Epsilon’ s blog

พฤษภาคม 20, 2006

ปรัชญาผ้าขี้ริ้วและคำถามจากแม่

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 5:05 pm
ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว


ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม
อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้

แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน

ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น
เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด
ารศึกษามากหรือน้อยก็ตาม
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า

ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า
น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน

ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ

ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา

แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้
เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท

จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร
และมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า
เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า
และมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง


………………

คำถามจากแม่

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก

เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ผมเคยคิดว่าเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงบอกแม่ว่า “มันคือ หู ผมไง”

แต่แม่บอกว่า “ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้”

ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่

หลายปีผ่านไปก่อนที่ แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา

และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า “การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ

คนดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลย ที่สำคัญที่สุด”

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า

“ลูกเรียนรู้ได้เร็วมากแต่ว่าคำตอบก็ยังไม่ถูกจ้ะ
เพราะว่า ยังมีคนอีกมากมายที่ตาบอดแต่ก็ยังอยู่ได้”

อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้า หาความรู้ต่อมาอีกหลายปี

และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ

“ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุกๆครั้ง นะจ๊ะ ลูกรัก”

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้

แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่ามันเป็นเพียงครั้งที่สอง

ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม

ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่

แล้วแม่ก็ถามผมว่า “ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก”

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์

ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนของผม

และก็บอกว่าคำถามนี้สำคัญมากลูก

มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิตของเรา

สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา

และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด

แม่ ก้มลงมองมาที่ผม

ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า

“ลูกรัก ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ บ่า จ้ะ”

ผมถามแม่ว่า “เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ ใช่มั้ยครับ”

แม่ตอบว่า

“ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับ ศีรษะของเพื่อนของเรา
หรือคนที่เรารัก เมื่อยามที่เค้าร้องไห้”

คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้

ในบางช่วงเวลาของชีวิต

ลูกรัก แม่เพียงแต่หวังว่า

ลูกจะมีเพื่อนและคนรักที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้

ยามเมื่อลูกต้องการตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา

คือการไม่เห็นแก่ตัว และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด…….

คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ………

แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า “รู้สึก” ได้……

ต้นฉบับของจม.ฉบับนี้มาจาก ไหนไม่ทราบ

เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า….

คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก

แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณ ตลอดเวลา

…………………

บางครั้งเสียเวลาซักสองสามนาทีอ่าน fw mail ที่ได้จากเพื่อน
ก็ได้ข้อคิดดีๆ ไม่น้อย
ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่
และเราก็รู้ว่าถึงเราจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเก่า
แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ปันสุขเฉลี่ยทุกข์กันตลอดเวลา

‘ขอบคุณ’ เพื่อนทุกคนที่เป็นเืพื่อนที่ดีต่อกันตั้งแต่วันเริ่มต้นรู้จักจนถึงวันนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง

6 ความเห็น »

  1. ส่วนมากไม่ค่อยอ่าน FWD Mail พวกนี้อ่ะ

    มาอ่านของ epsie แล้วก็รู้สึกดีอ่ะนะ

    แต่ถ้าให้ FWD ต่อไปก็คงไม่ทำ

    ไม่รู้สิ ไม่เคยทำ..

    เขิน

    ความเห็น โดย natsima — พฤษภาคม 24, 2006 @ 8:39 pm

  2. โอววว ท่านหายไปนานจนนึกว่าอำลาวงการไปแล้วซะอีก

    ความเห็น โดย Epsilon — พฤษภาคม 25, 2006 @ 11:18 pm

  3. ไม่ค่อยชอบอ่านพวก fwd เหมือนกัน เพราะขี้เกียจอ่ะ ขนาดที่เป็นรูป บางทียังขี้เกียจดูเลย แต่ก็รู้สึกดีนะเวลาเพื่อนส่งมาให้ แสดงว่าเขายังไม่ลืมเรา

    ความเห็น โดย pickmegadance — พฤษภาคม 26, 2006 @ 3:30 pm

  4. up blog แล้วอีกตะหากนะ epsie

    หึ หึ

    ….

    (หัวเราะทำไมฟะ?)

    ความเห็น โดย natsima — พฤษภาคม 26, 2006 @ 8:10 pm

  5. เข้าไปอ่านแล้วมันคอมเมนท์ไม่ได้ ไม่รู้เป็นไร มันขึ้นว่า

    We’re sorry, but we were unable to complete your request.

    ลองเช็คดูหน่อยนะท่าน (Natsima ) แบบว่าอาจจะไปเซ็ตอะไรประหลาดตอนเปลี่ยนธีมป่าว ถ้าอีกสองวันไม่ได้ จะคอมเมนท์ผ่านบล็อกเราแทนนะ 555

    ความเห็น โดย Epsilon — พฤษภาคม 27, 2006 @ 4:54 pm

  6. 555 epsie

    เข้าไปเช็คแล้ว

    555

    มันหายไปเลย..

    epsie ช่างโชคดีที่ได้เป็นผู้อ่านบทความที่สาบสูญ

    T_T

    ความเห็น โดย natsima — พฤษภาคม 30, 2006 @ 6:56 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: