Epsilon’ s blog

กุมภาพันธ์ 13, 2006

CE # 2 และเรื่องราวไร้สาระ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:38 am

วันนี้ฝนตก ตั้งแต่ตอนบ่าย กลับบ้านไม่ได้ ก็เลยเดินเข้าไป MK นั่งกินสุกี้ทะเลเป็นอาหารมื้อค่ำ
(หลังจากที่ขาดหายการกิน MK ไปหลายเดือน ยั่งร่ำร้องกับลุงกับกู๋เมื่อคราวไปกินติ่มซำล่าสุดว่ามื้อหน้าขอเป็นMK แต่เราก็ชิงมากินคนเดียวซะก่อน 555)
ระหว่างรอสุกี้ก็โทรหาที่บ้านว่าคงไม่ได้กลับบ้านนอกวันนี้เพราะฝนตก
บ้านนอกก็ก็ฝนตก ไฟดับอีกต่างหาก ป๊าบอกว่าวันนี้ที่วัดมีงาน งานวัดประจำปี ลมแรงมากไม่รู้ว่าสายไฟที่ไหนล้มหรือเปล่าไฟดับเป็นชั่วโมงแล้ว สงสารแม่ค้า

งานวัด ไม่ได้ไปงานวัดมากี่ปีแล้วนี่ ปกติจะจัดช่วงนี้แหละวันมาฆะบูชาวันสุดท้าย แล้วแต่ว่าปีไหนจะมีกี่วัน 3/5/7 วัน ล่าสุดที่ไปก็ไปไหว้พระ สอยดาว ไปสวัสดีคุณครูประถม
ตอนเด็กๆ เคยโดนเกณฑ์ไปเป็นนางรำ เป็นหางเครื่อง กิจกรรมอันสนุกสนานของคุณครูและนักเรียน เราต้องไปซ้อมทุกเย็นและวันเสาร์ช่วงเช้า ถ้าใกล้งานเราก็ต้องซ้อมวันอาทิตย์ด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไปได้ยังไง คิดแล้วก็ขำดี

งานวัดมีปิดทองพระ สอยดาว โยนห่วง ยิงปืน ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน โรตีสายไหม หอยทอด ผัดไทย ข้าวโพดคั่ว หนังกลางแปลง ลิเก ลำตัด

ถ้าไปเดิน ก็มักจะได้เจอเพื่อนเก่า หรือรุ่นพี่รุ่นน้องที่ไม่ได้เจอมานาน เดิน ๆ มาเจอโดยบังเอิญ หลายคนที่ไม่ค่อยได้กลับบ้านนอก หรือกลับบ้านนอกก็อยู่แต่บ้านตัวเอง งานนี้ก็มักจะมากับพ่อแม่ เราก็จะได้เจอกัน พูดคุยเรื่องว่าตอนนี้ทำอะไรอยู่ที่ไหน

ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนตอนเป็นเด็กเราแทบจะนับวันรอคอยงานวัดว่าอีกกี่วันจะถึงวันงาน ช่วยครูนั่งทำเบอร์สอยดาว เตรียมการแสดง เก็บเงินเพื่อรอวันที่จะได้นั่งชิงช้าสวรรค์กับเพื่อน มาถึงตอนนี้เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าปีนี้มีงานกี่วัน ถ้าป๊าไม่พูดว่าสงสารแม่ค้าที่งานวัด เราก็คงไม่รู้ว่าวันนี้มีงาน เราห่างเหินจากชุมชนตัวเองขนาดนี้เลยเหรอ
….

