Epsilon’ s blog

พฤษภาคม 20, 2006

ปรัชญาผ้าขี้ริ้วและคำถามจากแม่

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 5:05 pm
ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว


ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม
อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้

แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน

ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น
เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด
ารศึกษามากหรือน้อยก็ตาม
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า

ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า
น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน

ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ

ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา

แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้
เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท

จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร
และมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า
เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า
และมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง


………………

คำถามจากแม่

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก

เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ผมเคยคิดว่าเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงบอกแม่ว่า “มันคือ หู ผมไง”

แต่แม่บอกว่า “ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้”

ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่

หลายปีผ่านไปก่อนที่ แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา

และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า “การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ

คนดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลย ที่สำคัญที่สุด”

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า

“ลูกเรียนรู้ได้เร็วมากแต่ว่าคำตอบก็ยังไม่ถูกจ้ะ
เพราะว่า ยังมีคนอีกมากมายที่ตาบอดแต่ก็ยังอยู่ได้”

อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้า หาความรู้ต่อมาอีกหลายปี

และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ

“ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุกๆครั้ง นะจ๊ะ ลูกรัก”

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้

แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่ามันเป็นเพียงครั้งที่สอง

ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม

ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่

แล้วแม่ก็ถามผมว่า “ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก”

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์

ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนของผม

และก็บอกว่าคำถามนี้สำคัญมากลูก

มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิตของเรา

สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา

และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด

แม่ ก้มลงมองมาที่ผม

ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า

“ลูกรัก ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ บ่า จ้ะ”

ผมถามแม่ว่า “เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ ใช่มั้ยครับ”

แม่ตอบว่า

“ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับ ศีรษะของเพื่อนของเรา
หรือคนที่เรารัก เมื่อยามที่เค้าร้องไห้”

คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้

ในบางช่วงเวลาของชีวิต

ลูกรัก แม่เพียงแต่หวังว่า

ลูกจะมีเพื่อนและคนรักที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้

ยามเมื่อลูกต้องการตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา

คือการไม่เห็นแก่ตัว และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด…….

คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ………

แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า “รู้สึก” ได้……

ต้นฉบับของจม.ฉบับนี้มาจาก ไหนไม่ทราบ

เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า….

คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก

แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณ ตลอดเวลา

…………………

บางครั้งเสียเวลาซักสองสามนาทีอ่าน fw mail ที่ได้จากเพื่อน
ก็ได้ข้อคิดดีๆ ไม่น้อย
ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่
และเราก็รู้ว่าถึงเราจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเก่า
แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ปันสุขเฉลี่ยทุกข์กันตลอดเวลา

‘ขอบคุณ’ เพื่อนทุกคนที่เป็นเืพื่อนที่ดีต่อกันตั้งแต่วันเริ่มต้นรู้จักจนถึงวันนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง

พฤษภาคม 16, 2006

ECON UTCC Symposium on May 26,2006

Filed under: econ school — epsilon @ 6:34 pm

เอกสารประกอบการสัมมนา Macro Model วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา (ที่เคยโพสต์ไว้เมื่อสองตอนก่อน)

สามารถดาวน์โหลด เปเปอร์ที่แจกในงานและ presentation ได้ที่นี่

http://www.citsonline.net/

และด้านล่าง Symposium ประจำปี

สัมมนาวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 8.30 – 16.30 น.
ณ ห้อง Grand Hall 2 โรงแรม Rama Gardens ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

8:30 – 9:00 น.
ลงทะเบียน

9:00 – 9:15 น.
พิธีเปิดการสัมมนา
คณบดีกล่าวรายงาน
อธิการบดีกล่าวเปิดงาน

9:15 – 10:00 น.
“หวยใต้ดิน – หวยบนดิน: พฤติกรรมการบริโภคของไทย”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิจารณ์บทความโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธันวา จิตต์สงวน
รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

10:00 – 10:45 น.
“การประเมินผลกระทบโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) :
นัยที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเศรษฐกิจไทย”
โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิจารณ์บทความโดย
ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์
ผู้อำนวยการส่วนนโยบายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ

สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

10:45 – 11:30 น.
“การสำรวจทัศนคติของประชาชนเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี การออม การจัดสวัสดิการ และการเกื้อกูลกันโดยภาคประชาชน”
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิจารณ์บทความโดย
รองศาสตราจารย์ ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


11.30 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน


13:00 – 13:45 น.
“เหนือ กลาง อีสาน ใต้: ศักยภาพทางเศรษฐกิจของใครเด่นสุด?”
โดย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย


วิจารณ์บทความโดย
ดร.ปรเมธี วิมลศิริ
ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน
สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

13:45 – 14:30 น.
“มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด: ปฎิบัติการของสหรัฐอเมริกาต่อสินค้าไทย”
โดย ดร.พนารัช ปรีดากรณ์
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิจารณ์บทความโดย
คุณกรกฎ ผดุงจิตต์
กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุน กระทรวงพาณิชย์

14:30 – 15:15 น.
“Extended Generalized Purchasing Power Parity and Optimal Currency Area in East Asian Countries”
โดย ดร.ภูมิฐาน รังคกูลนุวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

วิจารณ์บทความโดย
ดร.ไชยพัฒน์ พูนพัฒน์พิบูล
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

15:15 – 16:30 น.
“การประเมินต้นทุนสวัสดิการสังคม (Welfare Cost) ของเงินเฟ้อ : กรณีศึกษาของประเทศไทย”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก – มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
และผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D.- M.ECON

วิจารณ์บทความโดย
ดร.อัศวิน อาฮูยา
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย

16:30 น.
ปิดการสัมมนา

หมายเหตุ 1.รับจำนวนจำกัด
2.ไม่เสียค่าใช้จ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Home Page: http://econ.utcc.ac.th
โทรศัพท์ 02-697-6302-5 โทรสาร 02-277-4359

พฤษภาคม 13, 2006

สันโดษ…เคล็ดลับของความสุข

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 9:54 pm

เวลามีตะกอนในใจ หรือความรู้สึกที่มันเหวี่ยงออกจากทางสายกลางมากๆ ก็ต้องหาทางจัดการกับสภาพจิตใจ
วิธีที่ข้าพเจ้าใช้บ่อยๆ คือพยายามระลึกถึงคำสอนทางศาสนา ‘ปล่อยวาง’
แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้วยังไม่สามารถขจัดความรู้สึกที่แบกอยู่จนเป็นทุกข์สาหัสได้
ก็จะไปวัด
ไปนั่งสมาธิ ฟังเทศน์ สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ

….

วันหยุดเนื่องในวันพืชมงคล วันวิสาขบูชาที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าตัดสินใจไป วัดป่าสุนันทวราราม จ.กาญจนบุรี
ไปฟังธรรมจากหลวงพ่อมิตซูโอะ คเวสโก
หลวงพ่อเป็นชาวญี่ปุี่นที่ออกเดินทางจากประเทศบ้านเกิดตอนอายุ 20 ปี
เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตโดยคิดว่าการเิดินทางจะเป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาคำตอบนั้น
หลังจากเดินทางท่องเที่ยวและทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานในประเทศต่างๆ จนถึงประเทศอินเดีย ท่านจึงเริ่มมีความสนใจในคำสอนของพุทธศาสนา จากนั้นก็เดินทางมาที่ประเทศไทย บวชเป็นพระที่วัดเบจมบพิตร ประมาณ 3 เดือน จากนั้นได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท
ช่วยบุกเบิกวัดป่านานาชาติ และปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสของวัดป่าสุนันทวราราม วัดสาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง ซึ่งได้รับการบริจาคที่ดินกว่า 1000 ไร่ จากคุณยายสุนัน (ปัจจุบันคุณยายอายุ 85 ปี ถ้าไปวัดช่วงวัดสำคัญทางศาสนาจะได้พบคุณยายทุกครั้ง) ผู้เลื่อมใสในคำสอนของหลวงพ่อชา ให้สร้างวัดในพื้นที่นี้และทำเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ (เนื่องจากพื้นที่วัดครอบคลุมพื้นที่เขา และป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการดูแลอย่างดี)


ก่อนเข้าวัดก็ตัดสินใจแวะโรงเรียนวัดใหม่ดงสัก แวะไปเยี่ยมครูรักษ์ กับครูจุ๋ม คนที่มีหัวใจเป็นครูอย่างแท้จริง
เดี๋ยวจะเล่าอีกทีเรื่องร.ร.และครูทั้งสองท่านนี้
เรื่องมันยาววววว (ติดไว้กี่เรื่องแล้วเนี่ย)

จากเดิมที่ว่าจะเล่ากิจกรรมที่ไปทำที่วัด
ขอเปลี่ยนเป็๋นสิ่งที่ได้จากวัดแทนละกัน

ไปนั่งสมาธิ เดินจงกลม เวียนเทียน ฟังธรรม จากหลวงพ่อ พระอาจารย์ และพระใหม่
สนุกสนานไม่เบื่อเลย การเทศน์ของพระที่นี่จะเล่าเนื้อหาธรรมที่ยากๆ ให้เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างเป็นเหตุการณ์ทั่วไปที่เรามักจะเจอในชีวิตประจำวัน และก็มักจะเป็นเรื่องที่โดนใจโดยบังเอิญทุกทีซิ่น่า

ที่นี่จะมีช่วง Q & A ให้เขียนคำถามใส่กระดาษขึ้นมาถาม (หลวงพ่ออ่านภาษาไทยได้อ่ะ)
ช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งการรอคอยของข้าพเจ้าเลย เพราะจะเป็นอะไรที่ลุ้นว่าใครจะถามอะไรกันบ้าง
แล้วท่านจะตอบอย่างไร จะเชื่อมโยงกับหลักธรรมข้อไหน จะเอาทฤษฎีอะไรมาตอบ

แค่ที่ท่านสอนธรรมะด้วยภาษาไทยที่แตกฉาน จนอึ้งกิมกี่ไปแล้ว ท่านยังแตกฉานภาษบาลีด้วย บางครั้งก็อธิบาย 3 ภาษาเลย บาลี ไทย อังกฤษ เป็นที่ฮือฮามาก
เพราะบางครั้งท่านพูดภาษาไทยไม่ชัด กลัวว่าพวกเราจะเข้าใจผิดก็จะพูดศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเพื่อยืนยันว่าท่านหมายความอย่างนี้นะ และมักจะต่อท้ายด้วยเสียงฮาครืนจากพวกเรา 555

….

ื้ท่านบอกให้เชื่อในการทำความดี ทำดีได้ดีแน่นอน เพียงแต่บางครั้งยังไม่เห็นผล ต้องเจอวิบากกรรมก่อน อย่าท้อใจในการทำความดี เราย่อมรู้ตัวกว่าใครว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือความดี และในเบื้องต้นเราต้องซึ่อสัตย์ต่อการกระทำของตนเองว่าตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม

ท่านบอกให้ปล่อยวาง ให้ละตัวกูของกู ให้มองความจริง พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง และระลึกรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ให้มีสติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ท่านบอกอีกหลายอย่างในระหว่างการสอนแบบรวมๆ

ช่วงเวลาพัก เราได้เข้าไปกราบนมัสการท่านเป็นการส่วนตัว
ปรึกษาท่านหลายเรื่องทั้งเรื่องพาเด็ก ๆ เป็นหมู่คณะมาปฎิบัติที่นี่
และเรื่องที่ตัวเองแบกทุกข์อยู่

ท่านบอกให้คิดน้อยๆ คิดนิดเดียว อย่าฟุ้งซ่าน ให้คิด ให้มองเข้ามาในจิตใจตัวเอง พัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น อย่ากังวลกับสิ่งภายนอก อดีต อนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีเอง
ให้หมั่นนั่งสมาธิทุกวัน วันละ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย ถ้าเป็นไปได้ก็ให้นั่งสมาธิให้เป็นเวลา เวลาเดียวกันทุกๆ วัน สมาธิจะเกิดง่ายกว่า ฝึกอานาปานสติ ระลึกรู้ลมหายใจ ฝึกสมาธิ ฝึกสติ แล้วจะดีขึ้น

ยังจำคำตอบได้หรือเปล่าที่เคยถามว่า ‘คุณค่าของการมีชีวิตคืออะไร’
ถ้าจำได้แล้วยังสงสัยอะไรอีก ยังลังเลอะไรอีก ทำตามนั้นหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า
ทำเอาเราต้องกลับมานิ่งคิดทบทวนอีกพักใหญ่ ว่าเราได้เพิ่มคุณค่าของการมีชีวิตอยู่หรือยัง



ได้มีโอกาสฟังธรรมะมาราธอน ในคืนวันวิสาขบูชา
หลวงพ่อท่านให้พระบวชใหม่ขึ้นเทศน์ธรรมมาศแรก ว่ามีความรู้สึกอย่างไรตั้งแต่บวชที่นี่่
ฟังธรรมกันถึงเที่่ยงคืนครึ่ง สนุกมากกก ทั้งๆ ที่เพิ่งเทศน์กันเป็นครั้งแรก

พระที่นี่การศึกษาค่อนข้างสูง เป็นข้าราชการระดับสูงที่เออร์ลี่รีไทร์, จบวิศวะ ธรรมศาสตร์อินเตอร์, จบรัฐศาสตร์ จุฬา, จบปริญญาเอกวิศวะ พูดจาฉะฉาน มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบชัดเจน และค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง จนน่าเสียดายที่พระบางรูปลางานบวชแค่เพียง 45 วันซึ่งเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ ถ้าบวชต่ออาจจะเป็นพระนักเทศน์ประจำวัดที่ดังไปเลยก็ได้

ข้อคิดสำคัญที่ได้จากการฟังธรรมะมาราธอน
> เมื่อเกิตเหตุการณ์ใด ๆ กับเราจงใช ‘้ความเข้าใจ’ ให้มากกว่า ความอดทน
> มนุษย์เราควรที่จะ ‘เอาใจใส่’ ต่อกันให้มากๆ เพราะมันหมายถึงการคิดถึงความรู้สึกคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่ตัวเอง
> เราควรจะหาจุดสมดุลของการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง ซึ่งจุดสมดุลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาให้เจอ

จากนั้นก็อ่านหนังสือธรรมะของท่านเรื่อง ‘สันโดษ…เคล็ดลับของความสุข’
เป็นหนังสือธรรมะ ภาพประกอบเป็นการ์ตูนสวยงาม เล่มเล็กๆ ที่เอาหลักธรรมมาอธิบายด้วยเรื่องเล่า เขียนภาพประกอบ และใช้เทคนิคการจัดฟอนท์ ให้เป็นกราฟฟิคสวยงามน่าอ่าน

สันโดษ แปลว่า ยินดี พอใจ อิ่มใจ สุขใจ กับของของตน กล่าวโดยย่อคือ ให้รู้จักพอ ให้รู้จักประมาณตน คือยินดีตามมี ยินดีตามได้ ยินดีตามควร(ควรแก่ฐานะ ควรแก่ความสามารถ ควรแก่ศีึลธรรม)

ในพุทธศาสนา ให้ใช้หลักอิทธิบาท 4 คู่กับสันโดษ เพื่อความสุขในชีวิต
ิิอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ฉันทะ มีความพอใจในส่ิงที่ทำ
โดยเราควรตั้งเป้าหมายไว้
ตามความเหมาะสมกับฐานะ
และกำลังความสามารถของเรา
วิริยะ ความเพียรพยายามและตั้งใจทำสิ่งนั้น
จิตตะ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
วิมังสา ปัญญาที่พิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผล
เพื่อแก้ปัญยาหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

อิทธิบาท 4 เป็นการสร้างเหตุที่ดีของการกระทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
สันโดษ เป็นความยินดี พอใจในผลที่ได้รับ
เมื่อเราตั้งใจทำดีด้วยใจที่สงบ เราได้ทำเหตุที่ดีแล้ว ก็ต้องยอมรับผลด้วยใจที่สงบด้วยเหมือนกัน

สิ่งที่เรามักไม่สันโดษ มักแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ ได้แก่ อำนาจ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ กามคุณ 5 และอาหาร

อ่านแล้วก็นิ่งไปเลย ทำไมเวลามีปัญหาร้อยแปดพันเก้า ในยุคมิลเลเนียม คิดกลับไปหาสาเหตุแห่งทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ก็จะเจอคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทุกทีไป
หลักธรรมที่ท่านค้นพบช่างคลาสสิคอะไรเช่นนี้่

ได้ฟังธรรม และอ่านหนังสือธรรมะเล่มบางๆ เล่มนี้ เราก็รู้สึก’คลิก’ อะไรบางอย่างขึ้นมา สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไอ้ที่แบกไว้เต็มหัว วางลงไว้ที่วัดหมด
จากที่ตั้งใจว่าจะอยู่ถึงวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าตัดสินใจขับรถกลับวันเสาร์แทน จะได้มีเวลาสำหรับตัวเองเพื่อพักผ่อนและเคลียร์งานเพิ่มอีก 1 วัน
ว่าแล้วก็ไปกราบลาหลวงพ่อ

ถ้ามีเวลาหนูจะมากราบนมัสการอีกนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.