อย่างครั้งนี้ ช้าไปถึงสองสัปดาห์

คนที่อยู่รอบ ๆ ตัวเราหรืออาจจะเป็นตัวเราจะด่วนจากไปก่อนวัยอันควรเมื่อไหร่ไม่รู้

ทำสิ่งดีๆ ต่อกันให้มากเท่าที่จะมากได้

แล้วคุณจะรับรู้ได้ถึงอานุภาพแห่ง’ความรัก’

………………………………….

ขอเชิญฟังการบรรยายพิเศษของ Prof. Ariel Rubinstein
เรื่อง “John Nash, A Beautiful Mind, and Game Theory”
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 10.00-12.00 น.ห้อง 10201

ขอเชิญชวนให้ผู้สนใจร่วมเล่น Online Experiment ที่ http://gametheory.tau.ac.il/bangkok/ ก่อนเข้าร่วมฟัง โดยผลการทดลองนี้จะนำมาใช้ประกอบในการบรรยาย
(เปลี่ยนวันบรรยายจาก 9 กุมภาพันธ์ เป็น 22 กุมภาพันธ์ค่ะ – Confirm ล่าสุดค่ะ )
สำรองที่นั่งเข้าร่วมฟังการบรรยาย หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ :
ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก-มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

โทรศัพท์ 02-697-6632-3 โทรสาร 02-692-3168
E-mail: info@uc-utcc.org
ผู้เข้าฟังไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

หมายเหตุ

เวบไซต์ของ Prof.Ariel Rubinstein

http://arielrubinstein.tau.ac.il/

บทความและผลงานของ John Nash

รวมถึงรายละเอียดภาพยนตร์เรื่องA Beautiful Mind
http://www.nobel.se/economics/laureates/1994/nash-autobio.html
http://www.abeautifulmind.com/main.html
http://www.popular-science.net/nobel/nash.html

มกราคม 15, 2006

สำนึกผิด

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:48 pm

ระหว่างหลักการ(หลักคุณธรรม) กับ ผลประโยชน์
จะมีซักกี่คนที่เลือกทำตามหลักการได้ทุกครั้งไป

เราคนนึงละที่ต้องออกมายอมรับว่าเราไม่เลือกทำตามหลักการไปแล้ว อย่างน้อยก็เหตุการณ์หนึ่ง

เหตุเกิดเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา
เราได้รับไฟล์ 4 ไฟล์ (รู้ใช่มะว่าหมายถึงอะไร)
กรุณาอย่าสงสัยว่าต้นตอมาจากไหน – เรื่องแบบนี้เค้นให้ตายก็บอกไม่ได้หรอก
และกรุณาเปลี่ยนความคิด – กรณีนี้เป็นกรณีพิเศษ โดยปกติเราไม่เคยอยู่ในลิสต์ของวงการ งานนี้เลยทำเอาใคร ๆ ประหลาดใจ
ตามหลักปฎิบัติ เราไม่ควรจะรับมันไว้
แต่ เราก็รับมันและส่งต่อ (ก็คนอื่นเค้ามีแค่ไฟล์เดียว) หลังจากที่มีคนรู้ว่าเรามีอยู่ในครอบครองและเก็บเงียบ!

อย่าให้เล่าเลยนะว่ารู้สึกยังไง หลังจากได้เปิดดูจนครบ

อย่างนึงที่คิดได้ก็คือ จริงๆ เราไม่ควรจะมีส่วนในการเผยแพร่ไฟล์นี้ออกไป
ถึงแม้ว่ายังไงคนอื่นๆ ก็ต้องมีไว้ในครอบครองอยู่ดีก็ตาม

ความอยากรู้อยากเห็นที่มีตัวเองมี รวมกับความรู้สึกว่ามันคือสิ่งของที่แบ่งปันกันได้ระหว่างเพื่อน และถ้าเพื่อนไม่มีน้ำใจต่อกันก็จะดูแล้งน้ำใจ ไม่สามารถเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเจ้าของไฟล์นั้น….

เราเลือกกระทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวและพลพรรคแทนที่จะเลือกหลักคุณธรรมไปแล้ว เราทำไปแล้วจริงๆ

เราทำอะไรแบบนี้อีกบ้าง…
เรา copy text book แทนที่จะซื้อฉบับจริง
ถึงแม้จะเพื่อการศึกษาแต่เราก็ควรซื้อต้นฉบับไม่ใช่เหรอ

เราใช้ soft ware เถื่อนจากพันธุ์ทิพย์
ไม่รู้ดิ่ ไม่มีเงินพอจะซื้อของจริงได้ทุกโปรแกรมอ่ะ และคนอื่น ๆ ก็ใช้ของเถื่อน เราก็เลยไม่รู้สึกผิดมากนัก
แต่ก็ไม่ควรทำใช่มะ
เราเคยได้ยินคนที่ใช้โปรแกรมลิขสิทธิ์ทุกอย่าง (ญาติเราเอง – เค้าอยู่เมืองนอกมานานและถือเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เป็นเรื่องใหญ่) ถูกคนอื่นด่าว่าโง่ ที่ยอมจ่ายเงินแพงๆ ซื้อของจริงทั้งๆ ที่ใคร ๆ ก็ใช้ของเถื่อน

เราฟังเพลง mp3 และเคยซื้อซีดี mp3
เราไม่ซื้อซีดี mp3 นานมากแล้วเพราะรู้สึกผิด แต่ถ้าเพื่อนมีและให้มาเราก็โหลดเก็บไว้
เราไม่ควรทำใช่ไหม๊

เราก๊อปซีดีเพลงต้นฉบับจากเพื่อนบ้างน้องบ้าง และเราก๊อปซีดีต้นฉบับแจกถ้าเรามีและเราชอบมากอยากให้คนอื่นฟัง
เราไม่ควรทำใช่ไหม๊


นี่เราทำเรื่องไม่สมควรทำหลายเรื่องเลยนะเนี่ย

ถ้าเป็นคุณ Natsima เค้าคงบอกว่าไม่ใช่เรื่องไม่สมควรแต่มันเป็นบาป !

มกราคม 14, 2006

คืนหนึ่งกับเจ้าชายน้อย-Open Out

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:19 pm

อ่าน open Out ของคุณวันชัย วินิจจะกูล เรื่อง คืนหนึ่งกับเจ้าชายน้อย
อ่านไปยิ้มไป หนังสือสุดคลาสสิคที่อ่านกี่ทีกี่ทีเรื่องที่คิดถึงก็ไม่เคยเหมือนเดิม

ถ้าลองอ่านต้นฉบับจะพบข้อความตัวหนาที่คุณวันชัยต้องการเน้น สื่อถึงสถานการณ์และผู้คนปัจจุบัน ถ้าเข้าใจไม่ผิดก็เกี่ยวกับการเมืองตอนนี้

รอบแรกอนุญาตให้ตัวเองจินตนาการตามคนเขียนไปก่อน แต่ระหว่างทางก็มีเรื่องใกล้ๆตัว(กว่าการเมืองของรัฐบาล) แทรกเข้ามากวนใจเป็นระยะ ๆ จนต้องเริ่มต้นกลับมาอ่านรอบสอง

มีความรู้สึกบางอย่างเกิดขึ้นระหว่างที่อ่าน และหลังจากอ่านจบ

ตัวหนาสีน้ำเงิน เราเป็นคนทำเอง คิดถึงตัวเอง และคนใกล้ๆ ตัวยังไงไม่รู้

ลองอ่านดูอีกทีซิ่
………………………

ผมไปที่ดาว B612 มาครับ!! แล้วยังได้ท่องจักรวาลกับเจ้าชายน้อย เจ้าของดวงดาวแสนสวยดวงนั้นด้วย ถามว่าผมไปที่นั่นได้ยังไงเหรอ? ลองอ่านเรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ให้จบก่อนสิครับ แล้วคุณจะพบคำตอบ
……………………….
“พระอาทิตย์สวยจัง” ผมเอ่ยประโยคแรกกับเขา พลางขยับเก้าอี้ไปข้างหน้าอีก 2-3 ก้าว เพื่อดูพระอาทิตย์ตกให้ชัดๆอีกครั้ง
ดาว B612 นี้เล็กมากครับ เจ้าชายน้อยบอกว่าเขาสามารถนั่งดูพระอาทิตย์ตกได้ถึงสี่สิบสามครั้งในหนึ่งวัน แต่วันนี้เขาคงไม่รู้สึกเศร้ามากนัก เพราะเขานั่งดูพระอาทิตย์ตกเพียงสิบสองครั้ง แล้วก็ชวนผมให้ช่วยขุดรากต้นไทรซึ่งกำลังแทงยอดแข็งๆทะลุพื้นของดาว ไม่ใช่เพราะเขากลัวว่าดาวที่อาศัยของเขาจะแตกเป็นเสี่ยงหรอกครับ แต่เพื่อไม่ให้ต้นไทรเติบโตงอกงามจนไปแย่งที่แย่งอาหารเจ้าดอกไม้แสนงามแต่สุดจะเย่อหยิ่งดอกนั้นต่างหาก “ดวงดาวเดียวกัน ผืนดินประเภทเดียวกัน อุดมสมบูรณ์เหมือนกัน แต่กลับมีพืชที่แตกต่างกันสองชนิดเติบโตขึ้นมา” ผมเปรยกับเขา “ผมถึงต้องคอยกำจัดไม้พันธุ์เลวออกไปยังไงล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติที่รู้ๆกันอยู่ “เสร็จงานแล้วเดี๋ยวเราเดินทางไปเที่ยวดาวดวงอื่นกันเถอะ” เขาเอ่ยชวน
“แล้วคุณไม่ต้องคอยดูแลดอกไม้ของคุณหรอกหรือ?” ผมถาม “ก็เธอมีหนามไว้ป้องกันตัวตั้งสี่อันแล้วนี่” น้ำเสียงเจือความน้อยใจ ทั้งๆที่เขารู้ดีว่าหนามสี่อันนั้นไม่อาจช่วยปกป้องมันจากศัตรูที่อันตรายได้เลยแม้แต่น้อ ผมมารู้ภายหลังว่าก่อนที่จะพบเขา เจ้าชายน้อยเพิ่งทะเลาะกับเจ้าดอกไม้ที่เขาแสนรักและทะนุถนอมมาหมาดๆ ดอกไม้ไม่เคยรู้ถึงความรักที่เจ้าชายน้อยมีให้ จนเมื่อเวลาที่เรากำลังจะออกเดินทาง เธอก็อดไม่ได้ที่จะบอกให้เจ้าชายน้อยรีบกลับมา เสียงของเธอมีความอาวรณ์แต่ไม่วายจะทิ้งหางเสียงห้วนๆตามแบบฉบับของสิ่งสวยงามที่มักจะหลงตัวเอง
……………………….