CE : Consumer Empowerment ภาค 2

หลังจากจ่ายเงินค่าสุกี้ทะเลหนึ่งชามราคา 75 บาท ชาร้อนฟรี (ไม่เคยรู้เลยว่าฟรี)
ก็ได้ใบเสร็จที่เหมือนทุกครั้ง
อย่างที่เราคงจะคุ้นเคยกันดี หลายปีมาแล้วที่ MK จะสรุปคุณค่าทางโภชนาการของอาหารที่สั่งต่อ 1 ท่านมาให้
ถ้ามาทานกันเป็นแก๊งค์ เค้าก็จะหารมาให้เรียบร้อย ว่าทั้งหมดที่เราหม่ำลงท้องไปเมื่อกี้เฉลี่ยเราได้รับสารอาหารอะไรคนละเท่าไหร่(สมมุติให้ทุกคนกินอาหารเฉลี่ยเท่ากัน)
มื้อนี้เราได้ พลังงาน 374 กิโลแคลอรี
โปรตี 30.50 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 36.50 กรัม
ไขมัน 8.90 กรัม
ใยอาหาร 3.90 กรัม
โซเดียม 1.66 กรัม
แคลเซียม 410.00 มิลิกรัม
เหล็ก 6.50 มิลลิกรัม
อ่านเสร็จก็นึกถึง CE
เราเคยคุยกันเรื่องนี้ ว่าเรารู้ว่าว่าอาหารมื้อนี้เราได้สารอาหารอะไรเท่าไหร่ แล้วยังไง
MK พิมพ์สิ่งเหล่านี้ให้เราทุกครั้งที่เราทานเสร็จ แล้วจะมีประโยชน์อะไร
ก็คงมีประโยชน์แหละ สำหรับนักโภชนาการที่จำได้ว่าวันนึงเราควรได้สารอาหารอะไรเท่าไหร่
แต่คนทั่วไปอย่างเราๆ ล่ะ จะเอาใบที่ MK ให้มาไปทำอะไรได้
สิ่งที่ MK ทำเป็นสิ่งที่ดีและถือเป็นผู้บุกเบิกการรายงานปริมาณสารอาหารที่ผู้บริโภคได้รับรู้
ร้านอาหารอื่นๆ น่าจะดำเนินรอยตาม (ไม่รู้เหมือนกันว่ามีที่ไหนทำบ้างหรือเปล่า)
แต่จะมีประโยชน์มากขึ้น ถ้า MK จะกรุณาเพิ่มช่องด้านข้าง เขียนปริมาณสารอาหารเหล่านั้นว่าในแต่ละวันเราควรบริโภคเท่าไหร่ เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้รู้ว่าวันนี้เราได้รับสารอาหารประเภทต่าง ๆ จากก MK ไปแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ และเราควรจะบริโภคอาหารมื้อต่อๆ ไปของวันเป็นอาหารแบบไหน ถึงคาดว่าจะได้สารอาหารชนิดต่างๆ ในปริมาณที่ร่างกายควรจะได้รับใน 1 วัน (และร้านอาหารอื่นๆ ก็น่าจะทำแบบนี้)

เราเคยคุยกัน(ไม่ซิ่ เขียนเสนอแนะไว้ในงานวิจัยด้วยนะ ถ้าจำไม่ผิด) ว่านอกจากร้านอาหารจะทำแล้ว สินค้าสำหรับบริโภคโดยทั่วไปก็ควรจะทำด้วย

ถ้าท่านมีขนมหรือของกินอยู่ใกล้ตัว ลองหยิบขึ้นมาดูฉลากจะพบว่าไม่ค่อยมีสินค้าใดที่ระบุปริมาณสารอาหารที่เราควรจะได้รับในแต่ละวัน (อาจจะมีแต่สินค้ารอบตัวที่เราบริโภคดันไม่มีอ่ะ ถ้ามีก็ดูเข้าใจยากชะมัด)
ฉลากสินค้าโดยทั่วไปมักจะระบุ ส่วนประกอบของอาหาร เช่น น้ำตาล แป้ง เกลือ กี่เปอร์เซ็นต์ ของสินค้านั้นๆ
และปริมาณสารอาหาร(คุณค่าทางโภชนาการ)ที่เราจะได้รับ เช่น โซเดียม แคลเซียม คาร์โบไฮเดรต จากการบริโภคสินค้าชนิดนั้นทั้งหมด (หมดกล่อง )

