Epsilon’ s blog

มกราคม 24, 2006

จดหมายถึง OPEN#2

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 4:56 pm

สวัสดีค่ะพี่โญ อ.ปกป้อง และทีมงาน OPEN

วันนี้มีเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ (แต่เพื่อความสมบูรณ์ของ Open Online) ที่ตัวเองเพิ่งสังเกตุเห็นค่ะ
โดยปกติก็จะเข้ามาอ่าน online ตอนเช้า (ถ้ามีเวลา)
แต่ถ้าไม่มีเวลา และเจ็บตามากเนื่องจากบทความขนาดยาววว ก็จะสั่งพิมพ์บทความกลับไปอ่านที่บ้าน ซึ่งก็วันละ 1-2 บทความ
แต่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าพิมพ์บทความจำนวนมากกลับไปอ่านเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ค่อยว่างเท่าไหร่
จึงพบปัญหาเล็กน้อย คือ เมื่อพิมพ์ตามฟังก์ชั่น พิมพ์บทความ ที่ทาง open ได้กรุณาทำให้นั้น
ไม่ปรากฎชื่อผู้เขียน ซึ่งเป็นเจ้าของคอลัมน์นั้น
ซึ่งถ้าดูจากหน้าเวบและคลิกอ่านปกติก็จะแสดงชื่อคอลัมน์นิสต์ผู้นั้น แต่เมื่อสั่งพิมพ์กลับไม่ปรากฎ !

ถ้าจะให้ดี ก็อยากให้มีชื่อผู้เขียนติดมาที่หัวกระดาษของบทความด้วยค่ะ
สารภาพตามตรง ถึงแม้จะเป็นแฟนประจำ แต่ก็จำไม่ได้แม่นยำว่าใครเขียนคอลัมน์ชื่อว่าอะไร ส่วนใหญ่จะคุ้นสำนวนและลีลาซะมากกว่า แถมช่วงหลังๆ นี่มีคอลัมน์เพิ่มเติมมาเรื่อยๆ ข้าพเจ้าเข้ามาอ่านแล้วก็เมาๆ ออกไปทุกที

ถ้ามีแฟน ๆ เค้าพิมพ์ไปให้เพื่อนฝูงอ่านกัน ก็จะได้เห็นชื่อคนเขียนเจ้าของผลงาน โดดเด่นเป็นสง่าที่หัวกระดาษด้วยไงคะ

แต่ถ้ามันยุ่งยากนัก ก็ลืมๆ มันไปก็ได้นะคะ แค่นี้คนทำก็คงเหนื่อยจะแย่แล้ว

ขอบคุณอีกครั้งค่ะที่กลับมา

Epsilon

…..

อ่านจดหมายรักถึงนักสู้ ของคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ แล้วอยากส่งเข้าเมล์กรุ๊ปแต่ก็กลัว ๆ กล้า ๆ กลัวเฮีย reply มาด่า กลัว ๆ

อ่านกันหรือยังอ่ะ

จดหมายรักถึงนักสู้
January 23, 2006 at 1:58 am
· Filed under
02, ถนนสายหนึ่ง –>วรพจน์ พันธุ์พงศ์

ร่วมสิบวันผ่านไปแล้ว ผมยังตอบตัวเองไม่ได้ว่า ถ้าจะต้องต่อสู้เพื่ออะไรสักอย่าง ชีวิตนี้ผมจะพร้อมยอมพลีสู้เพื่อสิ่งใด ?
สารภาพอย่างไม่กลัวเสียบุคลิกว่าคิดไม่ออก
ใช่ว่าไม่อยากสู้ แต่มันไม่รู้จะสู้เพื่ออะไร สิ่งไหนมีคุณค่ามากที่สุดสำหรับเรา หรือใครเป็นที่เคารพรักแบบสุดจิตสุดใจ
ถ้าจะมี นึกๆดู นอกจากแม่ก็เห็นจะหาใครคนอื่นลำบาก