เราไปเที่ยวดาวถึงเจ็ดดวงครับ ดาวดวงแรกที่เราพบ เป็นดาวของพระราชา สำหรับผมแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เพราะพระราชาสนใจแต่การปกครองผู้คน ทั้งๆที่ดาวดวงนี้มีพระองค์อาศัยอยู่เพียงคนเดียว พระองค์เสนอตำแหน่งและมอบยศสูงศักดิ์ให้เรา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องอยู่เป็นข้ารับใช้พระองค์

ก็ผมและเจ้าชายน้อยกำลังเดินทางผจญภัย แล้วเราจะเอา “อำนาจ” ไปทำอะไรล่ะครับ?

“อำนาจ” ช่างเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่เราไม่สามารถเข้าใจมันได้เสียจริงๆ คนที่มีอำนาจเองก็คงไม่รู้จักมันดีพอเช่นเดียวกัน หลายครั้งเราจึงพบเห็นผู้มีอำนาจถูกมันแว้งกัดเอาบ่อยๆ แต่ก็เป็นเรื่องน่าขันที่ใครต่อใคร (ซึ่งไม่เคยมีอำนาจหรือบ้างก็เคยลิ้มลองรสชาติมันมาแล้ว) ต่างพยายามไขว่คว้าหามันกันเหลือเกิน เพราะเท่าที่ผมเห็น ไม่เคยมีใครสักคนที่สามารถรักษาอำนาจไว้กับตัวได้นานๆ และไม่มีใครสักคนที่จะถูกคนรุมล้อมรักใคร่พูดจาหวานหูในยามเสื่อมอำนาจเมื่อเทียบกับตอนที่ยังมีอำนาจ

ถ้าอย่างนั้นเราจะแสวงหาอำนาจไปทำไมกัน? เกียรติและศักดิ์ศรีของคนเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนาจสักนิด เมื่อไม่เห็นประโยชน์อันใด เราจึงปลีกตัวออกมายามที่พระราชากำลังคุยฟุ้งถึงจำนวนดวงดาวที่เป็นอาณานิคมใต้การปกครองของพระองค์

ดวงที่สองคือที่อยู่ของคนหลงตัวเอง เขาต้องการให้เรากล่าวคำชื่นชมตัวเขาตลอดเวลา เราทำตามที่เขาขอร้อง แต่ไม่นานก็เบื่อ เพราะไม่รู้ว่าลำพัง “คำชื่นชม” จะทำให้เราเข้าใจตัวตนจริงๆของเขาได้อย่างไร

ดวงถัดมาเป็นของชายขี้เมาที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เขาตื่นขึ้นมาก็ดื่ม เมื่อเมาก็หลับ เป็นอย่างนี้ไม่ทันได้พูดจาอะไรกันเข้าใจ อย่างไรก็ตามผมกับเจ้าชายน้อยสรุปว่าอย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่น่าคบหามากที่สุดในบรรดาคนบนดวงดาวที่ผ่านมา เพียงแต่เขาครอง “สติ” ไม่อยู่เวลาคุยกับเราเท่านั้นเอง นอกนั้นก็ดูเขาจะไม่เป็นพิษภัยกับใครเลย

ดาวดวงที่สี่ มีนักธุรกิจนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขาวุ่นอยู่กับการคำนวณตัวเลขและคอยมองการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ปากก็พร่ำพูดถึงงานที่เขาทำอยู่ว่ายิ่งใหญ่เป็นประโยชน์มหาศาล ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขาเป็นคนจริงจัง งานที่ทำก็เป็นงานจริงจัง เวลาคุยกับเราเขาไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเราเลยด้วยซ้ำ ดูเขายุ่งมากจริงๆ
“คุณคำนวณอะไร?” ผมถาม
“กำไร” เขาตอบ
“แล้วเอา “กำไร” ไปทำอะไร?” ผมซักต่อ
“ก็ไว้ลงทุนหา “กำไร” เพิ่มน่ะสิ” เขาตอบโดยไม่เหลือบตาขึ้นมอง ในใจคงคิดว่าผมนี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย
“เท่านี้เองหรือ?” เจ้าชายน้อยถามแทรก
“แค่เท่านี้ผมก็วุ่นจนไม่มีเวลาอยู่แล้ว คุณไม่เห็นหรือ? ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะคุยกับคนแปลกหน้าด้วย อ้อ!ยกเว้นลูกค้าหรือหุ้นส่วนของผมเท่านั้นแหละ” นักธุรกิจตอบเหมือนกับต้องการยุติการสนทนากับเรากลายๆ

ดวงที่ห้านี่สิครับที่ผมว่าแปลกที่สุด เป็นดาวดวงเล็กนิดเดียว มีโคมไฟกับคนจุดโคมคนหนึ่งซึ่งคอยจุดและดับโคมตลอดเวลา เมื่อเราไปยืนอยู่ด้วยกันทั้งสามคน พื้นที่ก็คับแคบจนแทบจะขยับไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำให้คนจุดโคมชะงักหรือเลิกทำหน้าที่จุดและดับโคมอยู่ตลอดนั้นเลย “คุณกำลังทำอะไรน่ะ?” ผมตะโกนถาม ความจริงไม่ต้องตะโกนก็ได้ เพราะผมยืนอยู่ใกล้เขานิดเดียว แต่ในใจต้องการให้เขาหยุดการกระทำแปลกๆ (และดูเหมือนไร้ค่า) นี้มากกว่า “ก็เห็นๆอยู่” เขาตอบเหมือนไม่ใส่ใจ ผมไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าเขารู้หรือไม่ว่ามีคนมายืนอยู่ใกล้ๆเขาอีกสองคน

เจ้าชายน้อยบอกผมว่าดาวดวงนี้เล็กมาก เวลากลางวันกับกลางคืนจึงห่างกันเพียงไม่กี่วินาที เมื่อถึงเวลากลางคืน คนจุดโคมก็ต้องจุดโคมให้แสงสว่าง แต่พอกลางวันเขาก็ต้องดับโคมที่เพิ่งจุดเมื่อครู่ เป็นอยู่อย่างนี้
“คุณไม่เบื่อหรือ?” ผมถามคนจุดโคม
“ทำไมต้องเบื่อ ผมทำสิ่งที่มีประโยชน์ ราตรีสวัสดิ์” เขาตอบแล้วจุดโคม
น่าจะหยุดได้สักพัก เพราะเดี๋ยวก็สว่างอีก”
ไม่ได้ เพราะมันเป็น “หน้าที่” อรุณสวัสดิ์” เขาพูดแล้วดับโคม

เจ้าชายน้อยคุยให้ฟังว่าลึกๆแล้วเขายกย่องคนจุดโคมมากว่าคนอื่นที่ผ่านมา เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนจุดโคมเป็นคนเดียวที่ทำงานโดยเห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัวเอง ผมบอกเจ้าชายน้อยว่าคนจุดโคมน่าจะไปช่วยงานพระราชาหรือนักธุรกิจเพราะคงจะเหมาะสมและไปด้วยกันได้ดี เขาหัวเราะกับคำเสียดสีของผม

ดาวดวงที่หกเป็นดาวของนักภูมิศาสตร์ หนังสือเล่มใหญ่เล่มเล็กกองโตวางระเกะระกะไปทั่วโต๊ะ แต่ดูเขาหยิบฉวยแต่ละเล่มมาใช้อย่างคล่องแคล่ว เขาเปิดหนังสืออ่าน แล้วก็จดบันทึก เขียนเสร็จก็เปิดอ่าน เป็นเช่นนี้ดูวุ่นวาย “อา มีข้อเท็จจริงต้องบันทึกมากมาย มีความรู้ที่ต้องเผยแพร่มากมาย มีข้อมูลที่ต้องรวบรวมไว้ใช้มากมาย” นักภูมิศาสตร์พูดเมื่อเราเดินทางไปถึง เขาคิดว่าเราเป็นนักสำรวจที่จะนำข้อมูลไปให้ แต่เมื่อเราแนะนำตัวและรู้ว่าเราไม่ใช่นักสำรวจ เขากลับถามว่าเราไปพบอะไรมาบ้าง เผื่อว่าจะเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีในบันทึก “มันเป็น “ความรู้” และผมคือคนที่มีความรู้มากที่สุด” เขาตอบอย่างภูมิใจเมื่อผมสงสัยว่าเขาจะรวบรวมข้อมูลมากมายและบันทึกไว้ไปทำไม “ถ้าคนเลวและเห็นแก่ตัวเอาความรู้ซึ่งคุณรวบรวมไปใช้ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?” “ผมไม่รู้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องรู้ ผมรู้แต่ว่าต้องรวบรวมข้อมูล ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง ผิดพลาดไม่ได้ เพราะนี่คือความรู้ และความรู้คือสิ่งที่มีประโยชน์” ผมไม่ถามต่อ แต่ระหว่างเดินทางไปดาวดวงที่เจ็ด ผมบอกเจ้าชายน้อยว่า นักภูมิศาสตร์และชายขี้เมามีค่าพอๆกันในสายตาของผม เจ้าชายน้อยหัวเราะ ผมชอบเสียงหัวเราะของเขา
……………………….

เมื่อไปถึงดาวดวงที่เจ็ด ผมรู้สึกคุ้นตาและอบอุ่นผูกพันทันทีที่มาถึง แน่ล่ะครับ ก็มันคือโลกเราเองนี่นา แต่โชคร้ายไปนิดที่เรามาลงตรงกลางทะเลทราย จึงไม่พบผู้คนอาศัยอยู่เลย

ที่นี่คือ “บ้าน” ผมกลับถึงบ้านแล้ว สิ่งที่ผมคิดคือจะหาที่พักและอาหารไว้ยังชีพอย่างไร น่าแปลกที่ระหว่างเดินทาง ผมกลับไม่เคยกังวลถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่พอมาถึงโลกมนุษย์ ดูเหมือนว่าเรื่องของที่พักและอาหารจะกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาทีเดียว

ผมบอกเจ้าชายน้อยให้ช่วยกันตามหาผู้คน เจ้าชายน้อยเดินไปถามดอกไม้ทะเลทราย ผมได้ยินดอกไม้ตอบเพียงว่า “ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกันหมด ลมอาจจะพัดเขาไปแล้วก็ได้ น่าสงสาร พวกเขาไม่มีรากคงลำบากกันมาก” เราสองคนออกเดินเท้ากันต่อไป

สำหรับผมแล้ว “โลก” ดูจะไม่น่าสนใจเท่าไรนัก ทว่าไม่ใช่สำหรับเจ้าชายน้อย แม้เขาจะเคยเดินทางมาที่นี่เพียงครั้งเดียว แต่กลับพกพาสิ่งน่าประทับใจมากมายบนโลกกลับไปยังดาว B612

เขาเล่าให้ผมฟังถึงเรื่องของสุนัขจิ้งจอกที่อยากรู้สึกมีความผูกพันกับใครสักคน แทนที่วันๆจะวิ่งไล่ล่าไก่เป็นอาหาร แล้วก็ถูกนายพรานไล่ล่าอีกต่อหนึ่ง ทำให้ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อหลบซ่อนความกลัวและอันตราย แต่ละตัวใช้ “ฝูง” เป็นเกราะกำบังตัวเองจากสิ่งท้าทายที่ไม่คุ้นเคย สุนัขในฝูงคิดอย่างไรทำอย่างไรต้องคิดตามทำตามเพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยกแตกต่าง ในขณะเดียวกันก็ใช้ความเป็นฝูงไว้ไล่ล่า “เหยื่อ” ที่อ่อนแอกว่า ไม่มีใครกล้าออกหากินตัวเดียวเพราะถือว่าผิดกฎของฝูงและจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฝูงได้อีก “มนุษย์ก็คล้ายกับสุนัขจิ้งจอกน่ะแหละ” เจ้าชายน้อยตั้งข้อสังเกตขณะเดินข้ามภูเขาทรายลูกที่สอง เมื่อเราข้ามพ้นภูเขาทรายลูกที่ห้า หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงตั้งแต่เดินทางมาถึงและพูดคุยกันมาตลอดทาง แสงระยิบระยับจากผืนน้ำข้างหน้าส่องประกายกระทบสายตา ผมคิดว่าตรงนั้นเราน่าจะพบผู้คน และอาจมีที่พักและอาหาร แต่โดยไม่คาดคิด จู่ๆ เจ้าชายน้อยกลับพูดขึ้นว่า
“ถึงเวลาที่ผมต้องกลับบ้านแล้วล่ะ”
“ไม่นะ อย่าเพิ่งกลับ คุณยังไม่รู้จักโลกของผมดีพอเลย”
“ไม่จริงเลย ผมรู้จักโลกของคุณดีพอ อาจจะดีกว่าอีกหลายคนบนโลกนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็คงไม่มีวันที่ผมจะรู้จักโลกนี้ได้ดีทั้งหมดหรอก เพราะโลกใบนี้มีคนแบบเดียวกับดวงดาวทั้งหกที่เราผ่านมาอยู่เยอะแยะ และคงจะมีแบบอื่นๆอีกหลายแบบ ผมคิดว่าโลกอาจจะเป็นดาวดวงเดียวที่มีผู้คนในแบบต่างๆของดาวทุกดวงในจักรวาลมารวมกัน…

ผมคิดถึงดอกไม้ของผม ต้นไทรอาจจะแทงรากไปรบกวนเธอเข้าแล้วก็ได้ หรือลมอาจจะพัดแรงจนเธอต้านไม่อยู่ เพราะผมลืมเอาแก้วครอบกันลมไว้ให้ ถึงเธอจะนิสัยไม่ดี พูดจาโอ้อวด แต่ดอกไม้ก็เป็นสิ่งพิเศษของผม เราต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน เพียงเท่านี้ก็ไม่เคยทำให้ผมโกรธเธอลง…

“โลกใบนี้ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย ยังไงผมก็จะกลับมาอีก อย่าลืมนะว่าถึงผู้คนจะแตกต่างดีเลวอย่างไร แต่โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอก สุนัขจิ้งจอกบอกความลับอย่างหนึ่งกับผมว่า

สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา เราจะเห็นอะไรได้เพียงด้วยหัวใจเท่านั้น

คุณอาจมองโลกอีกแบบหนึ่งก็ได้ถ้าไม่ตัดสินอะไรด้วยสิ่งที่ตามองเห็นเท่านั้น...

“ไปเถอะ คุณพบผู้คนแล้ว แล้ววันหนึ่งเราอาจจะได้เดินทางด้วยกันอีก” เราสองคนกุมมือกันไว้แน่น
“คุณก็รู้เรื่องดอกไม้ของผม ผมต้องรับผิดชอบเธอ” เขากล่าวประโยคสุดท้าย
ผมพยายามบีบมือรั้งเขาไว้ แต่แสงสีเหลืองวาบจากตัวเขาพุ่งเข้าใส่จนตาของผมพร่ามัวไปหมด แล้วเขาก็หายไป ขณะที่ตัวผมยืนนิ่งแข็งทื่อขยับไม่ได้
……………………….

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นลุกนั่งบนเตียงนอน ทั้งภาพและความรู้สึกยังตรึงอยู่ไม่คลาย แสงจ้ายามเช้าแยงตา เหลือบมองเห็นหนังสือเล่มเล็กวางหล่นอยู่ข้างหมอน มุมปกมีรอยยับ เพราะถูกหยิบจับมาอ่านหลายสิบครั้ง หน้าปกรูปเด็กผมหยิก สวมเสื้อคลุมยาว ใบหน้าบริสุทธิ์ ความเศร้าประหลาดผุดวาบขึ้นที่ขั้วหัวใจ แล่นผ่านสู่ปลายประสาททั่วร่าง ผมล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างหมดแรง ฝังใบหน้าลงบนหมอนใบนุ่ม น้ำตาท่วมท้นอยู่เพียงในอก คร่ำครวญอยู่ในใจ
อีกนานไหมที่ผมจะได้พบคุณอีก… เจ้าชายน้อย
…………………………
เค้าโครงและบทสนทนาบางตอน นำมาจากหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย” สำนวนแปลของ อริยา ไพฑูรย์

…………………………………………………………………………………………..

และ
บางส่วนจากเรื่อง ไกล คอลัมน์ ถนนสายหนึ่ง โดยคุณวรพจน์ พันธ์พงศ์
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ Being There นิตยสาร Image ฉบับเดือนตุลาคม 2548

เห็นแค่หาง บางทีเราก็หลงคิดว่าเป็นเสือ ทั้งที่จริงมันคือหมาแก่ๆ ถูกต้อง—ความจริงเสี้ยวเดียว บ่อยครั้งธาตุแท้ของมันก็คือความลวง เป็นเรื่องโกหก ซึ่งจะไม่มีอะไรน่าวิตกกังวลเลย ถ้าเรารู้เท่าทันว่านั่นคือนิทานหลอกเด็ก แต่ทุกอย่างจะเดินสู่หายนะแน่ๆ จะเกิดวิกฤติกลียุค ถ้าเราสับสนกับสื่อ โดยเฉพาะสื่อที่น่าเชื่อถือทั้งหลาย สื่อที่ได้รับความนิยมในสังคมวงกว้าง สื่ออินเทรนด์ ฯลฯ

โดนหลอกโดยความเชื่อ—เชื่อว่าเขาซื่อสัตย์ จริงใจ นั่นคือบ่อนทำลายให้เราลืมอดีต หลงปัจจุบัน และยิ่งเดินกลับยิ่งหลงทางออกไปไกล

อย่างไม่ต้องสงสัย, ความไกลที่น่ากลัวที่สุดคือไกลจากความจริง

มกราคม 12, 2006

แล้วเราก็หากันจนเจอ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 7:22 pm

เราเกิดมาในบ้านหลัง(เก่าริมคลอง)เดียวกัน
พ่อเค้าเป็นพี่ชายพ่อเรา
พี่เค้าโตกว่าเราหนึ่งปี
เราโตกว่าเค้าหนึ่งปี

เราโตมาด้วยกัน
เราเล่นกันมาตั้งแต่เด็กจนโต
เราต่างย้ายบ้านแยกกันตอนเกือบจบประถม
เรามาอยู่ด้วยกันอีกครั้งตอนที่เราเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย
เค้าเป็นคนขี้อ้อนและเอาใจเก่งสารพัด
ทำอาหารเก่งมาก อร่อยมาก ทุกอย่างประยุกต์ได้หมด
(บางทีอาจจะเป็นผลจาก DNA เพราะตระกูลเค้า(ป้าสะใภ้)ทำอาหารอร่อยมากกันทุกคน)
เค้าเป็นคนร่าเริง มีเรื่องทำให้เราขำกันได้ตลอด
วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม 2549 เค้าแต่งงาน กับผู้หญิงที่เค้ารักมากที่สุดในชีวิตรองจากแม่
ผู้หญิงที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตกว่าสองปี
ผู้หญิงที่ทำให้เค้าเปลี่ยนไปเป็นคนใหม่ที่รับผิดชอบชีวิตส่วนตัวและเรื่องครอบครัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผู้หญิงที่เข้ากับทุกๆ คนในครอบครัวใหญ่ของพวกเราได้เป็นอย่างดี
ผู้หญิงที่ช่วยแบ่งเบาภาระทุกๆ อย่างในบ้านจากป้าได้เกือบทุกอย่าง ยกเว้น เรื่องทำกับข้าว
ผู้หญิงที่รักหมามากเหมือนทุก ๆคนในบ้าน หรืออาจจะมากกว่าเพราะเราไม่เคยเอาหมาไปนอนด้วย แต่เธออนุญาตให้เจ้าอมยิ้มขึ้นไปนอนบนเตียงกับเธอด้วย
ผู้หญิงคนนี้ชนะใจน้องชายเราและชนะใจทุก ๆ คนในบ้าน ญาติและทุกคนที่ได้เจอ ชอบและเอ็นดูเธอทุกคน
พวกเรา พี่ๆ น้องๆ และญาติ ๆ ไปรวมตัวกันที่บ้านในหมู่บ้านต.รวมโชค โชคชัย 4 ลาดพร้าว เพื่อตรียมงานพิธีแต่งงานให้เค้า
พี่ชายคนโตทำ VTR ให้ใช้เพลงหากันจนเจอเป็นเพลงประกอบ พวกเรารุมดูด้วยความชื่นชม ว่าพี่เราทำเหรอเนี่ย เค้าใช้โปรแกรม Flash และประมวลภาพของสองคนนี้เข้าด้วยกันเหมือนๆ กับงานแต่งงานทั่วไปที่เราเคยเห็น แต่พวกเราก็รู้สึกว่ามันสวยมากจริงๆ เพราะพี่ชายทำให้ พี่ชายที่รู้จักทุก ๆ ภาพที่ใส่ลงไปในนั้นว่าน้ำหนักความรู้สึกของแต่ละภาพเป็นยังไง
ตีสอง รับตัวเจ้าสาว
เจ็ดโมงเช้า ทำบุญเลี้ยงพระ
สิบเอ็ดโมง ยกน้ำชาตามประเพณีจีน
อากง ที่ปีนี้อายุ 94 ปีแล้วแต่ยังแข็งแรงเพราะไปทำสวนหลังบ้านทุกวัน เป็นคนรับน้ำชาและอวยพรให้เป็นคนแรก อากงเขียนภาษาจีนใส่กระดาษมาและอ่านเสียงดังมากอวยพรให้
เรารู้สึกว่าน้ำตามันเอ่อ ๆ จนเกือบจะล้นออกมา เจ้าบ่าวก็เหมือนกัน
ฟังออกบ้างไม่ออกบ้างแต่ก็รู้สึกว่าอากงตั้งใจที่จะอวยพรให้หลานชายซะเหลือเกิน
เจ้าบ่าวขอกระดาษแผ่นนั้นจากอากงและบอกว่าจะเอาไปใส่กรอบเก็บไว้เป็นที่ระลึก
พวกเรารีบเตือนให้เอาไปถ่ายเอกสารซะก่อน เพราะอากงอาจจะเก็บไว้ใช้อีกหลายงาน หลานๆ เริ่มโตกันแล้ว (ฮา)
ตามธรรมเนียมก็ต้องมีผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวและเจ้าสาวขึ้นไปอวยพร
พิธีกร(คุณอาของเจ้าสาว) ขอให้การันตีเจ้าบ่าวให้ด้วย
ป๊าเราก็เลยขึ้นไปกล่าวรับรองเรื่องเจ้าบ่าวทำอาหารอร่อยมากซะ – ฮากันครืน
เพราะเป็นที่รู้กันว่าเจ้าบ่าวนี่สุดยอดพ่อครัว ส่วนเจ้าสาวไม่เป็นเลยต้มมาม่าเป็นอย่างเดียว(เรื่องจริง ไม่ได้โม้)
หลังจากนั้น
เจ้าบ่าวก็กล่าวขอบคุณพ่อแม่แขกเหรื่อ
และสุดท้ายขอบคุณคุณพ่อคุณแม่เจ้าสาวที่ยกลูกสาวให้ – ฮากันทั้งงาน
เจ้าสาวก็กล่าวขอบคุณตามธรรมเนียม
และสุดท้ายขอบคุณเจ้าบ่าวที่ขอแต่งงาน – ฮา(เสียงดังกว่าเก่า)กันอีกครั้ง
พวกเราพี่ๆ น้องๆ ญาติๆ นั่งอยู่ข้างล่างเวที
น้ำตาของความดีใจที่น้องเราแต่งงานก็ไหลออกมาแบบไม่ได้นัดหมาย
มองหน้ากันแล้วก็ยิ้มๆ ยิ้มทั้งน้ำตา
น้องเราแต่งงานแล้วนะ แต่งงานแล้วจริงๆ
แล้วอยู่ๆ พิธีกรก็คงจะนึกสนุก เลยสัมภาษณ์เจ้าบ่าวว่าเจอเจ้าสาวที่ไหนช่วยเหล่าประวัติความรักให้ฟังหน่อย
บรรดาเพื่อนๆ และพวกเราที่รู้ประวัติก็ได้แต่ฮากันครืน
สองคนนั้นก็ยืนม้วนอยู่บนเวที ไม่รู้จะเล่ายังไง
เจอกันที่ร้านบุษบาครับ วันนี้เจ้าของร้านก็มาด้วย มากันทั้งร้านเลยครับ
(บุษบาเป็นผับเล่นดนตรีสดที่มีวงเจ๋งๆ ไปเล่น ว่ากันว่าดีที่สุดของย่านอตก.-สมัยที่สองคนนี้เจอกัน แต่ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าตอนนี้ยังเป็นอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า – ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ข้างล่างก็คงจะไม่รู้หรอกว่าร้านบุษบาเป็นร้านอะไร )
เจ้าสาวเป็นลูกพี่ลูกน้องกับเจ้าของร้าน ช่วยเก็บเงิน ทำบัญชีอยู่ที่ร้าน
เห็นว่าขยันดีก็เลยจีบครับ – ฮา
หลังจากเสร็จงานกลับไปบ้านที่รวมโชค เลยได้รูปเก่าๆ มาอีกชุดนึงหลังจากที่รูปตอนเด็ก ๆ ของพวกเรากระจัดกระจายเพราะย้ายบ้าน
ตอนเห็นรูปครั้งแรกก็ยังงง ๆ ถามว่าใคร พอบอกว่าสาวที่ใส่ชุดสีชมพูบานเย็นคนนี้เป็นเรา
เหอ ตอนเด็กๆ หนูหน้าตาเป็นแบบนี้เหรอ
พี่ชายคนที่ทำ VTR คือคนที่ยืนอยู่ขวา
ส่วนเจ้าบ่าวที่เพิ่งแต่งงานไปก็คนที่นั่งอยู่ในเก้าอี้ไม้ไผ่ไง
……….
เพลงหากันจนเจอ เป็นเพลงที่เราฟังครั้งแรกแล้วชอบเลย แบบลงไปน็อคเลยอ่ะ
พอได้ซีดีมาก็จัดการแปลงไฟล์แล้วส่งเมล์ไปให้เพื่อนฟังซะทั่ว
กรี๊ดมากกกกก
จำได้ว่าได้ฟังเพลงนี้หลังจากได้ฟัง Love Story จากปากเพื่อนสาวที่ติดเกาะอยู่อีกซีกโลกนึง อยู่เมืองไทยเป็นทอมแต่ดันไปพบรักที่อังกฤษ แล้วอย่างนี้จะไม่อยากให้ไปมั่งได้ไงล่ะ (ฮา)

มกราคม 7, 2006

Robert David Larson อดีต สันติกโรภิกขุ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 12:08 pm

สัมภาษณ์พิเศษ / โดย มนสิกุล โอวาทเภสัชช์
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 15 ฉบับที่ 684 วันที่ วันจันทร์ที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2549
“ถ้าเราเป็นตัวปลอม จะดับทุกข์ไม่ได้”
Robert David Larson อดีต สันติกโรภิกขุ

“สิ่งที่ท่านอาจารย์พุทธทาสเก่งที่สุด ท่านเป็นตัวของตัวเอง ถ้าเราเป็นตัวปลอมของตัวเอง จะดับทุกข์ไม่ได้ เพราะว่าชีวิตเป็นมายา ต้องเป็นตัวเอง และเป็นตัวเองที่ค่อยๆ ปล่อยวาง ปล่อยวาง แต่ถ้าพยายามเป็นในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเอง มันจะปลอม และชีวิตจะสับสนไปหมด การปฏิบัติธรรมต้องอยู่บนความเป็นตัวของตัวเอง ไม่ใช่เป็นตัวของรูปแบบ หรือโดยตัวของระบบใดๆ แล้วความเป็นตัวของตัวเองก็ไม่ต้องไปขัดแย้งกับใคร คนโง่เท่านั้นที่จะไปขัดแย้งกับคนอื่น “

“ท่านอาจารย์พุทธทาส หรือพระพุทธเจ้า เป็นตัวของตัวเอง ไม่ขึ้นกับระบบ และไม่ต้องขัดแย้งกับใครๆ ผมยังโง่ก็อาจจะไปขัดแย้งกับใครเขาบ้าง แต่พยายามเป็นตัวของตัวเอง”

อาจารย์สันติกโร หรือ Robert David Larson อดีตพระ สันติกโร (Santikaro Bhikkhu) ผู้ก่อตั้งเครือข่ายพุทธศาสนิกสัมพันธ์เพื่อสังคม (INEB) ที่ปรึกษาสมาคมนพลักษณ์ไทย กล่าวกับ ‘เนชั่นสุดสัปดาห์’ ในวันที่เพิ่งเดินทางมาเมืองไทย หลังจากสึกมาราวปีกว่าๆ

Robert David Larson เกิดเมื่อปี 2500 ที่นครชิคาโก มลรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา ในครอบครัวคริสเตียน นิกายโปรเตสแตนต์ สำเร็จการศึกษาทางด้านศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวาทศิลป์ Liberal Arts (Rhetoric) จาก University of Illinois แล้วผันชีวิตมาเป็นอาสาสมัครของหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) ในเมืองไทยเมื่อปี 2523 กระทั่งออกบวชเกือบครึ่งชีวิต อุปสมบทที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ โดยท่านปัญญานันทภิกขุเป็นพระอุปัชฌาย์

จากนั้นออกเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดป่านานาชาติ จ.อุบลราชธานี กว่า 2 เดือน แล้วลงมาศึกษาธรรมะที่สวนโมกขพลาราม อารามแห่งการหลุดพ้น ซึ่งมีท่านพุทธทาสภิกขุช่วยขัดเกลาชีวิตท่านอย่างเข้มข้น จนค้นพบเส้นทางใหม่ของตนเองที่ไม่ใช่ทั้งนักบวช และฆราวาส เส้นทางนั้นคืออะไร?
พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้ อาจไม่ใช่บทสรุปชีวิตของท่าน แต่หลายๆ คำตอบอาจเป็นคำถามที่ย้อนกลับมาถามตัวเราว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เรากำลังอยู่กับความเคยชินในแบบที่เราคิดว่าใช่ หรือแท้จริงแล้วอาจจะไปถึงคำถามที่น่าตกใจว่า เราคือตัวเราจริงหรือ?

ตอนที่อาจารย์สึกแล้ว ทำอะไรบ้างคะ
ก็สอนธรรมะ สอนกรรมฐานที่ Liberation Park ในชิคาโก ให้กับคนที่อเมริกา ผมทำงานสองสามด้าน แบบไม่กินเงินเดือน

อยู่อย่างไรคะ
ผมพยายามอยู่แบบไม่เป็นฆราวาส ไม่เป็นพระ ผมอยู่ในช่วงชีวิตที่ไม่อยากติดรูปแบบ ผมเบื่อ ผมเห็นรูปแบบพระบางอย่าง ผมไม่เอาแล้ว

รูปแบบพระบางอย่าง เช่นอะไรบ้าง?
ขี้เกียจพูด เดี๋ยวพระผู้ใหญ่ไม่พอใจ
อยู่อย่างนี้คล่องตัวดี สบาย มีประโยชน์หลายอย่าง ตอนหลังผมรู้สึกว่า ผ้าเหลืองเป็นเครื่องกันคนให้ห่างจากเรา
กั้นอย่างไรคะ
โดยเฉพาะผู้หญิง บางทีผู้ชายด้วย เห็นผ้าเหลืองก็เกรงใจ กลัว ไม่รู้ว่าจะเข้าไปอย่างไร หลายๆ คนตีตัวห่างๆ หน่อย หรืออาจจะแค่เกี่ยวข้องในบริบทบางอย่างเท่านั้นในศาสนพิธี

แล้วอาจารย์อยากให้เข้ามาเกี่ยวข้องกันอย่างไร
ผมต้องการเข้าใจจิตใจของคน ผมเคยสังเกตพระในวัด บางทีก็ไม่ค่อยเข้าถึงกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งกับพระเอง และกับประชาชนด้วย ผมวินิจฉัยว่า ระยะหลังเมื่อพระต้องถือพรหมจรรย์ แล้วทางสังคมเอง และสังคมพระเองรู้สึกเป็นเรื่องยาก สังคมก็เลยสร้างรูปแบบขึ้นมา ผู้ชายจำนวนมากที่เข้ามาบวช ที่จริงไม่ได้เลือกที่จะมีชีวิตพรหมจรรย์
ผมเองตอนมาบวช ไม่ได้มาบวชเพื่อเลิกทางเพศ แต่เป็นผลพลอยได้จากการปฏิบัติธรรม ผมบวชเพื่อศึกษา เพื่อปฏิบัติ แต่มีกฎเกณฑ์ในพระวินัยว่า ต้องอย่างนี้ๆ หลายปีผมก็รับไปปฏิบัติ แต่ตอนหลัง ถูกผิดก็ไม่รู้ ผมมองว่า เมื่อพระจำนวนมากเห็นว่าเรื่องนี้ยาก แล้วโยมก็เป็นห่วงด้วย กลัวว่าพระจะสึก เขาก็เลยสร้างอะไรเพื่อกันพระกับฆราวาส
แม้แต่ระหว่างพระเอง เรื่องความรู้สึกก็มักจะเกิดขึ้น ความรู้สึกนั้น ไม่ต้องเป็นเรื่องเพศ แต่พระผู้ใหญ่กลัว ก็เลยพยายามทำทุกอย่างที่อาจจะสร้างความลำบากต่อพรหมจรรย์ ก็กันไว้ ผมสันนิษฐานว่า เพราะไปให้ความสำคัญกับพรหมจรรย์เกินไป แล้วคนมาบวชส่วนใหญ่ไม่ตั้งใจจะถือพรหมจรรย์ด้วย ผมมั่นใจว่า พระ 95% ถ้าแต่งงานได้ก็เอา

อาจารย์คิดว่าพระส่วนใหญ่จะคิดอย่างนี้?
ไม่ทราบ แต่ผมกล้าพูด ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกรอบ ตอนนี้ผมอยู่นอกกรอบซะแล้ว การที่ไม่ยุ่งทางเพศ ไม่ได้บอกว่ากิเลสมันหมด ไปดูวัดบางวัด กิเลสนี้เต็มไปหมด

เป็นเหตุผลที่อาจารย์สึก?
เป็นเพียงเหตุผลข้อเดียว

แล้วเหตุผลข้ออื่นๆ ล่ะคะ
ผมเห็นว่าระบบคณะสงฆ์ เป็นระบบศักดินา ข้อนี้นานแล้วผมเบื่อมาก ผมอดทนมา 10 กว่าปี ที่ระบบคณะสงฆ์ขัดแย้งกับพระธรรมและพระวินัย การมีสมณศักดิ์เป็นต้น ขัดแย้งกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
อีกเหตุผลหนึ่งคือ การบวชเพื่อศึกษาเรื่องสันติวิธี แล้วผมศึกษาแนวสตรีนิยมพอสมควร ผมจับประเด็นบิดาธิปไตย ตอนแรกผมเข้าใจผิวเผินว่า บิดาธิปไตยเป็นระบบที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ทีหลัง ผมได้ข้อคิดว่า ที่จริง หัวใจของบิดาธิปไตย ไม่ใช่อยู่ที่ผู้ชายเป็นใหญ่ แต่ระบบไหนที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งมีอำนาจสามารถครอบงำกลุ่มอื่น เป็นเหตุปัจจัยของความรุนแรงอย่างหนึ่ง
พอผมเห็นอย่างนี้ ก็มองระบบคณะสงฆ์ทุกวันนี้ มีบางกลุ่มสามารถอยู่เหนือคนอื่น ครอบงำคนอื่นได้ นี่เป็นระบบรุนแรง แล้วการที่พระแทบทั้งหมด ไม่ยอมมองจุดนี้ โดยอะไรก็ไม่ทราบ แต่ผมว่า ลึกๆ เป็นมะเร็งข้างใน
ตราบใดที่คณะสงฆ์เป็นบิดาธิปไตย มันเป็นความรุนแรง แล้วไม่มีใครแตะเรื่องนี้ ผมก็ไม่อยากยุ่ง ปล่อยให้ระบบอยู่ไป ผมออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีพระที่ผมเคารพมากมาย เพียงแค่ผมเบื่อระบบ เพราะเป็นระบบที่ครอบงำโดยรัฐ

แล้วเรื่องคนรัก เป็นประเด็นการสึกด้วยหรือเปล่าคะ
แฟนผม เขาเคยมาอบรมกับผมที่อเมริกา เขาสนใจจะบวชภิกษุณี
ในอเมริกามีคนสนใจในการบวช ทั้งหญิง ทั้งชาย แต่จะนานแค่ไหนไม่ทราบ เพราะบางคนสนใจพักหนึ่งแล้วก็ไม่เอา แต่มีผู้หญิงบางคนก็สนใจมากกว่าเพื่อน แต่พอไปดูการบวชแล้วต้องอยู่ภายใต้พระเขาไม่ยอม เขาเห็นว่าเป็นเรื่องโง่ที่ผู้หญิงจะไปอยู่ภายใต้ผู้ชาย พอดีผมเป็นพระรูปหนึ่งที่คิดประเด็นนี้ และพยายามหาทางแก้ไข เขาก็พอใจที่ผมเป็นพระที่ให้โอกาสผู้หญิง ที่ผมไม่อยากให้ผู้ชายอยู่เหนือ เราสนิทกัน เป็นเวลาเดียวกับที่ผมคิดจะสึก พอผมสึกก็ค่อยๆ เป็นแฟนกันมาจนถึงทุกวันนี้
เราก็ยังคิดๆ กันอยู่ว่า อยู่ไปสักระยะหนึ่งเราอาจจะบวชกันก็ได้
ผมคิดว่าผู้หญิงสอนผู้ชายก็ดี ผู้ชายที่ไม่ยอมฟังผู้หญิงก็โง่ ผู้หญิงที่ไม่ยอมฟังผู้ชายก็โง่

ตอนเป็นพระรู้สึกอึดอัดบ้างไหม
ไม่รู้สึกอึดอัดเท่าไหร่ แต่เห็นว่าพอแล้ว ศึกษาเท่านี้ก็พอแล้ว 19 ปี ผมได้รับประโยชน์เยอะ แต่ละชีวิตก็ต้องหาทางเดินของมันเอง
โดยส่วนตัวของอาจารย์ระหว่างที่อยู่ในรูปแบบเป็นพระกับตอนนี้เป็นอย่างไร
ดีกว่าอยู่ในรูปแบบ เพราะอิสระจากกรอบ แต่จริงๆ มีรูปแบบก็ได้นะ ถ้าผมอยู่อย่างนี้นานๆ ก็อาจจะมีรูปแบบของตัวเองก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าอยู่อย่างนี้แล้วจะทำได้ดีกว่าพระก็ไม่ใช่ เพียงแต่ผมอยากทำแบบนี้ ผมก็ทำ กิเลสผมก็ไม่หมด ผมจะไปบอกใครว่าผมดีกว่าใครก็ไม่ได้

สำนักวิปัสสนากรรมฐานที่อาจารย์ตั้งขึ้นเป็นอย่างไรบ้างคะ
ทุกวันนี้เช่าบ้านอยู่ข้างบน เป็นบ้านค่อนข้างใหญ่ เจ้าของบ้านอยู่ข้างล่าง มีห้องสมาธิ ห้องสมุด ออฟฟิศผม ออฟฟิศแฟนอยู่ข้างบนอีกชั้นหนึ่ง ห้องนอน ห้องรับแขก ผมนอนในตู้เก็บเสื้อผ้า มันคล้ายกับกุฏิ ผมชอบ

ในอเมริกามีสำนักสอนกรรมฐานกันมากไหม?
ในอเมริกาต้องระวัง มีคนที่หากินกับการสอนกรรมฐาน เมื่อสอนไม่เก็บเงินโดยตรงแต่มีการขอ บางคนดูเป็นเรื่องบีบ บางคนก็ดูมีมารยาท เลยกลายเป็นเรื่องสับสนขึ้นมาว่า คนให้ ให้แบบอิสระหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นทาน ผู้ให้ต้องพร้อมที่จะให้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราออกจากรูปแบบพระ อย่างผมพยายามอยู่โดยทาน
ผมทำงานไม่เก็บเงิน แต่ผมก็บอกคนว่า สำนักผมมีค่าใช้จ่าย อยากช่วยพวกเราก็ยินดี แต่ไม่ได้บอกล่วงหน้า บางคนไม่คุ้น เขาจะบอกว่าคิดเงินเท่าไหร่ ก็ต้องชี้แจงว่าเราไม่คิด มันพูดยาก ต้องอธิบายให้เข้าใจ แต่ไม่ถึงขนาดบีบเขา บางคนบอกว่า ลำบาก ทำไมคุณไม่บอกเป็นจำนวนเงิน มันจะง่าย บอกเป็นกี่ดอลล่าร์ไปก็หมดเรื่อง เขาคุ้นกับวิธีคิดแบบทุนนิยม แต่ผมมีแนวคิดเรื่องสังคม ผมบอกว่า อยากจะแสดงกับสังคมทั่วไปว่าอยู่ได้โดยไม่ต้องคิดแบบทุนนิยม

อยู่ได้ไหมคะ
ก็ (หัวเราะ) มีพุง

แล้วความสนใจของชาวอเมริกันในการปฏิบัติธรรมล่ะคะ
ส่วนใหญ่สนใจปฏิบัติในชีวิตประจำวัน และเข้าคอร์สกรรมฐาน ในชีวิตประจำวันก็ฝึกเจริญสติ คุมกิเลส ไม่ให้มันอาละวาด ทุกวันนี้คนอเมริกันเครียดมาก ภายใต้รัฐบาลจอร์จ บุช คนจำนวนหนึ่งเริ่มมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจไม่มั่นคง ทำให้เครียด แล้วยังรณรงค์เรื่องสงครามผู้ก่อการร้าย รัฐบาลพูดเรื่องนี้เรื่อยๆ ทำให้คนกลัว คนอเมริกันก็เลยกลัวในเรื่องเศรษฐกิจ กลัวในเรื่องความปลอดภัยเกินเหตุก็เลยเครียด

เศรษฐกิจไม่มั่นคงในอเมริกา มีเหตุจากอะไรบ้างคะ
เกิดจากกลุ่มคนจำนวนน้อยที่กุมเศรษฐกิจโดยรวม เขาจะรักษาผลประโยชน์ของเขา ถ้าคนทำงานเงินเดือนขึ้นอยู่เรื่อยๆ กำไรของกลุ่มนี้ก็จะลด เพราะฉะนั้นเขาใช้วิธีนำกำไรหลายเปอร์เซ็นต์ส่งไปสร้างกิจการในต่างประเทศ เมื่อต่างประเทศทำได้ในราคาถูก ก็เป็นเหตุผลที่จะมากดขี่กรรมกรในอเมริกาว่า ถ้าคุณไม่ยอม เราจะปิดโรงงาน เอาโรงงานไปไว้ที่เม็กซิโก ในไทย เป็นต้น

ตอนนี้คนทำงานเจอปัญหาเหมือนกันทั่วโลก?
ครับ เช่นเดียวกับที่เขาเอางานบางอย่างมาให้คนไทยทำ แล้วก็เอาปัญหามาให้คนไทยด้วย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมก็ก่อให้เกิดมลภาวะ ทำให้ระบบเปลี่ยนไป เมื่อก่อนคนรุ่นเก่า เขาทำงานกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งตลอดชีวิต พอเกษียณก็จะได้บำนาญ เดี๋ยวนี้ก็ลด ประกันสังคมก็ลด
ตอนผมเป็นเด็ก พ่อแม่ยังไม่ยอมซื้อโทรทัศน์ ตอนผมโตขึ้นที่บ้านจึงมีเครื่องหนึ่งในบ้าน จนผมเรียนจบมหาวิทยาลัย มาเมืองไทย แล้วกลับไปบ้าน ผมสังเกตว่าบางบ้านมีโทรทัศน์ 3-4 เครื่อง ความต้องการของคนมันสูงกว่าเดิมเยอะ เลยต้องทำงานทั้งผู้หญิงผู้ชาย แล้วก็ทำงานเครียด ระบบเศรษฐกิจทุกวันนี้ก็เร่งรัดให้การแข่งขันสูงขึ้น

ก่อนบวชกับตอนสึก ชีวิตเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
ตอนบวชอายุ 27 ปี เดี๋ยวนี้อายุ 48 ปีก็ต้องเปลี่ยนแน่ ผมบวช 19 ปี แล้วก็สึกยังไม่ถึง 2 ปี ถ้าไม่เปลี่ยนเลยก็โง่มาก ผมก็โง่ แต่ไม่ใช่โง่มาก
ก่อนบวชผมเป็นอาสาสมัคร 4 ปีกว่า ตอนบวชผมอยู่เมืองไทยมา 5 ปีแล้วภาษาใช้ได้ ปรับตัวกับดินฟ้าอากาศ อาหารการกินสบาย
แต่ผมเป็นคนใจร้อน คนไทยก็ใจร้อนเหมือนกัน แต่สังคมไทยมีวิธีการคุมความใจร้อน คือเก็บอารมณ์ เกรงใจกัน แต่ผมไม่มี ผมไม่ได้ถูกอบรมเรื่องนี้มากนัก เวลาโกรธผมก็ออกเสียงบ้าง ไปว่าเขาบ้าง ก็เลยถูกว่าบ่อยๆ ว่าขี้โมโห ต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะรู้ว่า คนไทยที่ใจร้อนกว่าเราก็มี แต่คนไทยมีวิธีเก็บ แต่ผมเก็บไม่เป็น ก็เลยโดนว่าบ่อยๆ สมัยตอนเป็นพระ ก็เป็นข้อเสียของผม เพราะ 1.ผมมาอาศัยสังคมไทย ผมก็สมควรปรับตัว แต่เป็นเรื่องที่ผมปรับตัวบ้าง บางเวลาปรับตัวไม่มากพอ เมื่อโดนว่าก็เจ็บใจพอสมควรที่เขามาว่าเรา ทั้งๆ ที่บางกรณีเราก็สมควรโดนว่า แต่พระที่ว่าเราบางรูป บางทีเขาไม่เข้าใจว่าเราเป็นอย่างนี้ พระที่สวนโมกข์ให้กำลังใจเราก็มีเยอะ เพราะเราก็มีด้านดี หลายคนก็อดทน และยินดีในส่วนที่ดีของผม เพราะผมใจร้อนนั้น มันไปด้วยกันกับความขยัน ผมทำงานหนักหลายปีก็มีคนพอใจ ก็เคารพในความขยัน ความเอาจริง ความเสียสละเพื่องานของท่านอาจารย์พุทธทาส ด้านดีอีกอย่างคือ ผมกล้าซักถามท่านอาจารย์ ผมอัดเทปไว้ 200 ชั่วโมงที่ได้สนทนากับท่าน ก็เก็บเป็นซีดีไว้เผยแพร่

19 ปีของการบวช ได้ใกล้ชิดท่านอาจารย์พุทธทาสนานแค่ไหนคะ แล้วได้ช่วยงานอะไรท่านบ้าง
ประมาณ 9 ปี ผมบวช พ.ศ.2528 ท่านมรณภาพปี พ.ศ.2536 แล้วผมอยู่สวนโมกข์อีก 5-6 ปี ไปอยู่ทางอีสานบ้าง แล้วก็กลับไปอเมริกา 3 ปี แล้วค่อยสึก

ท่านพุทธทาสพูดถึงอาจารย์สันติกโรอย่างไรบ้าง
รู้สึกว่าท่านบอกกับใครว่าผมใจร้อน อีกอย่างหนึ่ง ท่านเคยบอกหลวงพ่อปัญญา แล้วหลวงพ่อปัญญาบอกผมว่า ผมเข้าใจธรรมะเร็ว ส่วนเรื่องปฏิบัติอีกเรื่องหนึ่ง แต่การเข้าใจธรระก็เกี่ยวกับการปฏิบัติ ผมเป็นล่ามที่ท่านไว้ใจ

ตอนอยู่ใกล้ชิดท่านพุทธทาส อาจารย์เคยคิดจะสึกไหมคะ
ตอนนั้นไม่เคยคิด ผมมีความสุขกับการอยู่วัดป่า มีงู มีต้นไม้ มีคางคก มีนก มีความสุขกับการได้อยู่ใกล้ชิดท่านอาจารย์พุทธทาส การได้สนทนากับท่านบ่อยๆ เป็นความสุขมาก ที่สวนโมกข์มีเพื่อนมาก มีงานที่ผมรู้สึกว่ามีคุณค่า มีประโยชน์ ที่สวนโมกข์มีรูปแบบไม่มาก ก็สามารถทำกิจกรรมได้หลายๆ อย่าง

อาจารย์ใช้ภาษาอังกฤษหรือภาษาไทยสนทนากับท่านอาจารย์พุทธทาสคะ?
ภาษาไทย 95% แต่จะมีศัพท์อังกฤษปนกัน ท่านพูดอังกฤษไม่คล่อง แต่ท่านรู้จักศัพท์ภาษาอังกฤษเยอะมาก เลยคุยเรื่องศัพท์บ่อยๆ ทั้งบาลี ไทย อังกฤษ ท่านก็ชอบ ผมก็ชอบ
เมื่อผมเริ่มแปลหนังสืออาจารย์โพธิ์ จันทสโร เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล ก็บอกว่า ถ้าผมอยากจะไปถามท่านอาจารย์พุทธทาสเพื่อไม่ให้ผิดพลาด ก็ประสานให้ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ไปคุยกับท่าน ยิ่งไปคุยก็ยิ่งสนุก ตอนหลังท่านบอกว่า ถ้ามีอะไรก็ให้มาตอน 5 โมงเย็น เพราะคนอื่นๆ คงจะไปกันหมดแล้ว ทุกวันที่ผมมีอะไรก็ไปหาท่านตอน 5 โมงเย็น บางเวลามีคนอื่นอยู่ผมก็รอ ถ้าคนนั้นอยู่นานผมก็กลับ รอวันรุ่งขึ้น บางอาทิตย์ก็พบท่านครั้งเดียว บางอาทิตย์พบท่าน 3-4 ครั้งแล้วแต่เรื่อง

กิจกรรมที่อาจารย์ทำอยู่สวนโมกข์มีอะไรบ้าง
ก็มีโครงการธรรมยาตรา เริ่มคิดโครงการนี้มีพระไพศาล วิสาโล พระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ มีพระสุพจน์ สุวโจอยู่เบื้องหลัง เริ่มต้นคิดกันเล่นๆ ตอนเราอบรมพระอยู่ แล้วมีกิจกรรมที่จะสอนเรื่องการวางแผน เราเลยเอาเรื่องนี้เป็นโจทย์ ตอนแรกไม่คิดจะทำ แค่วางแผนเฉยๆ เป็นตัวอย่าง แต่พอวางแผนก็มีพระกลุ่มหนึ่งบอกว่าดีมาก แล้วท่านกิตติศักดิ์อยากจะทำก็เป็นเรื่องจริงขึ้นมา
พวกเราที่อยู่ในกลุ่มเสขิยธรรม มีความคิดว่า ถ้าพระเก็บตัวในวัด สังคมจะห่างจากพุทธศาสนาอยู่เรื่อยๆ เพราะวัดใน 20 ปีที่ผ่านมา บทบาทถูกจำกัดให้เล็กลงอยู่เรื่อยๆ จากสมัยที่เคยเป็นหัวใจของหมู่บ้าน พอมีโรงเรียน มีหมอสมัยใหม่ก็แยกเราออกจากวัด ทั้งๆ ที่สมัยก่อนพระก็เป็นหมอยา ปัจจุบันวัดเหลือเป็นเพียงสถานประกอบพิธีกรรม บางวัดสอนธรรมะ แต่ไม่มาก บางวัดมีสอนสมาธิ เราก็เห็นว่าพุทธศาสนามีหลายระดับ
นอกจากระดับสูงๆ ไปถึงโลกุตรธรรมแล้ว ต้องมีระดับที่เข้าถึงคนได้ด้วย เพื่อช่วยแก้ปัญหาสังคม เราคงแก้ปัญหาสังคม 100% คงไม่ได้ แต่ถ้าเรามีความกรุณาต่อความทุกข์ของประชาชน ก็น่าจะช่วยกันหาวิธีลดปัญหา ลดความทุกข์ได้บ้าง แต่เราก็รู้กันว่า ถ้าเราจะดับทุกข์ต้องทำที่ใจตัวเอง แต่สภาพสังคมบางอย่างทำให้คนยากที่จะศึกษาปฏิบัติธรรม บางคนเจอปัญหาตั้งแต่เด็กก็อาจมีโอกาสน้อย ธรรมยาตราก็เกิดขึ้น โดยเรามีความคิดว่าพระควรจะเดินธุดงค์ออกไปหาชาวบ้าน ปีแรก ชาวบ้านก็สงสัยว่าเราเดินกันทำไม เพราะที่โน่นเขาคุ้นกับพระเดินเรี่ยไร คือพระธุดงค์ที่จริงก็มี แต่พวกที่หาเงินก็มี ชาวบ้านจึงศรัทธาเรา เพราะเราไม่เอาเงิน ไปไหนชาวบ้านทำบุญกับพระ แล้วเราก็ถวายเจ้าอาวาสที่นั่น ชาวบ้านเลยเห็นว่า เราไม่เหมือนกับพวกอื่นๆ
ก็เป็นการธุดงค์อีกแบบหนึ่งที่เริ่มต้นไปที่ทะเลสาบสงขลา เพราะที่นี่เป็นแหล่งน้ำที่หายากในโลก มีทั้งน้ำเค็ม น้ำกร่อย น้ำจืดเปลี่ยนไปตามฤดูกาล เราเห็นว่าทะเลสาบกำลังตาย คนในท้องถิ่นมาร่วมกันมากขึ้น ก็จัดต่อไปมาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนนพลักษณ์มาทีหลัง ประมาณปี พ.ศ.2538-2539

จุดที่อาจารย์มาสนใจเรื่องนพลักษณ์
ผมไปร่วมประชุมเครือข่ายระหว่างศาสนา มีคนจากหลายๆ ประเทศมาอบรมกันเรื่องจิตวิญญาณ ก็มีบาทหลวงจากฟิลิปปินส์ด้วย เราสนิทกัน ท่านก็แซวผมว่าว่า คุณเป็นเบอร์หนึ่งจังเลย เขาแซวจนผมรำคาญ ผมก็อยากจะรู้ จึงเอาหนังสือเกี่ยวกับนพลักษณ์ที่เพื่อนชาวอเมริกันเคยให้มาอ่าน พออ่านไปก็เห็นลักษณ์หนึ่งมีหลายๆ ประเด็นตรงกับตัวเองมาก เลยทำให้เห็นบางส่วนในตัวเองชัดขึ้น เพราะเบอร์หนึ่งเป็นคนขี้รำคาญ ชอบหงุดหงิด
ที่ผมประทับใจมากที่สุดคือ ตอนที่ผมอ่านคำบรรยายเกี่ยวกับลักษณ์หนึ่งคือ ความถูกต้อง คนที่มีลักษณะนิสัยเป็นเบอร์หนึ่งก็จะยึดมั่นมากในความถูกต้อง ผมก็มองตัวเอง ทำให้เข้าใจตัวเองว่าเป็นคนยึดมั่นถือมั่นอยู่หลายเรื่อง เกี่ยวกับความถูก ความผิด ยึดมั่นตรงไหนก็ทุกข์ตรงนั้น การไปยึดมั่นกับความถูกต้องเกี่ยวข้องกับตัวตน ทำให้เห็นตัวตนชัดขึ้นในแง่นี้ ทำให้ผมศึกษาต่อ เพราะว่าได้ประโยชน์ตรงนี้ก็ศึกษาอีก พอศึกษาได้ระดับหนึ่งก็พูดคุยกับคนอื่น ก็มีคนได้ยินก็ให้เราจัดอบรมให้ พอเราจัดอบรมให้เขาก็พอใจ เขาก็ประสานให้จัดอบรมให้คนอื่น ก็เลยขยายกลุ่มออกไป ถ้าสนใจก็เข้าไปดูในเวบไซต์
www.enneagramthailand.com

อาจารย์มีเครือข่ายอยู่ที่อเมริกาด้วยหรือเปล่า?
เรามีเครือข่ายชาวพุทธที่เรียกว่า Buddhist Peace Fellowship เป็นพันธมิตรพุทธเพื่อสันติภาพ ที่ชิคาโกก็มีสาขาอยู่ ตอนที่ท่านสุพจน์ สุวโจถูกฆาตกรรมที่สวนเมตตาธรรม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ผมก็คุยกับเพื่อน คนหนึ่งเสนอว่าเราไปยื่นหนังสือที่กงสุลไทยในอเมริกา เพราะในอเมริกามีสถานกงสุลไทยอยู่ 4 แห่ง แต่ก่อนมี 5 หรือ 6 แห่ง แต่เขาตัดงบประมาณเหลือ 4 แห่ง อยู่ที่นิวยอร์ก, วอชิงตัน ดีซี, ชิคาโก และลอสแองเจลีส
ตั้งแต่เดือนกันยายน ผมเขียนหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีไทยฉบับหนึ่ง 2 หน้ากระดาษ ที่เป็นข้อมูลสรุปเรื่องราวเกี่ยวกับการฆาตรกรรมพระสุพจน์ แล้วนำไปแจก ใครสนใจเราก็เชิญเซ็นชื่อแล้วส่งลายเซ็นมายังสำนักนายกรัฐมนตรีในเมืองไทย 2 ครั้ง แล้วก็ตั้งใจไปเจอกันที่หน้ากงสุลไทยในอเมริกาเกือบทุกเดือนจนกว่าคดีจะจบ ซึ่งผมตั้งใจว่า 10 ปีก็ได้ ผมจะไปอยู่เรื่อย
เท่าที่ผมทราบ ระบบรัฐบาลไทยในปัจจุบัน เรื่องไหนที่นายกฯ ทักษิณ ชินวัตรพูดก็มีทางแก้ แต่ถ้าเรื่องไหนทักษิณไม่พูดก็ลำบาก ผมก็เลยเคลื่อนไหวอย่างนี้
เมื่อเช้าไปที่กระทรวงยุติธรรมกับพระกิตติศักดิ์ กิตติโสภโณ กับพระมหาเชิดชัย กวิวํโส และภรรยาคุณสมชาย นีละไพจิตร รวมทั้งสภาทนายและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนก็ไปยื่นหนังสือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่เขาก็ติดประชุมไม่ออกมา ส่งเลขาฯ มาคุยไม่เป็นเรื่องเป็นราว ในที่สุดรัฐมนตรีฯ ก็ออกมา เราก็ยื่นหนังสือ แล้วถาม เขาก็ตอบเรื่อง แบบไม่มีคำตอบ คือบอกว่า อีกไม่นานจะออกหมายจับ ท่านกิตติศักดิ์บอกว่า ก็พูดคำนี้ตั้งแต่สามวันหลังการฆาตรกรรมก็พูด ไม่เห็นมีการพิจารณาเลยจนถึงวันนี้
ตรงนี้ผมก็จะไปคุยกับเพื่อนๆ ที่อเมริกาจะช่วยบ้างได้ไหม ผมก็จะพยายามเขียนบทความลงหนังสือเกี่ยวกับปัญหาสังคม ส่วนเครือข่าย Buddhist Peace Fellowship ก็มีสมาชิกทั่วประเทศ ก็ช่วยกันกระจายข่าว ในเวบไซต์ผม www.liberationpark.org
ก็ใส่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีท่านสุพจน์ วันนี้ผมได้ข้อมูลใหม่ก็พยายามโยงคดีนี้กับอีก 18 คนที่ทำงานอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน ทำงานเรื่องชาวบ้านถูกฆ่า ก็อยากให้คนอเมริกันเข้าใจด้วย

แล้วงาน 100 ปีท่านพุทธทาสปีหน้า อาจารย์กับเครือข่ายในอเมริกาจะทำอะไรบ้างคะ
ปีหน้าก็จะมีกิจกรรม 6-7 เรื่อง วัดพุทธธรรมจะฉลอง 20 ปี ก็จะจัดสมัชชาสงฆ์ แล้ววันที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ.2549 ก็จะเป็นงาน 100 ปีท่านพุทธทาส พร้อมกับพิมพ์หนังสือแปลงานท่านพุทธทาสเป็นภาษาอังกฤษ

ความตื่นตัวของคนในอเมริกาที่สนใจงานท่านพุทธทาสเป็นอย่างไรบ้าง
ผมว่าน้อยไป ก็เลยพยายามใช้โอกาสหนึ่ง มีกลุ่มชาวพุทธละแวกซานฟรานซิสโก กำลังคุยกันว่าประมาณเดือนกันยายนก็จะจัดสัมมนาพูดคุยแล้วเก็บความเป็นหนังสือ นอกจากนี้ผมกับกลุ่มเพื่อนกำลังติดต่อวารสารพุทธศาสนาในอเมริกา 2-3 ฉบับ คือ Turning Weel, Buddha dharma และ Inguiring Mind ก็จะขอเขาลงบทความเกี่ยวกับท่านอาจารย์
แล้วก็มีสำนักพิมพ์ที่พิมพ์งานของท่านอาจารย์อีก 2 เล่มคือ Mindfulness with Breathing เป็นเล่มแรกที่ผมแปล ท่านอาจารย์พุทธทาสบรรยายเรื่องอานาปานสติกับชาวต่างประเทศที่มาอบรม สมัยนั้นยังไม่เปิดนานาชาติ ยังอบรมที่ค่ายลูกเสือ ท่านบรรยาย 7 ครั้ง มารวบรวมพิมพ์ครั้งแรกที่เมืองไทยโดยกลุ่มศึกษาปฏิบัติธรรม และไปแก้ไข พิมพ์จำหน่ายที่อเมริกาอีก 4 ครั้ง ก็ไม่ได้ขายมาก แต่ออกมาเรื่อยๆ
อีกเล่มหนึ่งคือ ‘แก่นพุทธศาสตร์’ ลูกศิษย์สายอาจารย์ชาเป็นผู้แปล แล้วผมนำไปปรับปรุงใหม่ เคยพิมพ์ที่เมืองไทยเหมือนกัน แล้วไปพิมพ์ที่โน่นต่อ และอีกเล่มหนึ่งคือ ‘สุญญตา’ เล่มนี้เป็นหนังสือสำคัญ เพราะคนจำนวนมากทั้งเถรวาทและมหายานก็เข้าใจผิดว่า สุญญตาเป็นเรื่องมหายาน
ตอนผมเป็นพระก็พบพระผู้ใหญ่บางรูปที่ไปถือว่า ‘สุญญตา’ เป็นเรื่องมหายาน แสดงว่าท่านไม่รู้จักพระสูตรนี้ หนังสือเล่มนี้ชี้แจงอย่างชัดเจนมากว่า ในพระสูตรมีสุญญตาอยู่หลายแห่ง ท่านอาจารย์อธิบายชี้แจงชัดๆ ผมชอบ เพราะผมสนใจพุทธศาสนาที่ท่านอาจารย์เรียกว่า ‘พุทธยาน’ ไม่ต้องแบ่งเป็นหินยานกับมหายาน เพราะมีเรื่องแก่นพุทธศาสตร์ที่หาได้ทั้งในเถรวาทและมหายาน

‘พุทธยาน’ ที่ท่านอาจารย์พุทธทาสหมายถึง คือการให้เราไปถึงธรรม?
เพราะท่านมองว่า การแบ่งพรรคพวกก็เป็นกิเลส

ยูเนสโกให้รางวัลท่านพุทธทาส อาจารย์มีความเห็นอย่างไรคะ
จริงๆ ยูเนสโกให้รางวัลก็เป็นภาพ เพราะได้รางวัลโดยรัฐบาลไทยเสนอ แล้วรัฐบาลไทยก็เสนอมาเรื่อยๆ บางปีก็ได้ ความหมายก็ไม่ได้มากอะไร ได้ยินว่ามูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เดินเรื่องมากกว่า ถ้าปล่อยให้รัฐบาลทำก็คงทำไม่สำเร็จ ต้องให้คนอื่นทำข้อมูลให้
รางวัลที่ให้ มองให้เป็นประโยชน์ก็ได้ แต่ไม่แน่ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย ต้องรอดูว่าเป็นประโยชน์หรือเปล่า

อะไรที่จะเป็นประโยชน์คะ
ถ้าปฏิบัติตามคำสอนของท่าน ทุกคนมีสิทธิเป็นพุทธทาส แต่อาจไม่ตลอดเวลา เมื่อไรรับใช้พระพุทธเจ้าอย่างซื่อสัตย์ ไม่มีตัวตน เราก็เป็นพุทธทาสตรงนั้น แต่เราอาจจะไม่สามารถเป็นพุทธทาสเต็มตัว ก็ดีกว่าไม่เป็นเลย ปีหน้าอาจจะเป็นมากขึ้น ค่อยๆ ยกระดับ เพราะท่านอาจารย์พูด ท่านทำ และท่านไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านสวดทุกวัน พูดทุกวัน เราเป็นพุทธทาส เป็นธรรมทาส เป็นสังฆทาส แล้วตัวเราล่ะ จริงๆ เราต้องทำที่ตัวเอง ไม่ใช่การฟังอย่างเดียว

มีงานที่ตั้งใจทำให้ท่านอาจารย์พุทธทาสอะไรไบ้างคะ
ตอนท่านมรณภาพใหม่ๆ ผมตั้งใจทำโครงการหนึ่ง ไปสัมภาษณ์หลายคน ที่เกี่ยวข้องกับท่านอาจารย์อย่างไรบ้าง อยากมองเห็นแง่มุมหลากหลายของท่านอาจารย์ เพราะผมเห็นท่านพูดอะไรกับคนแต่ละคนต่างมุมมอง ขึ้นอยู่กับวุฒิภาวะและภูมิหลังของคนๆ นั้น ก็ปรากฏว่ามีคนจำนวนน้อยที่สามารถบรรยายความเป็นจริงของท่านอาจารย์ได้
ส่วนบางคนอธิบายภาพท่านอาจารย์อย่างที่ตัวเองอยากจะให้เป็น เป็นภาพไกลๆ มัวๆ ไม่ใช่ความเป็นจริง บางคนยึดท่านอาจารย์ตามที่ตัวเองต้องการมากกว่าที่จะเข้าถึงตัวจริงของท่าน
งานชิ้นนี้ยังไม่สำเร็จ เพราะว่าพอไปสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่อยากวาดภาพสวย หรูหรา ซึ่งผมไม่เอา ผมไม่ชอบศาสนาแบบนั้น มันเป็นศาสนาที่มอมเมาคน ไม่เอาความจริง คือพยายามพูดว่าอาจารย์ดีหมดทุกเรื่อง ซึ่งผมเองก็คิดว่าท่านดีมากๆ แต่คนบรรยายเกินความเป็นจริง ซึ่งมันขัดแย้งกับวิถีของท่าน
ท่านไม่เอาพระพุทธเจ้าที่คนบางกลุ่มเชื่อว่า ขี้ไม่เหม็น ท่านหัวเราะจะตาย ทุกศาสนามีคนแบบนี้ คือไม่เอาความจริง แต่เอาภาพฝัน มาให้ตัวเองปีติปราโมทย์ แต่ไม่อยู่กับธรรมะ โครงการนี้ก็เลยไม่สำเร็จ ผิดหวังมาก

แล้วอาจารย์เคยเจอประสบการณ์แบบนี้โดยตรงกับตัวเองบ้างหรือเปล่า
มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งมาสัมภาษณ์ผม ลงเรื่องผมเต็มหน้า สมัยนั้น หนังสือพิมพ์ลงภาพสีไม่ค่อยบ่อย เขาบรรยายชีวิตผมเป็นพระอรหันต์ไปหมด ตัวจริงของผมหาไม่เจอเลย ผมโดนสองครั้งที่ลงหนังสือพิมพ์สมัยเมื่อครั้งบวชอยู่ เป็นพระสันติกโรที่ผมไม่รู้จัก ผมอ่านแล้วหาชีวิตผมไม่ได้เลย เขาศรัทธามาก ไม่รู้เรื่องว่าผมยังมีกิเลสอย่างนี้ๆ ก็ตลกดี
แต่ท่านอาจารย์พุทธทาสชอบแบบตรงไปตรงมา เอาธรรมะจริงๆ ไม่ต้องปากหวาน
ถ้าพูดอย่างไม่เกรงใจก็คือ คนที่เชิดชูท่านอาจารย์พุทธทาสก็คือ เอากิเลสตัวเองไปมอง อย่างเรื่องที่ท่านอาจารย์พูดเรื่องภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม ท่านพูดดีมาก ผมจำคำพูดไม่แม่น แต่ทำนองว่า พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ในความเชื่อของคนบางคนนั่นแหละกลับบังพระนิพพาน

กลับมาเมืองไทยครั้งนี้อาจารย์ไปสวนโมกข์หรือเปล่า?
ไปสองวัน ไปเยี่ยม ไปทำธุระ เพราะไม่มีเวลาไปอยู่นานๆ มีประชุมที่กรุงเทพฯ และจัดอบรมเรื่องนพลักษณ์กับการปฏิบัติธรรมที่จันทบุรี แล้วกลับอเมริกาวันที่ 27 ธันวาคม 2548

ความตั้งใจของอาจารย์ที่จะสานต่องานท่านพุทธทาสมีอะไรบ้างคะ
ผมตั้งใจก่อนตาย ถ้าผมมีบุญผมจะแปลธรรมโฆษณ์ประมาณ 10 เล่ม เช่น อิทัปปัจจยตา, ปรมัตถสภาวธรรม, สันทัสเสตัพพธรรม, โอสาเรตัพพธรรม, ไกวัลยธรรม, พุทธจริยา, ธรรมะกับการเมือง ประมาณนี้ ก่อนอายุ 80 คงจะทำได้ แต่ทางสวนโมกข์คงไม่เชื่อ เพราะว่าเห็นหลายปีไม่ออกหนังสือเลย ผมต้องแก้ตัว

Older Posts »

บลอกที่ WordPress.com .