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเรามักจะบริโภคไม่หมดในครั้งเดียว เราต้องเอาปริมาณสารอาหารที่ระบุไว้ข้างกล่องมาหารจำนวนครั้งที่เราบริโภคอาหารนั้นๆ จึงจะได้ปริมาณสารอาหารจริงที่เราได้รับแต่ละครั้ง สมมุติว่าเราบริโภคสินค้านั้นวันละครั้ง จึงจะเอาปริมาณสารอาหรที่หารแล้วไปเทียบกับปริมาณสารอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันได้-ยุ่งยากไหม๊ แถมจะมีใครมานั่งคำนวณนั่งหารแล้วมานั่งเทียบล่ะ ถ้าอย่างนั้นเขียนปริมาณสารอาหารรวมทำไม ในเมื่อมันเอาไปใช้ประโยชน์ได้ยาก น่าจะทำให้เข้าใจง่ายกว่านี้ หรือมีแค่เพื่อที่จะให้ถูกต้องตามกฎหมายระบุว่าสินค้าบริโภคต้องระบุรายละเอียดเหล่านี้

ผู้บริโภคทุกคนควรได้รับข้อมูลเรื่องเหล่านี้และตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสุขภาพตัวเอง
ที่ผ่านมาส่วนใหญ่มักเป็นคนที่ควบคุมน้ำหนัก คุมอาหาร หรือแพ้ส่วนประกอบบางชนิดที่มักจะละเอียดละออกับเรื่องเหล่านี้ แต่ในความเป็นจริงเราทุก ๆ คนควรจะใส่ใจกับสุขภาวะของตัวเองและทำให้เป็นนิสัย

สารภาพตามตรง วันนี้ซื้อคุกกี้ สิ่งแรกที่เราดูก็คือ ส่วนประกอบ ว่าทำจากอะไรบ้าง จริงๆ แล้วก็คือดูรสชาติน่ะแหละ เปรียบเทียบกับหลายๆ แบบ สรุปว่าเราเลือกคุกกี้ Dark Chocolate เพราะคนขายบอกว่าอันนี้หวานน้อยกว่า อีกรสที่เป็น White Chockolate จากนั้นก็มองหาวันหมดอายุ พลิกดูฉลากนิดหน่อยว่าทำจากที่ไหน ในไทยหรือนำเข้า เหลือบไปเห็นตราอย. แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก เสร็จแล้วค่อยดูราคาว่าโอเคป่าว ว่าแล้วก็ไปจ่ายเงิน เราไม่ได้ดูเลยด้วยซ้ำว่า คุณค่าทางโภชนาการที่เราจะได้รับเป็นยังไง ได้อะไรเท่าไหร่ ไม่ได้ใส่ใจเลย สนใจหลัก ๆ คือจะอร่อยหรือเปล่าแค่นั้นจริงๆ รู้สึกอยากไว้อาลัยให้ตัวเองยังไงไม่รู้

เราเคยคุยกันว่าตราสัญลักษณ์ต่างๆ ที่กระทรวงสาธารณสุขพยายามโฆษณาให้ประชาชนรู้จัก เลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากต่างๆ และรณรงค์ปรับมาตรฐานสินค้าต่างๆ ของผู้ขายให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน แค่ไหนถึงจะพอ สินค้านึงมีฉลากกี่ประเภทจึงจะเพียงพอต่อการให้ผู้บริโภคตระหนักรู้ว่าสินค้านี้เหมาะกับสุขภาวะของเค้าเอง ความรู้อย่างน้อยที่สุดแค่ไหนที่จะเพียงพอต่อการนำไปประยุกต์ใช้ต่อตนเอง แค่ดู วันเดือนปีผลิตพอหรือไม่ ดูอย.พอหรือไม่ ดูส่วนประกอบพอหรือไม่ ดูสารอาหารที่ได้รับพอหรือไม่ ดูตรา HACCP พอหรือไม่ ดูตรา GMP พอหรือไม่ ดูFood Safety พอหรือไม่ สัญลักษณ์ต่างๆ ที่ผู้บริโภคถูกยัดเยียดให้รับรู้มากมายเหลือเกิน รับรู้ว่าคือฉลากมาตรฐานสินค้า แต่ไม่รู้ลึกซึ้งว่ามีความหมายยังไง การได้สัญลักษณ์นี้หมายความว่ายังไง

สุดท้ายถ้าผู้บริโภครับรู้แค่ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้คือสัญลักษณ์ โดยที่ไม่ได้ตระหนักถึงความสำคัญถึงระดับที่จะนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเลือกซื้อ ก็เหมือนกับการที่สินค้าต่างๆ ดิ้นรนปรับมาตรฐานตัวเองให้ได้สัญลักษณ์นั้นๆ มาเสียแรงเปล่า เพราะสุดท้าย ผู้บริโภคใช้เหตุผลอื่นๆ ในการเลือกซื้อสินค้าเป็นอันดับต้นๆ โดยที่มองสัญลักษณ์เป็นปัจจัยอันดับท้ายๆ หรือไม่มีผล เพราะไม่รู้ถึงคุณค่าของตราสัญลักษณ์

สิ่งที่ตามมาคืออะไร ถ้าผู้บริโภคตัดสินใจจากปัจจัยอื่นเป็นหลัก เช่น ราคา สินค้าปลอมหรือสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานจะเข้าสู่ระบบได้โดยง่าย เพราะต้นทุนในการผลิตต่ำกว่า (ไม่ต้องปรับระบบมาตรฐานโรงงานหรือกระบวนการผลิตเพื่อให้ได้ตราสัญลักษณ์) งานนี้นอกจากภาครัฐผู้กำหนดมาตรฐานสัญลักษณ์ที่จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงประชาสัมพันธ์เรื่องตรามตรฐานต่างๆ ภาคเอกชนที่ได้รับตรามาตรฐานเหล่านี้ก็ควรจะมีส่วนช่วยในการประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจต่อผู้บริโภคถึงคุณค่าสัญลักษณ์ที่ตัวเองได้มา

โดยส่วนตัวคิดว่าผู้จำหน่ายจะเป็นตัวกรองสินค้าที่ได้มาตรฐานหรือไม่ได้มาตรฐานก่อนถึงมือผู้บริโภคอีกครั้ง
ถ้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานก็ไม่นำมาจำหน่าย อย่างคุกกี้ที่ซื้อก็ซื้อที่ Market Place ของเซ็นทรัล เรารู้สึกว่าน่าจะโอเคไม่งั้นเซ็นทรัลคงไม่วางจำหน่าย (ไม่รู้มั่นใจไปป่าว)

เมื่อวันศุกร์ มหาลัยจัดงานเลี้ยงฉลองที่มหาวิทยาลัยได้รับตรามาตรฐาน Q-Mark
ให้ตายเถอะ สารภาพด้วยความสัตย์จริง มาถึงตอนนี้เราก็ยังไม่รู้เลยว่สัญลักษณ์นี้หมายความว่ายังไง
กระบวนการกว่าจะได้มาเป็นยังไง แถมงานนี้เราก็ดันไม่กระตือรือร้นที่จะรับรู้อีกต่างหากว่ามันยกระดับให้มหาลัยเราเป็นยังไงเหรอ
ได้สัญลักษณ์นี้มาแล้วคุณภาพบัณฑิตเราจะดีขึ้นทันตาอย่างนั้นเหรอ อะไรๆ มันจะดีขึ้นอย่างนั้นเหรอ หรือว่าเราเองที่โง่เง่าเต่าล้านปีไม่รู้เรื่องพวกนี้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน

เราเห็นมหาลัยอื่นเค้าได้ ISO อะไรกันมาพักใหญ่ ลงโฆษณาซะตัวโต
ก็ได้แต่นึกในใจว่านอกจากโรงงานต่างๆ ที่ผลิตสินค้าต้องเข้าสู่ระบบ ISO แล้ว
โรงงานผลิตบัณฑิตอย่างเราก็ต้องเข้าระบบ ISO กับเค้าด้วยเหรอ
ใครเป็นคนคิดเนี่ย สมองใสซะจริง ลุงแซมเจ้าของมาตรฐานสารพัดอย่างก็รวยเอารวยเอา
….

หลังจากได้มาตรฐานต่างๆ มากแล้ว แต่ละองค์กร แต่ละสินค้ายังคงรักษามาตรฐานตามที่เคยถูกตรวจสอบก่อนได้ตราสัญลักษณ์ได้หรือไม่เป็นเรื่องน่าคิด กำลังคนที่ตรวจสอบมาตรฐานเพื่อให้แก่องค์กร สินค้าใหม่ๆ ก็ไม่เพียงพอ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง กองกำลังที่จะตามไปตรวจเช็คมาตรฐานที่ได้มอบให้ไปเลย แค่สุ่มตรวจบ้างก็คงเป็นภาระหนักหน่วง แล้วผู้บริโภคอย่างเราจะเชื่อมั่นได้ไงว่า สินค้าที่เราเลือกบริโภคยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานที่เค้าได้รับมา

หรือว่าเราฟุ้งซ่าน คิดมากไปเอง…

….

วันเสาร์ที่ผ่านมานั่งทำงานอยู่หน้าคอม แต่พอเปิดไปที่ www.manager.co.th ได้ยินเสียงสนธิขึ้นไปพูดปลุกระดมคนบนเวทีเท่านั้นแหละ ขนลุกเกรียวเลยอ่ะ นั่งอึ้งอยู่พักนึง จนต้องหยุดทำงาน สมาธิไม่ได้แล้ว ยิ่งพอเข้าไปที่ www.pantip.com มีคนมาโพสต์เวบที่เข้าไปดูบรรยากาศสดได้ที่ http://artamart.freeweb-hosting.com/ เห็นภาพภ่ายทอดสดจากลานพระบรมรูปทรงม้า ยิ่งทำให้เข้าใจเลยว่าอาการ in ของคนที่ได้ไปนั่งอยู่ที่นั่นจะเป็นยังไง ขนาดเราดูอยู่จากคอมยังรู้สึกว่าเป็นพลังประชาชนที่ยิ่งใหญ่จริงๆ เราเป็นพี่เหลี่ยม เราคงหนาวๆ ร้อนๆ หาทางหนีทีไล่ลงจากตำแหน่งแบบให้ดูแย่น้อยที่สุด ว่ากันว่าช่วงค่ำมีคนฟังสดจากเวบผู้จัดการ กว่า 400,000 คน ไม่นับเวบอื่นอีก ช่วงดึกประมาณ ห้าทุ่ม เน็ตเราช้าลงมากจนไม่สามารถฟังได้อีก คงเป็นเพราะหลายคนเริ่มเข้ามาฟังมากขึ้น

ได้ฟังตอน น.ส.กรวรรณ ชัยบุตร เลขาธิการสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ขึ้นพูด เออ มั่นดีอ่ะ สามารถใช่เล่น ขึ้นพูดปลุกระดมบนเวทีท่ามกลางคนนับหมื่นได้ ตอนนี้ยังมีนิสิตนักศึกษาที่สนใจการเมืองอยู่ ใครๆ ก็มักจะพุดว่าพลังนักศึกษาไมมีแล้ว ไม่เหมือนยุค 14 ตุลา มาตอนนี้ได้เห็นว่านิสิตนักศึกษามีการรวมตัวเพื่อเคลื่อนไหวเรื่องนี้กันบ้างแล้วทั้งที่ธรรมศาสตร์และรามคำแหง ถ้าไม่ติดว่าเป็นฤดูกาลสอบปลายภาค น่าจะมีแรงพลังจากเด็กๆ มากกว่านี้ จังหวะพอดีกับสอบไล่ ที่สำนักเรานี่อ่านหนังสือ ติวหนังสือกัน จนไม่รู้เหมือนกันว่าจะมีเด็กซักกี่คนที่ตามข่าว

‘จิตสำนึกสาธารณะ’ของปัจเจคชนมันไม่ค่อยมีให้เห็นซักเท่าไหร่แล้ว

พูดเรื่องนี้ออกมาคนอื่นเค้าก็หาว่าหัวรุนแรง มองโลกแง่ร้าย คิดมากเกินไป เครียดไปหรือเปล่า ไม่รู้ดิ่ การคิดอะไรที่พ้นไปจากตัวเองเป็นการคิดมากเกินไป แล้วคุณค่าของการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์มันจะใช้มาตรไหนมาวัดล่ะ

เราไม่ได้ตัดสินใจว่าจะนับถือใครตรงทีเค้ามีอะไร

แต่เรานับถือคนคนนั้นจากสิ่งเค้ากระทำต่อผู้อื่น ต่อสังคม สิ่งที่เค้าสร้างสรรไว้ให้กับรุ่นต่อๆ ไป

เราบ้าไปคนเดียวหรือเปล่า

…..

มีกระแสเรียกร้องจากบ้านนอกให้หาโหลดคลิปหรือบันทึกเสียงของคนที่ขึ้นปราศัยให้หน่อย ซื้อก็เอา เพราะทีวีธรรมดาไม่มีให้ดู อยากฟังบรรยากาศ ว่าพูดว่าอะไรกันบ้าง มีข้อมูลใหม่ ๆอะไรหรือเปล่า อยากเอาไปก๊อปแจกให้ชาวบ้านได้รู้กันทั่ว ว่าความจริงคนที่ไปลานพระบรมรูปเป็นหลักหมื่น ไม่ใช่หลักพันอย่างที่เป็นข่าว

วันที่ 26 นี้จะเป็นยังไงมั่งก็ไม่รู้ นัดชุมนุมกันอีกรอบ ว่ากันว่าถ้าพี่เหลี่ยมไม่ออก ก็ไม่เลิกชุมนุม


สองอาทิตย์นี้เหนื่อย ยุ่ง ชุลมุน จนแบตหมด ต้องงัดเอาแบตสำรองมาใช้
ลุงโทรมาปลุกสองสามวันแล้ว ข้าพเจ้าก็ยังอยู่บนที่นอน หมดแรง ป่วย ปวดหัว ปวดท้อง เจ็บตา
อยากให้วันนึงมีเวลาเพิ่มอีก 48 ชั่วโมง

ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะดัดผมดีหรือเปล่า
ผลโหวตฝั่งอาจารย์ทุกท่านบอกว่าชอบผมตรง ผมหยิกหวานไป ตัวจริงออกจะซ่า กระโดกกระเดก
ผลโหวตฝั่งนักศึกษาทุกคนบอกว่าชอบผมหยิก ดูผู้หญิงดี ชอบให้หวาน ๆ วัยรุ่นออก
คิดไม่ตก ผมตรงไปก่อน วันไหนอยากหวานก็ไปม้วนละกัน เป็นผู้หญิงนี่ยุ่งจริงๆ

เพื่อนสาวกลับมาอยู่เมืองไทยเป็นการถาวรหลังจากไปเรียนรู้โลกกว้างที่เกาะจนคว้าใบปริญญากลับมาฝากที่บ้านได้สมใจ
ตอนนี้กำลังเตรียมตัวเข้าสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกับเพื่อนที่ไปเจอกันที่เกาะ ได้แต่หวังว่าเพื่อนๆ คงจจะได้ไปงานแต่งงานหล่อนในเร็ววัน จะชักช้าอยู่ใย นับวันอายุอานามก็เพิ่มขึ้น รีบเก็บเงินไปขอสู่ขอพี่เค้ามาเป็นเจ้าบ่าวเถอะเพื่อน 555


สองอาทิตย์นี้ฟัง
Body Slam – Body Slam
Believe – Body Slam
โปรดตัดสินใจ – Boyd
กลิ่น – ทีโบน

หมายเหตุ เขียนไว้ตั้งแต่วันอาทิตย์แต่โพสต์ไม่สำเร็จ

3 ความเห็น »

  1. อ่านเรื่อง เอมเค แล้ว น่าสนใจดีครับ
    Maketing – Value Added
    เกาะกระแส “คนห่วงใย สุขภาพ” ดีจริง ๆ

    ถามแบบมองโลกแง่ร้ายว่า กระดาษสารอาหารนั้น พูดความจริงทั้งหมดหรือไม่?
    เหมือนชาเขียว ที่แฝงคาเฟอีนมานานนม คนไม่รู้

    หากอ่านด้านหลังกระดาษแผ่นนั้นจากเอ็มเค
    อาจปรากฎความจริงที่ว่า
    “กระหล่ำที่คุณกินนั้น เรานำเข้าจากจีน เนื่องช่องทางได้ของถูก จากเอฟทีเอ
    ส่งผลให้ชาวไร่กระหล่ำที่ อ.เชียงคาน จังหวัดเลย ต้องเลิกทำไรกระหล่ำไป เพราะสู้ราคา กระหล่ำจีนไม่ได้
    ลูกหลานชาวไร่กระหล่ำตอนนี้ ยากจนแร้นแค้น หมดโอกาส และกำลังจะตัดสินใจเข้ากรุงเทพไปตายเอาดาบหน้า
    ซึ่งอนาคตพวกเขาจะติดยา และเป็นโจร มาปล้นบ้านท่านผู้มีอุปการะคุณทุกท่านนั่นเอง”

    อย่างที่คุณรู้ว่า นี่เป็นเรื่องแต่งครับ
    แต่งเพื่อย้ำในความคิดผมว่า
    “ข้อมูล ไม่ใช่ข้อสรุป” จริง ๆ

    ถามขอความรู้หน่อยครับ ว่า
    Q-Mark คืออะไร?

    และขออนุญาติวางลิงค์มาหน้านี้ บนหน้า Second Thought ของผมนะครับ
    ทักท้วงได้ แต่จะแอบมาอ่านอย่างแน่นอน

    ความเห็น โดย pariNYa — กุมภาพันธ์ 15, 2006 @ 1:27 am

  2. ด้วยความมุ่งมั่นและความพยายามของสามสถาบันของภาคเอกชน ในการที่จะสร้างผู้ประกอบการ ให้เป็นที่ยอมรับของสาธารณชน โดยมุ่งเน้นการสร้างจิตสำนึกของผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการ ในการผลิตสินค้าและให้บริการที่ได้มาตรฐานและมีจริยธรรมในการทำธุรกิจต่อผู้บริโภค อันเป็นการสร้างความนิยมในสินค้าและบริการของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ประกอบการขนาดเล็กและย่อมให้ยั่งยืน
    คณะกรรมการร่วม สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย หรือ กกร. จึงมีความเห็นร่วมกันที่จะดำเนินงานโครงการตราสัญลักษณ์ Q-Mark ขึ้น

    วัตถุประสงค์
    เพื่อยกระดับมาตรฐานของผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
    เพื่อส่งเสริมให้ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการ ตระหนักถึงคุณภาพและจริยธรรมในการทำธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และสังคม
    เพื่อสร้างความเข็มแข็งให้ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ให้บริการ และตลาดโดยรวมของประเทศ โดยการยกระดับความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการในประเทศไทย

    คุณสมบัติของตราสัญลักษณ์ Q-Mark
    Q-Mark เป็นตราสัญลักษณ์ที่รับรองถึง ความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการ ในการส่งมอบสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ ตลอดจนการเอาใจใส่ต่อผู้บริโภคและการมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ ตามแนวทางต่อไปนี้
    สินค้าและบริการมีความปลอดภัย มีสมรรถนะ และมีคุณภาพตรงตามที่ผู้ผลิตระบุไว้ในฉลาก และตามข้อตกลงที่ให้กับผู้บริโภค
    ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการมีความรับผิดชอบในสินค้าและมีบริการหลังการขายที่ดี รวมทั้งจริยธรรมในการทำธุรกิจ
    ผู้ผลิต ผู้ค้า และผู้ให้บริการ มีจริยธรรมในการทำธุรกิจและรับผิดชอบต่อสังคม

    ประเภทการรับรองตราสัญลักษณ์ Q-Mark
    การรับรองตราสัญลักษณ์ Q-Mark แบ่งเป็น 3 ภาค คือ
    (1) ภาคการค้าและบริการ
    (2) ภาคการผลิต
    (3) ภาคการเงินและการธนาคาร
    การให้การรับรองตราสัญลักษณ์ Q-Mark แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
    กรณี 1 : รับรองทั้งองค์กร หรือทั้งธุรกิจ หรือทุกสินค้า หรือทุกประเภทของบริการ
    กรณี 2: รับรองเฉพาะประเภทของสินค้า หรือบริการ หรือบางสาขาของธุรกิจ
    กรณี 3: รับรองเฉพาะบางผลิตภัณฑ์ แบ่งเป็น 4 ประเภท ดังนี้

    * คุณภาพตามตรงตามฉลาก
    * คุณภาพตามมาตรฐานกลุ่มอุตสาหกรรม
    * คุณภาพตามมาตรฐานประเทศคู่ค้า
    * คุณภาพตามมาตรฐานประเทศไทย

    คุณสมบัติของผู้ขอการรับรองตราสัญลักษณ์ Q-Mark
    เป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย มีผู้มีอำนาจในการบริหารฝ่ายไทยร่วมบริหารในระดับการจัดการเพื่อดำเนินการผลิตและบริการนั้นๆ
    เป็นสมาชิกของ หอการค้าไทยหรือสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย หรือสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือสมาคมธนาคารไทย และ/หรือเป็นสมาชิกของสมาคมการค้าหรือสถาบันวิชาชีพที่กิจการของตนเองสังกัด
    มีภาพลักษณ์ของกิจการที่ดี มีความรับผิดชอบต่อสินค้า บริการ และมีจริยธรรมในการประกอบธุรกิจ และไม่มีประวัติด่างพร้อย หรือเสื่อมเสียในการประกอบธุรกิจ
    การผลิต การค้า และการบริการที่จะขอรับตราสัญลักษณ์ Q-Mark ต้องเป็นสินค้า หรือบริการที่ผลิตหรือมีขึ้นในประเทศไทย

    ผลประโยชน์ที่จะได้รับ
    ผู้ได้รับ Q-Mark มีสิทธิ์ใช้เครื่องหมายตราสัญลักษณ์ เป็นเวลา 2 ปี
    (1) เพื่อเป็นเครื่องหมายแห่งคุณภาพสินค้า และบริการ
    (2)เพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความมีจริยธรรมและความรับผิดชอบของผู้ผลิต ผู้ค้าและผู้ให้บริการในการเอาใจใส่ต่อคุณภาพสินค้าและบริการ
    ผู้ที่ได้รับอนุญาตมีสิทธิ์โฆษณาประชาสัมพันธ์การได้รับ Q-Mark ผ่านทางสื่อมวลชนต่างๆ
    สามารถแสดงเครื่องหมายรับรองตราสัญลักษณ์ Q-Mark ได้อย่างเปิดเผย

    (http://www.qmark.or.th)

    ความเห็น โดย natsima — กุมภาพันธ์ 18, 2006 @ 12:24 am

  3. ขอบคุณคุณ Natsima ที่ไปหาข้อมูลมาตอบคุณ parinya ให้อ่ะ

    คุณ parinya จะเอาลิงค์ไปวางที่ไหนก็เอาเหอะค่ะ ตามสะดวก แต่ถ้าคิดว่าจะเอาสาระหนัก ๆ คงไม่มีให้นะ บล็อคนี้ไปๆ มาๆ จะกลายเป็นที่ระบายความเครียดไปซะ จากเดิมที่ตั้งใจจะเขียนแต่เรื่องบวก ๆ ไหงงั้นก็ไม่รู้อ่ะ

    จะพยายามเขียนเรื่องหนุก ๆ มั่งละกัน
    ขอบคุณที่เข้ามาทักทายนะคะ–>

    ความเห็น โดย Epsilon — กุมภาพันธ์ 18, 2006 @ 5:40 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: