Epsilon’ s blog

กุมภาพันธ์ 28, 2006

เกมส์การเมืองสร้างความชอบธรรม

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 9:36 pm

วันนี้เพิ่งเช็คเมล์ เวลาที่ระบุคือตีหนึ่งครึ่งของคืนวันจันทร์เข้าสู่วันอังคาร
ได้อ่านเมล์นี้จากเพื่อนที่ติดตามการเมืองอย่างถึงลูกถึงคน
เป็นเพื่อนที่คอยอัพเดทข่าวการเมืองในเมล์กรุ๊ปมาตลอดและลงท้ายเมล์ทุกครั้งว่า
——This is the world——–
ข้อมูลละเอียดยิบ งานนี้ท่านคงอัดอั้นตันใจเลยเขียนบทความนี้ซะเองเลย

ลองอ่านดูซิ่
…..


Epsilon ชวนอ่าน
>> เกมส์การเมืองสร้างความชอบธรรม

เพื่อความเข้าใจ ……. ผมเขียนบทความนี้เอง……..

*******เกมส์การเมืองสร้างความชอบธรรม*******

…………. อ่านกันเถอะ ……………

ผม ” …… ” เขียนให้เพื่อนๆอ่านแล้ว
meeting ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องมาถาม….. (ฮา)

เกมส์นี้ ทรท. เป็นคนเปิดปุ่ม Start หลังจากที่ชาติหน้ามาถึงไวกว่าที่คิด
(ใครสัญญิงสัญญาอะไรกับใครไว้ ตอนนี้ถึงชาติหน้าแล้วนะ (ฮา))

แม้วประกาศยุบสภา วันศุกร์ ซึ่งการยุบสภานั้น ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก
สภาผู้แทนราษฏร ไม่มีปัญหาอันใด และไม่มีเหตุอันสมควรที่จะประกาศยุบสภา

ฝ่ายค้านมีข่าวจะค่ำบาตรการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันเสาร์

ทำไม ฝ่ายค้านจึงไม่ยอมฟันธง บอกไปเลยว่าจะไม่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ตั้งแต่วันเสาร์???

เหตุผล คือ……… กระแส เมื่อวันเสาร์ ดูเหมือน ประชาชน จะไม่ค่อยเห็นด้วย ในกลุ่มที่ไม่ต้องการแม้วอีกต่อไปเสียงแตก บ้างบอกว่า ก็เลือกตั้งกันไป บ้างก็ไม่เอาการเลือกตั้ง ซึ่งดูเหมือนว่าส่วนใหญ่พุ่งเป้ามาที่ฝ่ายค้าน ว่าทำไมถึงเรื่องมาก เขายุบสภาไปแล้ว

เกมส์จึงปรากฎต่อมาเมื่อวัน อาทิตย์ เมื่อฝ่ายค้าน แถลงข่าวให้ 4 พรรคการเมืองใหญ่ ต้องลงสัตยาบันร่วมกัน

เพื่อ …………********** หลังจากที่มีการเลือกตั้ง
แม้ว่าใครจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จะต้องตั้งคณะทำงานคนกลาง
(ซึ่งหมายถึงคนกลางพระราชทาน) มาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องบางประการ ภายใน 6 เดือน หลังจาก 6 เดือน รัฐบาลใหม่ เหล่านั้น ต้องยุบสภาทันที เพื่อเลือกตั้งใหม่ตามเกณฑ์ใหม่ **********

นี่คือคำเรียกร้องฝ่ายค้าน……………. ทำให้กระแสสังคม พุ่งเป้าไปกดดันที่ รัฐบาล ทันที………. ว่าจะรับลงนามในสัตยาบันหรือไม่ เพราะ รัฐบาลในขณะนี้ มีข้อได้เปรียบในการเลือกตั้ง และ คาดหมายว่าจะได้รับเสียงข้างมากเข้ามาอีก

อันนี้ คือเกมส์ของฝ่ายค้าน ที่จะลดความไม่ชอบธรรมของตัวเอง และสร้างเงื่อนไขให้รัฐบาลตกเป็นเป้าสายตาทันที

และแล้ว
เมื่อตัวเองตกเป็นเป้า…………………………..

จากคำแถลงของ ทรท.ที่มีต่อการลงสัตยาบัน ลองไปดูกันหน่อย……………..


**************************************************************************
สำหรับรายละเอียดคำแถลงของหัวหน้าพรรคไทยรักไทยในเรื่องดังกล่าวมีดังนี้

พี่น้องประชาชนที่เคารพรัก ผมในฐานะนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับหนังสือฉบับลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2549 จากหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคมหาชน ฉบับหนึ่ง และจากหัวหน้าพรรคชาติไทย อีกฉบับหนึ่งแล้ว ด้วยความขอบพระคุณที่ยังประสงค์จะเห็นการคลี่คลายสถานการณ์ไปในทางที่ดีอย่างรวดเร็ว พรรคไทยรักไทยได้ประชุมคณะกรรมการบริหารแล้ว มีความเห็นต่อข้อเสนอของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค ดังนี้


ข้อที่ 1 พรรคไทยรักไทยยินดีที่จะดำเนินการให้มีการประชุมหัวหน้าพรรคการเมืองต่างๆ แต่โดยที่ปัญหาที่จะหารือเป็นเรื่องอนาคตของชาติ และขณะนี้ต้องถือว่าทุกพรรคการเมืองไม่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่เลย จึงควรให้โอกาสทุกพรรคการเมืองที่จดทะเบียนจัดตั้งแล้ว เข้ามามีส่วนร่วมในการหารือด้วย เพื่อไม่ให้การปฏิรูปการเมืองถูกจำกัดให้เป็นเรื่องของพรรคการเมืองเพียง 4 พรรคเท่านั้น



ข้อที่ 2 พรรคไทยรักไทยขอยืนยันว่า ได้สนับสนุนการปฏิรูปการเมืองมาโดยตลอด ทั้งได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่มาจากการปฏิรูป โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเคร่งครัด พรรคได้ศึกษาถึงข้อบกพร่องและปัญหาอันเกิดจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเนื้อหาสาระ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคไทยรักไทยจะได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อประชาชนอย่างเป็นระบบในการเลือกตั้งครั้งนี้


ข้อที่ 3 ในเรื่องกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 313 ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคมหาชน และพรรคชาติไทย เสนอให้มีบุคคลหรือคณะบุคคลที่เป็นกลาง เป็นผู้ดำเนินการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น พรรคไทยรักไทยเห็นด้วยในหลักการ แต่ข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคมหาชน กับพรรคชาติไทย ยังแตกต่างกันในรายละเอียด ในส่วนพรรคไทยรักไทยนั้น เห็นด้วยกับการให้มีคณะบุคคลจำนวนหนึ่ง ประกอบกันขึ้นเป็นคณะผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งอาจเป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญอย่างเมื่อครั้ง พ.ศ. 2539 หรือจะมาจากการเลือกกันเองของบุคคลที่เสนอชื่อมาจากหลากหลายสาขาอาชีพทั่วประเทศ และมีจำนวนมากกว่าที่ต้องการหลายเท่าก็ได้ แนวทางนี้ ผู้ที่เคยเห็นระบบสมัชชาแห่งชาติ และสภาสนามม้า มาแล้วอาจพอจำได้ แต่ต้องดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย และแก้ไขข้อบกพร่องบางส่วนเสียใหม่ แต่เมื่อยกร่างเสร็จแล้ว ควรมีการเชื่อมโยงกับประชาชนด้วยการขอประชามติ โดยเฉพาะในประเด็นที่ยังมีความขัดแย้ง ไม่มีข้อยุติ


ข้อที่ 4 พรรคไทยรักไทยขอเรียกร้องให้ทุกพรรคการเมือง นำเสนอจุดยืนและแนวทางของตนในการปฏิรูปการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอในการแก้ไขในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือข้อเสนออื่นใดต่อประชาชนในการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างเป็นระบบ และเป็นรูปธรรม เพื่อให้เป็นสัญญาประชาคมว่า หากพรรคการเมืองของตนได้รับเลือกตั้งแล้ว จะปฏิบัติตามสัญญาประชาคมดังกล่าว และในระหว่างนี้ ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในครรลองประชาธิปไตยโดยเคร่งครัดเพื่อความสงบสุขของบ้านเมือง หลังจากนี้เราจะขอเชิญหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค บวกกันไม่เกิน 3 คน ของแต่ละพรรคบวกไม่เกิน 3 ไปพบกันที่ห้อง 309 อาคารวุฒิสภา เวลา 18.00 น. เพื่อที่จะได้พูดคุยกันว่าเราควรจะ เราเห็นด้วยกันไหม เห็นร่วมกันไหมว่าจะมีการปฏิรูปการเมือง เราเห็นด้วยกันใช่ไหมว่าเราจะมีคนกลาง แต่ส่วนวิธีการจะเป็นอย่างไรนั้นเป็นรายละเอียดที่จะต้องมาทำร่วมกันหลังการเลือกตั้ง แต่ขอให้ทุกคนไปบอกกับประชาชนเสียว่าจุดยืนของแต่ละพรรคจะเอาตรงนี้ แล้วรายละเอียดมาคุยกันหลังจากที่เข้าสภาแล้ว เราคงมีการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้นำไปสู่การตั้งคนกลางได้ จะตั้งคนกลางแบบไหนนั้นจะไปคุยกัน ตกลงกันตอนเข้าสู่สภาแล้ว อันนั้นจะเป็นหลักกว้าง


**************************************************************************

ข้อที่ 1………….. พยายาม หาเหตุผล ว่า สัตยาบันนั้นไม่ชอบ เพราะประกอบไปด้วยแค่ 4 พรรคการเมืองเท่านั้นหรือ ทั้งที่จริง ก็จะมีเฉพาะ 4 พรรค นั่นแหละที่จะได้กลับเข้ามาอยู่ในสภา เพื่อตัวเองจะได้ประกาศปฏิเสธการลงสัตยาบัน

ข้อที่ 2………….. เป็นการโกหก คำโต ต่อสาธารณะ อีกแล้ว เพราะเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา ทรท.เป็นคนประกาศว่าไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะทนแรงเสียดทานจากสังคม โดยการบอกว่าจะแก้ไขเมื่อเดือนที่ผ่านมา ผ่านการเล่นปาหี่เชิญอธิการบดีทั่วประเทศมา แล้วโยนเศษเงินไปก้อนนึง บอกว่าไปแก้ไขกันมา แล้วมาเสนอว่าจะแก้ไขอะไรบ้าง ซึ่งไม่เป็นความจริงที่พรรคนี้ได้สนับสนุนการปฏิรูป พรรคนี้ได้ทำตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (เห็นได้จากการครอบงำองค์การอิสระตรวจสอบทุกองค์กร)


ข้อที่ 3………….. ทรท.ไม่ได้บอกว่า อะไรที่แตกต่างกัน สำหรับจดหมายการลงสัตยาบันของ ปชป กับ ชท แต่บอกเพียงว่ารายละเอียดบางอย่างไม่ตรงกัน และ *********** พยายามปฏิเสธข้อเรียกร้องของฝ่ายค้านที่ว่า “หลังจากที่มีการเลือกตั้ง แม้ว่าใครจะได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง จะต้องตั้งคณะทำงานคนกลาง (ซึ่งหมายถึงคนกลางพระราชทาน) มาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีข้อบกพร่องบางประการ ภายใน 6 เดือน หลังจาก 6 เดือน รัฐบาลใหม่ เหล่านั้น ต้องยุบสภาทันที เพื่อเลือกตั้งใหม่ตามเกณฑ์ใหม่” และกำลังบอกว่า ยังมีวิธีอื่นๆ อีกหลายวิธีเพื่อนำไปสู่การปฏิรูป และเสนอทางเลือกใหม่ๆให้กับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ************ แล้วมาปรึกษาหารือกันใหม่


ข้อที่ 4…………. กล่าวปฏิเสธสัตยาบันของฝ่ายค้าน โดยบอกว่า ไม่ต้องทำหรอก ใช้สัญญาประชาคมดีกว่า เพื่อให้แต่ละพรรค ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง แล้วถ้าพรรคไหนได้รับการเลือกตั้งเข้ามา (ซึ่งก็ต้องเป็น ทรท อย่างไม่ต้องสงสัย) สัญญาประชาคมอันนั้น ก็จะนำมาใช้……… ก็จะเป็นสัญญาประชาแม้วนั่นเอง เพราะมันเป็นเพียงแต่ “คำลม” เท่านั้น และการปฏิรูปจะเกิดขึ้นหลังที่มีการเลือกตั้งเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น เพราะจะต้องทำตามสัญญาประชาคมภายหลังที่เลือกตั้งเสร็จสิ้น

ต่อมา ทรท.ยังแก้เกมส์ โดยการ “สั่ง” ให้พรรคฝ่ายค้าน มาประชุมภายในเวลาที่กำหนดผ่านสื่อมวลชน เป็นการ “ตบหน้า” ฝ่ายค้านอย่างจัง เพราะกำลังจะบอกว่า ********** กูมีเสียงส่วนใหญ่ 19 ล้านเสียงเลือกข้าฯมา มรึงเป็นใคร ถึงบังอาจ มายื่นหนังสือ สัตยาบัน ให้เซ็น กูต้องเป็นคนกำหนดการปฏิรูปนี้เพราะกูมีเสียงส่วนใหญ่ มรึงต้องมาประชุมตามที่ข้ากำหนด ***********


ลองมาดู คำแถลงของ 3 พรรคร่วมฝ่ายค้าน หลังจากที่แม้วปฏิเสธสัตยาบัน
****************************************************************************

พรรคร่วมฝ่ายค้าพยายามที่จะค้นหาวิธีการในการที่จะช่วยหาทางออกให้กับประเทศ ภายใต้ปัญหาที่เกิดขึ้น เมื่อวานนี้เราได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า แนวทางที่จะแก้ปัญหาที่จะเป็นวิกฤติของประเทศ หรือป้องกันวิกฤติที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า ที่ดีที่สุด ก็คือการผลักดันให้เกิดการปฏิรูปทางการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม โดยองค์ประกอบสำคัญของการปฏิรูปทางการเมืองนั้น ก็คือจะต้องมีผู้ที่ได้รับการยอมรับว่ามีความเป็นกลางอย่างแท้จริง ในการมาดำเนินการ หรือในการมานำการปฏิรูป โดยกระบวนการของการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ

ประการที่ 2 ก็คือว่า เมื่อจะต้องมีผู้ที่มีความเป็นกลางมาดำเนินการปฏิรูปทางการเมืองแล้ว จำเป็นที่จะต้องให้ฝ่ายการเมืองได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันชัดเจน โดยการลงสัตยาบันเป็นลายลักษณ์อักษร ว่าจะทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้น ซึ่งกระบวนการที่ว่านั้น วิธีการที่จะมีความชัดเจนที่สุดก็คือ ขอให้ 4 พรรคการเมืองที่เคยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาชุดที่ผ่านมา ได้มาแสดงเจตนารมณ์ร่วมกัน วันนี้เป็นที่ชัดเจนครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรี หรือท่านหัวหน้าพรรคไทยรักไทยนั้น มิได้มีเจตนาที่จะตอบสนองต่อเจตนารมณ์ของ 3 พรรคการเมือง โดยได้ไปดำเนินการเบี่ยงเบน ไปจับประเด็นที่จะเข้าไปสู่หัวใจของปัญหาในการแก้วิกฤติ และไปสร้างกระบวนการอื่น ซึ่งมีแต่ความไม่แน่นอน และมีแต่ความยุ่งยาก ที่จะไม่อาจตอบสนองได้ว่าจะมีการปฏิรูปการเมืองอย่างจริงจัง ไม่มีสัตยาบัน ใช้คำว่า คงจะอย่างนั้นหลังจากการเลือกตั้ง ซึ่งทั้งหมดจึงไม่สามารถตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาของสังคมได้ ดังนั้นทางพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย และพรรคมหาชน จึงได้ปรึกษาหารือกันแล้ว และเห็นพ้องต้องกันว่า


1. ทั้ง 3 พรรคนั้น จะไม่ร่วมในการประชุมที่มีการเชิญโดยพรรคไทยรักไทย ในเวลา 18.00 น.

2. ทั้ง 3 พรรคนั้น จะไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้

นี่คือสิ่งที่เป็นข้อสรุปของการหารือ ผมขอเพิ่มนิดเดียวเป็นประเด็นสุดท้าย
เนื่องจากมีความพยายามบิดเบือนและสร้างความสับสนแก่พี่น้องประชาชนต่อกรณีการไม่ส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ว่าเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องของการดำเนินการสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญทุกประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 328 ของรัฐธรรมนูญ ได้มีการกำหนดกรอบของการไปตรากฎหมายพรรคการเมืองเอาไว้ โดยหลักการซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองต้องยึดถือ และหลักการนั้น มาตรา 328 (2) ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า มิให้นำเอาเหตุที่พรรคการเมืองไม่ส่งสมาชิกสมัครรับเลือกตั้ง หรือเหตุที่ไม่มีสมาชิกของพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง มาเป็นเหตุให้ต้องเลิกหรือยุบพรรคการเมือง จึงเรียนมาให้พี่น้องประชาชน สื่อมวลชน และ กกต. ได้รับทราบ

******************************************************************************

จึงเป็นที่มาของการ “คว่ำบาตร” การส่งผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งในครั้งนี้

เพราะหาก พรรคร่วมฝ่ายค้าน ทำตามข้อเสนอของแม้ว ก็เท่ากับ เป็นการให้ พรรค ทรท. ปฏิรูปการเมืองตามใจเขา เมื่อถึงวันนั้น ฝ่ายค้านจะไม่มีสิทธิ ในการแก้ไขอะไรที่ฝ่ายรัฐ ไม่ต้องการอีกต่อไป

ดังนั้นแล้วจึงเป็นความชอบธรรมของพรรคฝ่ายค้าน ที่จะคว่ำบาตร กระแสสังคมจะพุ่งเป้าไปที่ รัฐบาล ทันที่ เพราะเขาไม่จริงใจปฏิรูปการเมือง

เอวังด้วยประการละฉะนี้แล


———This is the World.—————




…………
วันนี้ลาป่วย พักอยู่บ้าน หลับนิ่งสนิท
ตอนเย็นไปดู Walk the line ที่สยามพารากอน
(ครั้งแรกที่ไปดูที่นี่ คนน้อยจัง แล้วจะคุ้มที่ลงทุนไปไหม๊เนี่ย)

ตอนยืนถวายความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี
เราสงสัยในใจว่าในหลวงจะทรงรู้สึกอย่างไร
และอยากให้บ้านเมืองมีทางออกอย่างไร จากสถานการณ์ตึงเครียดที่เกิดขึ้นตอนนี้
น้ำตามันก็ไหลออกมาเฉยเลย

พักนี้เรารู้สึกเครียด และเศร้าใจกับอนาคตประเทศไทย ยังไงไม่รู้
เรายังเป็นขนาดนี้ แล้วพระองค์ท่านจะมิยิ่งทุกข์ใจไปกว่าเราหรือ…
น้ำตาไหลอีกแล้วหล่ะ…



กุมภาพันธ์ 24, 2006

แพะรับบาป

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 9:48 pm

ความยุติธรรมมีอยู่ในโลกนี้จริงหรือไม่ ?
เราเคยขำที่ใครบางคนใน msn list ขึ้นชื่อประมาณว่าความยุติธรรมไม่มีในโลก
รู้สึกว่าทำไมพี่เค้าต้องคิดมากด้วย
แต่เจอเข้ากับคนรอบข้าง กับตัวเอง บ่อย ๆ นี่ชักจะเซ็ง
หรือบางทีความยุติธรรมจะเป็นแค่คำในพจนานุกรม
ส่วนความจริงที่จับต้องได้ เราเรียกมันว่า ‘แพะรับบาป’

….
พี่เหลี่ยมประกาศยุบสภาวันนี้
เลือกตั้งอีกที 2 เม.ย.
ว่าแล้ว พี่เหลี่ยมก็เสร็จก่อนหน้าเวบ openbooks ที่กำลังจัดรวมรายชื่อหนังสือของสำนักพิมพ์ Open 555

เลือกตั้งใหม่ ถ้าเค้ากลับมาได้ด้วยจำนวนที่นั่งน้อยกว่าเดิมนิดหน่อย (แต่ก็ยังเป็นเสียงข้างมาก พรรคเดียวเบ็ดเสร็จอยู่ดี) มิยิ่งอ้างเสียงประชาชน ยิ่งกว่าการอ้าง 19 ล้านเสียงนั่น ว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้เค้ากลับมาหรอกหรือ ?

….

ป่วยและเปื่อย ทั้งกายและใจ…

กุมภาพันธ์ 15, 2006

สื่อมวลชนเพื่อสาธารณะ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 12:54 am

Epsilon ชวนอ่าน

>> ทักษิณกับพวก โดย ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์

เพิ่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ระหว่างทานข้าวสามมื้อในวันนี้
หนังสือเล่มเล็กเหมาะมือ แต่เนื้อหาข่าวเจาะแน่นเอี๊ยดด้วยความรู้ มุมมองของการเชื่อมโยงเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ ของผู้มีอำนาจในบ้านเมือง ย้อนเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์ ที่เราเคยอ่านข่าวผ่านๆ ให้เห็นมุมมองหลายๆ ด้าน หลายๆ มิติ มาร้อยโยงเกี่ยวข้องแบบเป็นภาคต่อ และเปรียบเทียบความเหมือนและความต่างของตรรกะความคิดของฝั่ง ทักษิณกับพวก กับ ผู้เขียน ผู้เป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ ‘สื่อมวลชนเพื่อสาธารณะ’ มาโดยตลอด

นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์น่าจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประกอบการเรียน ว่าด้วยเรื่องจรรยาบรรณของนักสื่อสารมวลชน

ความเห็นส่วนตัว จากที่อ่านงานเขียนของคุณประสงค์มาระยะเวลาหนึ่ง รู้สึกว่างานเขียนและวิธีคิดของท่านน่าจะถือเป็นแบบอย่างให้กับนักข่าวที่เป็นคนรุ่นหลังได้ การรวบรวมและจับแต่ละประเด็น แต่ละเหตุการณ์มาเรียงร้อยกันจนทำให้คนอ่านจากที่เสพเฉพาะข่าวที่รายงานความเป็นไปเฉยๆ รู้สึกได้ถึงความต่างของคุณภาพงานข่าว คนอ่านฉลาดขึ้นทันตาด้วยข้อมูลที่ได้เสพ

อาชีพสื่อมวลชนที่หอมหวลของเด็กวัยรุ่น จะมีซักกี่คนที่จินตนาการว่าอยากจะเป็นผู้สื่อข่าวแบบที่คุณประสงค์เป็น ภาพโดยทั่วไปของผู้สื่อข่าวที่เด็กๆ เข้าใจ คือผู้สื่อข่าวที่แต่งตัวสวยๆ หล่อ ๆ ไปยืนถือไมค์สัมภาษณ์ดารา เรื่องข่าวลือว่ากิ๊กกับคนนั้นคนนี้ เรื่องความเห็นว่า คิดอย่างไรกับข่าวที่ว่า ดาราคู่นั้นเลิกกัน รักกัน อยากเป็นพิธีกรจะได้สวยๆ ออกทีวี ได้เจอดารานักร้อง

ช่วงนึงที่มีข่าวดาราสาวเบนโลป่องตามข่าวลือ มีการรวบรวมเนี้อข่าวละเอียดยิบเป็นซีรีส์ ให้มานั่งอ่านกัน ทำเหมือนข่าวเจาะของคุณประสงค์เลย แต่ว่ามันช่วยยกระดับมันสมองยังไง เรายังสงสัยอยู่ ว่าทำไมต้องไปสนใจขุดคุ้ย ตามล้างตามเช็ดกันขนาดนั้น ก็รู้แล้วว่า she โกหก ก็ควรจะเลิกทำให้หล่อนเป็นข่าว ให้ไม่ต้องกลับเข้ามาในวงการ เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนอีก – หมายถึงเรื่องโกหก หน้าด้าน ๆ เหมือนอินโนเซนต์แบบตอนเข้าฉากละครน่ะ นักข่าวก็ยังจะยุ่งเรื่องหล่อนอีกข่าวมาวันต่อวัน มาถึงตอนนี้ก็ยังไม่เลิก สุดท้ายแล้วถ้าหล่อนกลับมาก็คงจะมีนิตยสารไปคว้าหล่อนและลูกมาขึ้นปกให้ค่าตัวแพงระยับ ให้หล่อนได้เชิดหน้าชูตาในสังคมต่อไปอีก ทั้ง ๆ ที่ สื่อมวลชนน่าจะคิดกันว่า ควรจะให้หล่อนได้มีพื้นที่ยืนอยู่ในวงการนี้อีกหรือไม่ คิดอย่างเดียวว่าหนังสือขายได้แน่ถ้าหล่อนขึ้นปก ถ้าได้หล่อนมาเล่นละครด้วยเรื่องแรกหลังจากมีลูก และหลังจากนั้นเราอาจจะได้เห็นหล่อนกับลูกเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาสินค้า เหอะๆ

เราใจร้ายไปหรือเปล่า เด็กไปไม่เกี่ยวอะไรด้วย เด็กไม่รู้เรื่อง เรื่องแล้วไปแล้ว ไม่รู้เหมือนกันก็หล่อนดันเป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแบบอย่างที่เด็กๆ เฝ้ามองการกระทำ แล้วดันทำตัวไม่ดี ให้เด็กมันเอาไปอ้างข้างๆ คู ๆ ว่าแก่ขนาดนั้นยังคุมกำเนิดไม่ได้ ท้องเจ็ดเดือนแล้วยังไม่รู้ว่าตัวเองท้อง แล้วเด็กอย่างหนูเกิดท้องขึ้นมาจะมาด่าทำไม

เห็นข่าวเรื่องนักร้องคู่รักข้ามค่ายเตียงหัก ที่นักข่าวขับรถวนตามทั้งฝ่ายชาย ฝ่ายหญิง จนเธอต้องหลบเข้าไปวนรถอยู่ในหมู่บ้านของเพื่อน และสุดท้ายไม่กล้าขับรถออกไปไหนเพราะกลัวนักข่าวตาม นี่เชื่อเค้าเลย ไม่รู้จะพยายามทำข่าวแบบนี้ให้มันได้อะไร รุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนอื่น มากถึงมากที่สุด

เป็นนักข่าวนี่ก็คงลำบากใจเหมือนกัน ว่าจะนั่งทำข่าวเจาะ ข่าวอาชญากรรม ข่าวเศรษฐกิจที่มันยากๆ ดีหรือว่าจะไปเป็นนักข่าวสายบันเทิง สบายสมองดี

ในแวดวงสื่อสารมวลชนจะมีซักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ทำงานแบบที่คุณประสงค์ทำ
ทำให้คนอ่านเห็นว่า คนเขียนข่าว เป็นกลาง ไม่ได้อยู่ข้างใดข้างหนึ่ง เมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากลก็รีบท้วงติง ตะโกนบอกให้สังคมรับรู้ และร่วมกันตรวจสอบข้อเท็จจริง งานข่าวที่แข็งแรงในเนื้อหา ส่งผลต่อสังคมมากนักต่อนัก ถ้าสื่อมวลชนไม่ทำหน้าที่เสนอข่าวสารตามที่ควรจะเป็นให้สังคมรับรู้ แล้วยุคที่ทุนครอบงำสื่อ เราจะได้รู้ความจริงที่ควรรู้กันซักกี่เปอร์เซ็นต์

…..

นั่งดูคนค้นคน- ขอโทษทีเราหา ตัวอักษรแบบที่ชื่อรายการเขียนไม่เจอบนแป้นพิมพ์
ตอนอำลาวิทยุ BBC ภาคภาษาไทย
ดูไปก็น้ำตาซึม ขนาดเราไม่ได้ฟังต่อเนื่อง แว้บไปแว้บมาบ้าง นั่งดูรายการนี้แล้วยังอดใจหายไม่ได้ ได้ข่าวมาพักใหญ่แต่ก็จำไม่ได้แม่นยำว่ารายการวันสุดท้ายวันที่เท่าไหร่

13 มกราคม 2006 คือวันสุดท้ายที่ออกอากาศจากลอนดอนส่งตรงถึงประเทศไทย สื่อที่ทำหน้าที่ของสื่ออย่างเต็มภาคภูมิ เปิดพรมแดนความรู้ให้คนฟัง ส่งข้อเท็จจริงของเนื้อหาข่าวสู่ผู้ฟัง สร้างวัฒนธรรมการฟังวิทยุ BBC จากรุ่นสู่รุ่น ถ้า BBC ไม่ใช่ของจริง คงไม่สามารถผูกใจคนฟังให้บอกต่อแนะนำจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ สู่รุ่นลูกได้

อำลาอาลัย วิทยุBBC ภาคภาษาไทย ที่มีอายุยืนยาวกว่า 64 ปี
(ออกอากาศตั้งแต่ปี 1941 – 2006)

คำถามทิ้งท้ายจากทีมงาน BBC ที่กรุงลอนดอน
‘สื่อมวลชนไทย จะวางตัวอย่างไรเพื่อให้เป็นสื่อมวลชนเพื่อสาธารณะอย่างที่ BBC เคยเป็น ท่ามกลางสถานการณ์ปัจจุบัน’

กุมภาพันธ์ 13, 2006

CE # 2 และเรื่องราวไร้สาระ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:38 am

วันนี้ฝนตก ตั้งแต่ตอนบ่าย กลับบ้านไม่ได้ ก็เลยเดินเข้าไป MK นั่งกินสุกี้ทะเลเป็นอาหารมื้อค่ำ
(หลังจากที่ขาดหายการกิน MK ไปหลายเดือน ยั่งร่ำร้องกับลุงกับกู๋เมื่อคราวไปกินติ่มซำล่าสุดว่ามื้อหน้าขอเป็นMK แต่เราก็ชิงมากินคนเดียวซะก่อน 555)
ระหว่างรอสุกี้ก็โทรหาที่บ้านว่าคงไม่ได้กลับบ้านนอกวันนี้เพราะฝนตก
บ้านนอกก็ก็ฝนตก ไฟดับอีกต่างหาก ป๊าบอกว่าวันนี้ที่วัดมีงาน งานวัดประจำปี ลมแรงมากไม่รู้ว่าสายไฟที่ไหนล้มหรือเปล่าไฟดับเป็นชั่วโมงแล้ว สงสารแม่ค้า

งานวัด ไม่ได้ไปงานวัดมากี่ปีแล้วนี่ ปกติจะจัดช่วงนี้แหละวันมาฆะบูชาวันสุดท้าย แล้วแต่ว่าปีไหนจะมีกี่วัน 3/5/7 วัน ล่าสุดที่ไปก็ไปไหว้พระ สอยดาว ไปสวัสดีคุณครูประถม
ตอนเด็กๆ เคยโดนเกณฑ์ไปเป็นนางรำ เป็นหางเครื่อง กิจกรรมอันสนุกสนานของคุณครูและนักเรียน เราต้องไปซ้อมทุกเย็นและวันเสาร์ช่วงเช้า ถ้าใกล้งานเราก็ต้องซ้อมวันอาทิตย์ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปได้ยังไง คิดแล้วก็ขำดี

งานวัดมีปิดทองพระ สอยดาว โยนห่วง ยิงปืน ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน โรตีสายไหม หอยทอด ผัดไทย ข้าวโพดคั่ว หนังกลางแปลง ลิเก ลำตัด

ถ้าไปเดิน ก็มักจะได้เจอเพื่อนเก่า หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่ได้เจอมานาน เดิน ๆ มาเจอโดยบังเอิญ หลายคนที่ไม่ค่อยได้กลับบ้านนอก หรือกลับบ้านนอกก็อยู่แต่บ้านตัวเอง งานนี้ก็มักจะมากับพ่อแม่ เราก็จะได้เจอกัน พูดคุยเรื่องว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหน

ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเราแทบจะนับวันรอคอยงานวัดว่าอีกกี่วันจะถึงวันงาน ช่วยครูนั่งทำเบอร์สอยดาว เตรียมการแสดง เก็บเงินเพื่อรอวันที่จะได้นั่งชิงช้าสวรรค์กับเพื่อน มาถึงตอนนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปีนี้มีงานกี่วัน ถ้าป๊าไม่พูดว่าสงสารแม่ค้าที่งานวัด เราก็คงไม่รู้ว่าวันนี้มีงาน เราห่างเหินจากชุมชนตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ
….

CE : Consumer Empowerment ภาค 2

หลังจากจ่ายเงินค่าสุกี้ทะเลหนึ่งชามราคา 75 บาท ชาร้อนฟรี (ไม่เคยรู้เลยว่าฟรี)
ก็ได้ใบเสร็จที่เหมือนทุกครั้ง
อย่างที่เราคงจะคุ้นเคยกันดี หลายปีมาแล้วที่ MK จะสรุปคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่สั่งต่อ 1 ท่านมาให้
ถ้ามาทานกันเป็นแก๊งค์ เค้าก็จะหารมาให้เรียบร้อย ว่าทั้งหมดที่เราหม่ำลงท้องไปเมื่อกี้เฉลี่ยเราได้รับสารอาหารอะไรคนละเท่าไหร่(สมมุติให้ทุกคนกินอาหารเฉลี่ยเท่ากัน)
มื้อนี้เราได้ พลังงาน 374 กิโลแคลอรี
โปรตี 30.50 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 36.50 กรัม
ไขมัน 8.90 กรัม
ใยอาหาร 3.90 กรัม
โซเดียม 1.66 กรัม
แคลเซียม 410.00 มิลิกรัม
เหล็ก 6.50 มิลลิกรัม
อ่านเสร็จก็นึกถึง CE
เราเคยคุยกันเรื่องนี้ ว่าเรารู้ว่าว่าอาหารมื้อนี้เราได้สารอาหารอะไรเท่าไหร่ แล้วยังไง
MK พิมพ์สิ่งเหล่านี้ให้เราทุกครั้งที่เราทานเสร็จ แล้วจะมีประโยชน์อะไร
ก็คงมีประโยชน์แหละ สำหรับนักโภชนาการที่จำได้ว่าวันนึงเราควรได้สารอาหารอะไรเท่าไหร่
แต่คนทั่วไปอย่างเราๆ ล่ะ จะเอาใบที่ MK ให้มาไปทำอะไรได้
สิ่งที่ MK ทำเป็นสิ่งที่ดีและถือเป็นผู้บุกเบิกการรายงานปริมาณสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับรู้
ร้านอาหารอื่นๆ น่าจะดำเนินรอยตาม (ไม่รู้เหมือนกันว่ามีที่ไหนทำบ้างหรือเปล่า)
แต่จะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้า MK จะกรุณาเพิ่มช่องด้านข้าง เขียนปริมาณสารอาหารเหล่านั้นว่าในแต่ละวันเราควรบริโภคเท่าไหร่ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้รู้ว่าวันนี้เราได้รับสารอาหารประเภทต่าง ๆ จากก MK ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ และเราควรจะบริโภคอาหารมื้อต่อๆ ไปของวันเป็นอาหารแบบไหน ถึงคาดว่าจะได้สารอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับใน 1 วัน (และร้านอาหารอื่นๆ ก็น่าจะทำแบบนี้)

เราเคยคุยกัน(ไม่ซิ่ เขียนเสนอแนะไว้ในงานวิจัยด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด) ว่านอกจากร้านอาหารจะทำแล้ว สินค้าสำหรับบริโภคโดยทั่วไปก็ควรจะทำด้วย

ถ้าท่านมีขนมหรือของกินอยู่ใกล้ตัว ลองหยิบขึ้นมาดูฉลากจะพบว่าไม่ค่อยมีสินค้าใดที่ระบุปริมาณสารอาหารที่เราควรจะได้รับในแต่ละวัน (อาจจะมีแต่สินค้ารอบตัวที่เราบริโภคดันไม่มีอ่ะ ถ้ามีก็ดูเข้าใจยากชะมัด)
ฉลากสินค้าโดยทั่วไปมักจะระบุ ส่วนประกอบของอาหาร เช่น น้ำตาล แป้ง เกลือ กี่เปอร์เซ็นต์ ของสินค้านั้นๆ
และปริมาณสารอาหาร(คุณค่าทางโภชนาการ)ที่เราจะได้รับ เช่น โซเดียม แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต จากการบริโภคสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด (หมดกล่อง )

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเรามักจะบริโภคไม่หมดในครั้งเดียว เราต้องเอาปริมาณสารอาหารที่ระบุไว้ข้างกล่องมาหารจำนวนครั้งที่เราบริโภคอาหารนั้นๆ จึงจะได้ปริมาณสารอาหารจริงที่เราได้รับแต่ละครั้ง สมมุติว่าเราบริโภคสินค้านั้นวันละครั้ง จึงจะเอาปริมาณสารอาหรที่หารแล้วไปเทียบกับปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันได้-ยุ่งยากไหม๊ แถมจะมีใครมานั่งคำนวณนั่งหารแล้วมานั่งเทียบล่ะ ถ้าอย่างนั้นเขียนปริมาณสารอาหารรวมทำไม ในเมื่อมันเอาไปใช้ประโยชน์ได้ยาก น่าจะทำให้เข้าใจง่ายกว่านี้ หรือมีแค่เพื่อที่จะให้ถูกต้องตามกฎหมายระบุว่าสินค้าบริโภคต้องระบุรายละเอียดเหล่านี้

ผู้บริโภคทุกคนควรได้รับข้อมูลเรื่องเหล่านี้และตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุขภาพตัวเอง
ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ควบคุมน้ำหนัก คุมอาหาร หรือแพ้ส่วนประกอบบางชนิดที่มักจะละเอียดละออกับเรื่องเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงเราทุก ๆ คนควรจะใส่ใจกับสุขภาวะของตัวเองและทำให้เป็นนิสัย

สารภาพตามตรง วันนี้ซื้อคุกกี้ สิ่งแรกที่เราดูก็คือ ส่วนประกอบ ว่าทำจากอะไรบ้าง จริงๆ แล้วก็คือดูรสชาติน่ะแหละ เปรียบเทียบกับหลายๆ แบบ สรุปว่าเราเลือกคุกกี้ Dark Chocolate เพราะคนขายบอกว่าอันนี้หวานน้อยกว่า อีกรสที่เป็น White Chockolate จากนั้นก็มองหาวันหมดอายุ พลิกดูฉลากนิดหน่อยว่าทำจากที่ไหน ในไทยหรือนำเข้า เหลือบไปเห็นตราอย. แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เสร็จแล้วค่อยดูราคาว่าโอเคป่าว ว่าแล้วก็ไปจ่ายเงิน เราไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่า คุณค่าทางโภชนาการที่เราจะได้รับเป็นยังไง ได้อะไรเท่าไหร่ ไม่ได้ใส่ใจเลย สนใจหลัก ๆ คือจะอร่อยหรือเปล่าแค่นั้นจริงๆ รู้สึกอยากไว้อาลัยให้ตัวเองยังไงไม่รู้

เราเคยคุยกันว่าตราสัญลักษณ์ต่างๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามโฆษณาให้ประชาชนรู้จัก เลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากต่างๆ และรณรงค์ปรับมาตรฐานสินค้าต่างๆ ของผู้ขายให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน แค่ไหนถึงจะพอ สินค้านึงมีฉลากกี่ประเภทจึงจะเพียงพอต่อการให้ผู้บริโภคตระหนักรู้ว่าสินค้านี้เหมาะกับสุขภาวะของเค้าเอง ความรู้อย่างน้อยที่สุดแค่ไหนที่จะเพียงพอต่อการนำไปประยุกต์ใช้ต่อตนเอง แค่ดู วันเดือนปีผลิตพอหรือไม่ ดูอย.พอหรือไม่ ดูส่วนประกอบพอหรือไม่ ดูสารอาหารที่ได้รับพอหรือไม่ ดูตรา HACCP พอหรือไม่ ดูตรา GMP พอหรือไม่ ดูFood Safety พอหรือไม่ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผู้บริโภคถูกยัดเยียดให้รับรู้มากมายเหลือเกิน รับรู้ว่าคือฉลากมาตรฐานสินค้า แต่ไม่รู้ลึกซึ้งว่ามีความหมายยังไง การได้สัญลักษณ์นี้หมายความว่ายังไง

สุดท้ายถ้าผู้บริโภครับรู้แค่ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสัญลักษณ์ โดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญถึงระดับที่จะนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อ ก็เหมือนกับการที่สินค้าต่างๆ ดิ้นรนปรับมาตรฐานตัวเองให้ได้สัญลักษณ์นั้นๆ มาเสียแรงเปล่า เพราะสุดท้าย ผู้บริโภคใช้เหตุผลอื่นๆ ในการเลือกซื้อสินค้าเป็นอันดับต้นๆ โดยที่มองสัญลักษณ์เป็นปัจจัยอันดับท้ายๆ หรือไม่มีผล เพราะไม่รู้ถึงคุณค่าของตราสัญลักษณ์

สิ่งที่ตามมาคืออะไร ถ้าผู้บริโภคตัดสินใจจากปัจจัยอื่นเป็นหลัก เช่น ราคา สินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า (ไม่ต้องปรับระบบมาตรฐานโรงงานหรือกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ตราสัญลักษณ์) งานนี้นอกจากภาครัฐผู้กำหนดมาตรฐานสัญลักษณ์ที่จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประชาสัมพันธ์เรื่องตรามตรฐานต่างๆ ภาคเอกชนที่ได้รับตรามาตรฐานเหล่านี้ก็ควรจะมีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจต่อผู้บริโภคถึงคุณค่าสัญลักษณ์ที่ตัวเองได้มา

โดยส่วนตัวคิดว่าผู้จำหน่ายจะเป็นตัวกรองสินค้าที่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภคอีกครั้ง
ถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานก็ไม่นำมาจำหน่าย อย่างคุกกี้ที่ซื้อก็ซื้อที่ Market Place ของเซ็นทรัล เรารู้สึกว่าน่าจะโอเคไม่งั้นเซ็นทรัลคงไม่วางจำหน่าย (ไม่รู้มั่นใจไปป่าว)

เมื่อวันศุกร์ มหาลัยจัดงานเลี้ยงฉลองที่มหาวิทยาลัยได้รับตรามาตรฐาน Q-Mark
ให้ตายเถอะ สารภาพด้วยความสัตย์จริง มาถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่สัญลักษณ์นี้หมายความว่ายังไง
กระบวนการกว่าจะได้มาเป็นยังไง แถมงานนี้เราก็ดันไม่กระตือรือร้นที่จะรับรู้อีกต่างหากว่ามันยกระดับให้มหาลัยเราเป็นยังไงเหรอ
ได้สัญลักษณ์นี้มาแล้วคุณภาพบัณฑิตเราจะดีขึ้นทันตาอย่างนั้นเหรอ อะไรๆ มันจะดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ หรือว่าเราเองที่โง่เง่าเต่าล้านปีไม่รู้เรื่องพวกนี้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน

เราเห็นมหาลัยอื่นเค้าได้ ISO อะไรกันมาพักใหญ่ ลงโฆษณาซะตัวโต
ก็ได้แต่นึกในใจว่านอกจากโรงงานต่างๆ ที่ผลิตสินค้าต้องเข้าสู่ระบบ ISO แล้ว
โรงงานผลิตบัณฑิตอย่างเราก็ต้องเข้าระบบ ISO กับเค้าด้วยเหรอ
ใครเป็นคนคิดเนี่ย สมองใสซะจริง ลุงแซมเจ้าของมาตรฐานสารพัดอย่างก็รวยเอารวยเอา
….

หลังจากได้มาตรฐานต่างๆ มากแล้ว แต่ละองค์กร แต่ละสินค้ายังคงรักษามาตรฐานตามที่เคยถูกตรวจสอบก่อนได้ตราสัญลักษณ์ได้หรือไม่เป็นเรื่องน่าคิด กำลังคนที่ตรวจสอบมาตรฐานเพื่อให้แก่องค์กร สินค้าใหม่ๆ ก็ไม่เพียงพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กองกำลังที่จะตามไปตรวจเช็คมาตรฐานที่ได้มอบให้ไปเลย แค่สุ่มตรวจบ้างก็คงเป็นภาระหนักหน่วง แล้วผู้บริโภคอย่างเราจะเชื่อมั่นได้ไงว่า สินค้าที่เราเลือกบริโภคยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานที่เค้าได้รับมา

หรือว่าเราฟุ้งซ่าน คิดมากไปเอง…

….

วันเสาร์ที่ผ่านมานั่งทำงานอยู่หน้าคอม แต่พอเปิดไปที่ www.manager.co.th ได้ยินเสียงสนธิขึ้นไปพูดปลุกระดมคนบนเวทีเท่านั้นแหละ ขนลุกเกรียวเลยอ่ะ นั่งอึ้งอยู่พักนึง จนต้องหยุดทำงาน สมาธิไม่ได้แล้ว ยิ่งพอเข้าไปที่ www.pantip.com มีคนมาโพสต์เวบที่เข้าไปดูบรรยากาศสดได้ที่ http://artamart.freeweb-hosting.com/ เห็นภาพภ่ายทอดสดจากลานพระบรมรูปทรงม้า ยิ่งทำให้เข้าใจเลยว่าอาการ in ของคนที่ได้ไปนั่งอยู่ที่นั่นจะเป็นยังไง ขนาดเราดูอยู่จากคอมยังรู้สึกว่าเป็นพลังประชาชนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เราเป็นพี่เหลี่ยม เราคงหนาวๆ ร้อนๆ หาทางหนีทีไล่ลงจากตำแหน่งแบบให้ดูแย่น้อยที่สุด ว่ากันว่าช่วงค่ำมีคนฟังสดจากเวบผู้จัดการ กว่า 400,000 คน ไม่นับเวบอื่นอีก ช่วงดึกประมาณ ห้าทุ่ม เน็ตเราช้าลงมากจนไม่สามารถฟังได้อีก คงเป็นเพราะหลายคนเริ่มเข้ามาฟังมากขึ้น

ได้ฟังตอน น.ส.กรวรรณ ชัยบุตร เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ขึ้นพูด เออ มั่นดีอ่ะ สามารถใช่เล่น ขึ้นพูดปลุกระดมบนเวทีท่ามกลางคนนับหมื่นได้ ตอนนี้ยังมีนิสิตนักศึกษาที่สนใจการเมืองอยู่ ใครๆ ก็มักจะพุดว่าพลังนักศึกษาไมมีแล้ว ไม่เหมือนยุค 14 ตุลา มาตอนนี้ได้เห็นว่านิสิตนักศึกษามีการรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวเรื่องนี้กันบ้างแล้วทั้งที่ธรรมศาสตร์และรามคำแหง ถ้าไม่ติดว่าเป็นฤดูกาลสอบปลายภาค น่าจะมีแรงพลังจากเด็กๆ มากกว่านี้ จังหวะพอดีกับสอบไล่ ที่สำนักเรานี่อ่านหนังสือ ติวหนังสือกัน จนไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเด็กซักกี่คนที่ตามข่าว

‘จิตสำนึกสาธารณะ’ของปัจเจคชนมันไม่ค่อยมีให้เห็นซักเท่าไหร่แล้ว

พูดเรื่องนี้ออกมาคนอื่นเค้าก็หาว่าหัวรุนแรง มองโลกแง่ร้าย คิดมากเกินไป เครียดไปหรือเปล่า ไม่รู้ดิ่ การคิดอะไรที่พ้นไปจากตัวเองเป็นการคิดมากเกินไป แล้วคุณค่าของการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์มันจะใช้มาตรไหนมาวัดล่ะ

เราไม่ได้ตัดสินใจว่าจะนับถือใครตรงทีเค้ามีอะไร

แต่เรานับถือคนคนนั้นจากสิ่งเค้ากระทำต่อผู้อื่น ต่อสังคม สิ่งที่เค้าสร้างสรรไว้ให้กับรุ่นต่อๆ ไป

เราบ้าไปคนเดียวหรือเปล่า

…..

มีกระแสเรียกร้องจากบ้านนอกให้หาโหลดคลิปหรือบันทึกเสียงของคนที่ขึ้นปราศัยให้หน่อย ซื้อก็เอา เพราะทีวีธรรมดาไม่มีให้ดู อยากฟังบรรยากาศ ว่าพูดว่าอะไรกันบ้าง มีข้อมูลใหม่ ๆอะไรหรือเปล่า อยากเอาไปก๊อปแจกให้ชาวบ้านได้รู้กันทั่ว ว่าความจริงคนที่ไปลานพระบรมรูปเป็นหลักหมื่น ไม่ใช่หลักพันอย่างที่เป็นข่าว

วันที่ 26 นี้จะเป็นยังไงมั่งก็ไม่รู้ นัดชุมนุมกันอีกรอบ ว่ากันว่าถ้าพี่เหลี่ยมไม่ออก ก็ไม่เลิกชุมนุม


สองอาทิตย์นี้เหนื่อย ยุ่ง ชุลมุน จนแบตหมด ต้องงัดเอาแบตสำรองมาใช้
ลุงโทรมาปลุกสองสามวันแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังอยู่บนที่นอน หมดแรง ป่วย ปวดหัว ปวดท้อง เจ็บตา
อยากให้วันนึงมีเวลาเพิ่มอีก 48 ชั่วโมง

ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะดัดผมดีหรือเปล่า
ผลโหวตฝั่งอาจารย์ทุกท่านบอกว่าชอบผมตรง ผมหยิกหวานไป ตัวจริงออกจะซ่า กระโดกกระเดก
ผลโหวตฝั่งนักศึกษาทุกคนบอกว่าชอบผมหยิก ดูผู้หญิงดี ชอบให้หวาน ๆ วัยรุ่นออก
คิดไม่ตก ผมตรงไปก่อน วันไหนอยากหวานก็ไปม้วนละกัน เป็นผู้หญิงนี่ยุ่งจริงๆ

เพื่อนสาวกลับมาอยู่เมืองไทยเป็นการถาวรหลังจากไปเรียนรู้โลกกว้างที่เกาะจนคว้าใบปริญญากลับมาฝากที่บ้านได้สมใจ
ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกับเพื่อนที่ไปเจอกันที่เกาะ ได้แต่หวังว่าเพื่อนๆ คงจจะได้ไปงานแต่งงานหล่อนในเร็ววัน จะชักช้าอยู่ใย นับวันอายุอานามก็เพิ่มขึ้น รีบเก็บเงินไปขอสู่ขอพี่เค้ามาเป็นเจ้าบ่าวเถอะเพื่อน 555


สองอาทิตย์นี้ฟัง
Body Slam – Body Slam
Believe – Body Slam
โปรดตัดสินใจ – Boyd
กลิ่น – ทีโบน

หมายเหตุ เขียนไว้ตั้งแต่วันอาทิตย์แต่โพสต์ไม่สำเร็จ

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.