แต่แม่แกก็อยู่ของแก ความจริงหรือมองตามความน่าจะเป็น ชีวิตมันไม่มีเหตุการณ์อะไรที่เราต้องเอ่ยอ้างแบบนั้น ถ้าอยากเท่ปลอมๆ และฉาบฉวย ไปแต่งตัวตามแฟชั่น หรือผับบาร์คาราโอเกะที่ไหนฮิต กรุณารวมตัวกันไปสิงสถิตอยู่ที่นั่นอย่างที่เชื่อที่ชอบดีกว่า พระคุณแม่ศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะนำมาพูดกันเล่นๆ
สู้เพื่อในหลวง—เห็นใครหลายคนพูดแบบนี้บนเสื้อยืด
ฟังแล้วก็น่าสรรเสริญ อดจะตื่นเต้นตาโตร่วมด้วยไม่ได้ ถ้าเป็นเมื่อก่อน ผมอาจขวนขวายเสาะหาเสื้อแห่งอุดมการณ์มาสวมใส่ตามด้วยซ้ำ เกิดและเติบใหญ่มาในสยามประเทศ ใครจะปฏิเสธพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน ฉะนั้น อันการใดที่มีเหตุให้ต้องสู้เพื่อเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ สู้เพื่อสถาบันสูงสุด ในฐานะข้าแผ่นดิน เราทุกผู้ทุกนามย่อมพร้อมกระโจนใส่โดยไม่จำเป็นต้องใคร่ครวญหรือแม้แต่เจียดเวลาหาเหตุผล ถ้ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เท่าที่เห็น เอ่อ.. ผมคงล่วงเลยวัยไร้เดียงสามานานเกินกว่าจะเชื่ออย่างฉับพลันทันทีว่าการที่ใครคนหนึ่งประกาศว่าเราจะสู้เพื่อในหลวง แปลว่าในใจเขานึกคิดเช่นนั้น
โอเค, กล่าวสำหรับความในใจ ไม่มีใครล่วงรู้ความในใจของใครกระจ่างชัดอยู่แล้ว เราข้ามประเด็นนี้ไปก่อน เราเชื่อไปเลยก็ได้ว่าทุกคนรักและเทิดทูนบูชาในหลวงไม่น้อยไปกว่ากัน ผมเพียงแต่กังวลว่ามีเหตุผลใดที่เราต้องใช้วาจา ‘โฆษณา’ ความตั้งใจนี้ ความจงรักภักดีมิใช่อยู่ในสายเลือดหรอกหรือ การต่อสู้เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ มิใช่หน้าที่ขั้นพื้นฐานของพลเมืองของประเทศนี้หรอกหรือ ทำไมอยู่ดีๆ วันหนึ่งเราจึงต้องโพนทะนาว่าเรากำลังหายใจ ในเมื่อมันเป็นความปกติธรรมดา ..เป็นชีวิต


ถ้าหายใจไม่ออกสิถึงต้องรีบตะโกนบอกคนชิดใกล้ให้พาไปพบแพทย์
กับหมากเกมนี้ ผมจึงมองเห็นเป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจากการโฆษณา มากกว่านั้น นี่เป็นโฆษณาชวนเชื่อที่ทื่อ ตื้นและล้าหลังอย่างยิ่ง พูดก็พูดเถอะ การส่ง SMS ผ่านหน้าจอ ขอเพลงผ่านดีเจคลื่นลูกทุ่ง แม้แต่การใช้คัตเตอร์กรีดต้นไม้หรือโต๊ะเก้าอี้ในร้านอาหารเพื่อส่งสารถึงหญิงสาวซึ่งไม่ใช่วิธีที่ศิวิไลซ์ ยังดูจริงใจและโรแมนติกกว่าเยอะ
ไม่ผิดที่จะเปิดเผยความรัก ไม่น่ารังเกียจที่จะบ่งบอกความในใจ แต่คงต้องดูบริบทและกาลเทศะบ้าง
ไม่โฉ่งฉ่างไปหน่อยหรือที่จะบอกรักกันกลางถนน ดิ้นรนพยายามมากไปหรือเปล่า..
อาจมีเสียงค้านว่าในเมื่อเป็นความจริง ไยจึงต้องเก็บซ่อน ผมเข้าใจ แต่โลกมีหลายมิติ ความจริงบางชนิดสมควรบอกกล่าวป่าวประโคม เมื่อถึงเวลาอันควร หากความจริงบางอย่างก็ต้องตระหนักไว้เงียบๆ เพราะพูดเมื่อไรมันมักส่อไปในทางสอพลอตอแหล
บางขณะเราจำเป็นต้องหุบปากไว้ แล้วเปิดให้หัวใจพูด

กับวาทะแห่งปี—เราจะสู้เพื่อในหลวง สำหรับผม, มันจึงเป็นเกมมากกว่าความจริงใจ เหนืออื่นใดคือเป็นเกมระหว่างคนสองสามคน ทว่ากำลังเปิดศึกแย่งชิงดึงดูดมวลชนมาเป็นพรรคพวก มีการจัดทัพ วางแผน และสร้างกลยุทธ์อย่างเป็นระบบ มีบู๊มีบุ๋น มียืดหยุ่น มีปลุกเร้า
มันไม่แฟร์ก็ตรงที่เขากำลังใช้พลังอำนาจหนึ่งเพื่อต่อกรกับอีกอำนาจหนึ่ง
เบื้องหลังคำว่า ‘เจ๊งเป็นเจ๊ง ตายเป็นตาย’ รวมทั้งการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องและเอาจริงเอาจัง สนธิ ลิ้มทองกุล ไม่เคยเปิดเผยเลยว่าเขามีเรื่องใดขุ่นข้องหมองใจกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นการส่วนตัว
อย่ามาบอกว่าไม่มี อย่ามาพูดว่าเพื่อประเทศชาติ ประชาชน
เพื่อประเทศชาติน่ะใช่ กระทำในฐานะสื่อมวลชนที่ ‘ใจไม่ด้านพอ’ ก็ถูก แต่หากไม่มีเรื่องบาดหมางระหว่างกันแอบซ่อน วาจาท่าที กระทั่งยุทธศาสตร์การรบไม่จำเป็นต้องดำเนินไปอย่างดุเดือด เผ็ดร้อนและแตกหักเช่นนี้
คนที่เคยยืนอยู่ทั้งจุดสูงสุดและต่ำสุด คนที่ผ่านร้อนและหนาว ผ่านทั้งทางโลกและทางธรรม และแน่นอน, คนฉลาดอย่างสนธิ ถ้าคิดจะต่อสู้กับใคร เขาทำได้แน่น นิ่งและเนียนกว่านี้ ถ้าไม่มีวาระซ่อนเร้น
หากเปรียบเทียบกับกรณี ‘อากู๋ฮุบหุ้นมติชน’ เราจะเห็นข้อต่างค่อนข้างชัดเจน
ในความเป็นคนหนังสือพิมพ์ใจนักเลง ขรรค์ชัย บุนปาน และสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่มีใครแพ้ใคร แต่ทำไมขรรค์ชัยจึงไม่มีอาการกระฟัดกระเฟียด ไม่กระทั่งตีฆ้องร้องป่าวขอความเห็นใจ วิ่งไล่ล่าหาแนวร่วม หากมวลชนนับล้าน โดยเฉพาะนักวิชาการและปัญญาชน กลับพร้อมใจกันต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ผลักดันและคลี่คลายอย่างเป็นธรรมชาติ จนสุดท้ายคนโลภที่หน้ามืดมารังแกก็ต้องแพ้ภัยตัวเองถอยร่นกลับไป ขณะที่สนธิต้องออกแรงมหาศาลเพื่อรวบรวมมวลชน
โชคดีที่วาทศิลป์ของเขาทำงานได้ดี ยิ่งรัฐบาลเดินเกมผิด พยายามยกมือปิดป้องท้องฟ้ามากเท่าไร ประชาชนยิ่งกระหายข่าวสารด้านที่ท่านผู้นำเลี่ยงที่จะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเท่านั้น นับวันแฟนๆรายการ ‘เมืองไทยรายสัปดาห์’ ยิ่งพุ่งขึ้นมาสนับสนุนคำพูดและบทบาทนักต่อสู้ของผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ จากผู้ชมหลักพันในหอประชุมเล็ก มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขยับขึ้นสู่หลักหมื่น และใกล้แตะหลักแสน ในการสัญจรครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นที่สวนลุมพินี

‘จำลองฟีเวอร์’ เกิดขึ้นช่วงปี 2532-35 แต่ปลายปี 2548 ต้องยอมรับว่าเกิดกระแส ‘สนธิฟีเวอร์’ ในดีกรีเข้มข้นที่เบียดกันสูสี ว่ากันถึงขั้นว่าไม่เคยมีครั้งไหนที่คนต่างจังหวัดลงทุนนั่งรถเข้ามาฟังรายการ ‘ทอล์กโชว์’ ด้วยความรู้สึกร่วมมากเท่าครั้งนี้
นักเพลงเพื่อชีวิตผูกติดร่วมบรรเลงเพลงเข้าข้างอย่างเปิดเผย สื่อยักษ์ใหญ่เริ่มเล่นข่าวนี้ต่อเนื่อง วันต่อวัน ประเด็นต่อประเด็น ซีดีบันทึกรายการเปิดโปงถูกสั่งห้ามขาย ห้ามเผยแพร่ นั่นยิ่งยวนเย้ายั่วยุความอยากรู้อยากเห็น..
ไม่เป็นไร ถ้าสนธิจะยืนยันว่าไม่มีนอกมีใน ทุกสิ่งทุกอย่างขับเคลื่อนไปด้วยหัวใจบริสุทธิ์ เราลองเชื่อคำเขาสักครั้งก็ได้ เพราะถึงจะเล่นแรง สนธิก็เล่นในเกม—เกมที่เขาพอจะเหลือช่องทางให้เล่น ว่าไป บ้านเมืองก็ต้องการคนกล้าหรือนักสื่อสารมวลชนที่มีสมองไว้ตรวจสอบนักการเมืองบ้าง โดยเฉพาะนักการเมืองหน้าเงินที่เพียบพูนด้วยเล่ห์และพลิ้วขนาดนี้ สิ่งที่ทำให้ผมกังวลคือมวลชนหรือแนวร่วมที่หูตาตื่นตามแรงปลุกเร้า ลุกขึ้นเต้นตามเสียงเพลงเชียร์ คนจำนวนมากเหล่านี้ร่วมต่อสู้ด้วยจิตใจที่สะอาดสะอ้านอย่างแท้จริง

น่าเสียดาย บนหน้าประวัติศาสตร์ไม่เคยเคยว่างพอที่จะจดจารบันทึกว่าพวกเขาคือใคร ไม่ว่ากรณี 6 ตุลาฯ 14 ตุลาฯ หรือพฤษภาทมิฬ
วีรชน—เราคิดคำนี้ขึ้นมาใช้ ในบางโอกาสเราอาจกล่าวถึงพวกเขาบ้าง แต่ก็แค่พอเป็นพิธีเท่านั้น ที่สุดแล้ว ผู้รับประโยชน์ ‘รูปธรรม’ จากผลพวงของการต่อสู้ก็คือนายหน้า ผู้นำ และนักฉวยโอกาสจากซากศพของผู้อื่น
บทเรียนในอดีตบอกสอนเราเช่นนั้น แผลเก่าทำให้เราสงสัยว่าไหนล่ะผลตอบแทนของนักต่อสู้ระดับรากหญ้า วีรชนคนกล้าผู้เสียสละเอาชีวิตเข้าแลก ไหนล่ะรางวัลแห่งหัวใจบริสุทธิ์…

ทั้งที่เสียงปืนดังขึ้นเมื่อไร ก็เป็นพวกเขาที่โดนก่อนทุกที
ลมหนาวปีนี้รุนแรงเอาเรื่อง มองภาพซ้ำๆ มองเห็นคลื่นคนหลั่งใหลกันไปสวนลุมพินี (และมีทีท่าว่าจะย้ายมาสนามหลวง) แล้วรู้สึกหนาวจับใจ ทหารไร้สติปัญญาเริ่มรวมพลตบเท้าออกมาแล้ว นายกฯปากไวอ้ำอึ้ง ตีโวหารเลี่ยงตอบคำถามที่ผู้คนกังขา ปราชญ์อาวุโสเรียกร้องหาความสมานฉันท์ นักหนังสือพิมพ์กระฉับกระเฉงเกาะติดสถานการณ์ ทางฝั่งเวทีสีเหลืองตะโกน—สู้ตายๆๆๆๆ
สู้เพื่อใคร ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องตั้งสติยั้งคิด
สู้ด้วยกลวิธีแบบไหน ผมคิดว่าเราต้องใช้วิจารณญาณให้รอบคอบรัดกุม
คนผู้หนึ่ง เกิดมาชาติหนึ่ง หากน้อมกายถวายชีวิตต่อสู้เพื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าปลายทางจะสิ้นสุด ณ จุดแห่งชัยหรือพ่ายแพ้ยับเยิน ผมถือว่าเขาได้ทำหน้าที่โดยสมบูรณ์แล้ว กับคนเช่นนี้ ทั้งที่มืดและที่แจ้ง เขาคือคนควรค่าต่อการคารวะ แต่ก็นั่นแหละ เพราะความบริสุทธิ์และคุณค่าอันน่าเคารพนบนอบนี่เองที่ยิ่งต้องคิดให้ละเอียดในการต่อสู้ทุกครั้ง
ถึงกะโหลกด้านๆ จะยังคิดไม่ออกว่าอะไรคือปรัชญาสูงสุดของการมีชีวิตอยู่ หรือไม่รู้จะต่อสู้เพื่ออะไร แต่ผมก็สนับสนุนการต่อสู้ ผมรักนักสู้ และอยากบอกคนตัวเล็กๆ ในฐานะพลังบริสุทธิ์ทั้งหมดทั้งมวลว่าสติสำคัญเหลือเกินในนาทีนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องเท่าทันว่ากำลังต่อสู้กับอะไร เหนืออื่นใด อย่าหลวมตัวเผลอไผลตกเป็นเหยื่อ ยอมให้ใครใช้เป็นเครื่องมือสู้เพื่อทิฐิมานะ หรือวาระซ่อนเร้นงี่เง่าที่เราไม่เคยข้องเกี่ยวรับรู้ด้วย
ปรากฏการณ์อาจสั่นคลอนอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้ แต่คนฉลาดต้องอ่านให้ขาดว่าเบื้องหลังปรากฏการณ์นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
อย่าฟังแต่เสียงเพลงปลุกใจ อย่าเชื่อคำใครง่ายๆ โลกนี้มีนักพูดมากมายจนนับไม่ไหว และหลายคนก็ดีแต่ปาก เป็นนักเสี้ยม ไม่ใช่นักสู้
การต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และความเชื่อนั้นซับซ้อนเกินหยั่ง ยิ่งครั้งนี้ นับวันเรายิ่งไม่รู้เลยว่าอะไรคือความจริง ความลวง ใครโกหกสร้างภาพ ใครหวังดีต่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง
แม้กระนั้นคนตัวเล็กๆ ก็รวมพลังกันเป็นแสน เมื่อได้ยินเสียงเรียกให้สู้—สู้เพื่อในหลวง

ผมพูดแบบนี้ไม่เป็น ไม่เชื่อด้วยว่าวาจานี้เกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างใสสะอาด เหนืออื่นใด พระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวศักดิ์สิทธิ์และสูงส่งเกินกว่าจะนำมากล่าวอ้างพล่อยๆ
โดยส่วนตัว ผมคิดว่าเราไม่ต้องพูดคำโตขนาดนั้นหรอก กับกรณีที่กำลังเป็นข่าวคุกรุ่น ถ้าเห็นว่า สนธิ ลิ้มทองกุล น่าสนับสนุนเอาใจช่วย มันไม่เห็นจะเสียหายอะไร ถ้าต้องพูดว่าขอสู้เคียงข้างสนธิ ผมจะพูดแบบนี้ ผมยินดีร่วมขบวนการต่อสู้ ถ้าวันหนึ่งตระหนักว่ามีเดียไทคูนคนนี้มีเหตุมีผล โปร่งใส และมองเห็นชัดเจนว่าไม่มีวิธีอื่นที่จะสื่อสารกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ว่ารัฐนาวากำลังพาประเทศชาติมุ่งหน้าไปสู่หายนะ

ในระหว่างที่ยังลังเล ผมอยากให้บรรดานักสู้—ผู้ล่วงหน้าเดินนำไปก่อน ถามใจตัวเองอีกสักครั้งว่ากำลังสู้เพื่ออะไร ทำใจเตรียมพร้อมแล้วใช่ไหมกับโศกนาฏกรรมกลางเมือง สำคัญที่สุดคือเมื่อเกมจบลง ถ้าสนธิแพ้แล้วอย่างไร ชนะแล้วอย่างไร และในฐานะนักสู้—เราจะเอาอย่างไรกันต่อ

นึกภาพความว่างเปล่านั้นออกใช่ไหม จากเดิมที่วิ่งๆๆ สู้ๆๆ และจู่ๆ คนนำบอกว่าจบเกมแล้ว และหยุดกะทันหัน แน่นอน, เมื่อความสะใจวูบลด โจทย์คลี่คลาย เขาก็ไม่เห็นความจำเป็นว่าต้องสู้ ทั้งที่จริงทุกสิ่งทุกอย่างยังเหมือนเดิม หัวใจของเขาต่างหากที่เปลี่ยน

ผมเคยยืนอยู่ตรงนั้น ผมเข้าใจความเงียบเหงาและเวิ้งว้างแบบนั้น มันเป็นตัวทำลายความเชื่อมั่นของเราอย่างร้ายกาจ ทำลายและสั่นคลอนความศรัทธาที่มีต่อมนุษย์—มนุษย์ที่เราเคยน้อมพลีกายใจให้

นักสู้ที่รัก ประณามว่าผมปอดแหกก็ได้ที่ยังยืนอยู่รอบนอก เป็นเพียงผู้สังเกตการณ์
นักสู้ที่รัก แท้จริงมีแต่เราเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจว่าบางทีศัตรูก็ไม่ได้หมายถึงฝ่ายตรงข้ามเสมอไป
นักสู้ที่รัก หากเรียกตัวเองว่านักสู้ ขอเราจงเป็นนักสู้ ไม่ใช่เหยื่อหรือ ‘ตัวประกัน’ ของใคร

ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘เต้นรอบกองไฟ’ นิตยสาร GM ฉบับเดือนธันวาคม 2548

2 ความเห็น »

  1. ขอบคุณมากครับ

    ขอบคุณที่ช่วยเป็นหูเป็นตาให้ บางครั้งเราก็ตามเก็บรายละเอียดเล็กน้อยได้ไม่หมด ก็อาศัยแฟนนักอ่านนี่แหละที่ช่วยให้เว็บสมบูรณ์ขึ้น

    ผม forward จดหมายไปให้คนทำเว็บแล้วนะครับ มีเวลาว่างเมื่อไหร่ คุณกรคงช่วยแก้ไขให้

    ขอบคุณอีกครั้งครับ

    ปกป้อง

    >> from reply mail

    ความเห็น โดย Epsilon — มกราคม 25, 2006 @ 5:55 pm

  2. อ่านแล้วจ้า… โดนมาก ๆ

    เราก้อคิดแบบนี้อยู่ลึก ๆ ล่ะนะ เพราะจริง ๆ แล้วเราก้อมองเรื่องว่าเป็นเกม ๆ หนึ่งในเกมที่พวกเราเห็นกันมานาน และคงจะต้องเห็นไปอีกนานตลอดชีวิตของเรา

    ยิ่งได้เห็น ยิ่งได้ฟัง ก้อยิ่งเบื่อ จนเลิกสนใจไปนานแล้ว.. เค้าจะเล่นอะไรกันคงต้องปล่อยไป

    ขออย่างเดียว อย่าดึงฟ้าลงมาที่ต่ำ

    เราคิดว่า เราพอจะเข้าใจความรู้สึกว่างเปล่าหลังเกมจบนะ มันเวิ้งว้างจริง ๆ

    นี่ละมั้ง ถึงทำให้รู้สึกว่า เล่น ‘เกม’ ในตลาดแล้วมันสนุก เพราะมันไม่ยอมจบซะที 5555555

    (แอบแถมนิดนึง แบบว่าตอนนี้กะลังมัน)

    ก้อไม่มีอะไรรุนแรงนะ น่าจะส่งได้ ถ้าเสียว บอกมา เด๋วส่งแทนให้ อิ อิ

    ต้นไม้

    >> from reply mail

    ความเห็น โดย Epsilon — มกราคม 25, 2006 @ 6:00 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: