Epsilon’ s blog

มิถุนายน 24, 2006

Prof.Robert M.Townsend @ UTCC

Filed under: econ school — epsilon @ 10:58 pm

The University of Thai Chamber of Commerce and the University of Chicago-UTCC Research Center cordially invite you to attend a Grand Opening Ceremony of the Center new office. Our celebration begins with a multimedia presentation on the center activities, followed by a special lecture on “The Thai Economy: Growth, Inequality, Poverty and the Evaluation of Financial System” by Professor Robert M. Townsend, Charles E. Merriam Distinguished Service Professor of Economics, University of Chicago.

Join our celebration on Friday June 30 from 09:00 am until noon.
Register Here!
or make reservations at +66 (0) 2697-6632-6 Fax. +66 (0) 2692-3168

Schedule

09:00-09.30 am.
Registration, at Room 10201 building 10 the 2nd floor

09.30-09.45 am.
Welcome Remarks

09.45-10:00 am.
Presentation “The Center 2004-2006: Transforming Ambitions to Reality”

10:00-11:50 am.
Lecture “The Thai Economy: Growth, Inequality, Poverty and the Evaluation of Financial – System” by Professor Robert M. Townsend, University of Chicago

11:50-12:00 pm.
Reception and hors d’oeuvres

12.00-13.00 pm.
New Office Opening Ceremony & Cocktail Party

*** Free of charge

Advertisements

มิถุนายน 16, 2006

ดูแลสุขภาพกันเถอะ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 10:21 pm

ช่วงหลังๆ รู้สึกว่าตัวเองทานอาหารเย็นแล้วท้องอืดบ่อยๆ
ประมาณว่าอาหารไม่ย่อย ทานเยอะไม่ได้ ทานดึกไม่ได้
ทรมาณมากๆ เพราะ The Gang มักจะตั้งก๊วนทานข้าวเย็นกันประมาณทุ่มสองทุ่มแถมยังตระเวนไปหาร้านอร่อยๆ กินกันอีกต่างหาก
หลังจากทรมานอยู่พักใหญ่ก็เลยบ่นๆ ให้คนแถวๆ นี้ฟัง
ท่านหมึกดำผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารอร่อยก็ให้คำแนะนำว่าเราควรจะทาน แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (เมตาบอลิซึ่ม อะไรประมาณนี้) โดยให้สูตรมาว่าทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอน ให้ดื่ม แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำเย็น 1 แก้ว

เคยไ้ด้ยินสรรพคุัณของแอปเปิล ไซเดอร์มาพักใหญ่ ว่าช่วยบรรเทาอาการของคนเป็นไซนัส บ้างละ ช่วยลดโคเลสเตอรอลบ้างละ แต่ตัวเองก็ไม่เคยลอง งานนี้ก็เลยเชื่อหมึกดำไว้ก่อน ทั้งสองอย่างสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ขวดละประมาณแปดสิบกว่าบาท แถมตอนนี้ไฮซ์ มีแพคเกจขายแอปเปิลไซเดอร์ เวนการ์กับน้ำผึ้งเป็นชุดอีกต่างหาก โฆษณาบนกล่องประมาณว่าของขวัญจากธรรมชาติ

เราลองทานมาสัปดาห์นึงแล้ว รู้สึกว่าระบบย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น
ตัวเองชอบอาหารรสเปรี้ยวอยู่แล้วก็เลยเอร็ดอร่อยจนสองวันที่ผ่านมาขยับเป็นทานเช้า 1 แก้ว และก่อนนอน 1 แก้ว

เริ่มแนะนำให้คนรอบข้างทานบ้างก็ได้คำตอบกลับมาว่าเป็นสูตรลดน้ำหนัก
ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่หารายละเอียดสรรพคุณจริงๆ เนี่ย ฟังมาก็เชื่อเฉยเลย

เจอแล้วหล่ะสรรพคุณเยอะเลย (ชะลอความแก่ด้วยอ่ะ)
มาดูแลสุขภาพกันเถอะ

แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (APPLE CIDER VINEGAR)
VS

น้ำผึ้ง(HONEY BEE)

ส่วนที่ 1 ว่าด้วยแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (ACV)

    ACV คือ น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิล มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด มีส่วนประกอบของกรด 5 % ( 5%Acetic Acid) มีสีเหลืองคล้ายสีชา มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งธาตุโพแทสเซี่ยมมีคุณสมบัติ ช่วยในการแบ่งเซลล์ ถ้าร่างกายขาดธาตุนี้ ร่างกายจะมีอาการผิดปกติคือ เติบโตช้า แก่เกินวัย ผมร่วง และหงอกเร็ว ฯลฯ และ ACV ยังประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีกรดอะมิโน และสารเพ็คติน ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย คือเป็นพวก ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย

ACV ช่วยร่างกายได้หลายประการ กล่าวคือ

  1. ชะลอความแก่ ช่วยให้เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ
  2. ช่วยย่อยอาหาร คือช่วยระบบย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  3. ช่วยระบบหายใจ แก้ไซนัส แก้เจ็บคอ แก้หวัด แก้การเกิดเสมหะ
  4. ช่วยลดน้ำหนักได้ดี
  5. ช่วยลดการปวดข้อ
  6. แก้โรคคัน กำจัดรังแค แก้ผมแตกปลาย
  7. ช่วยความจำให้ดีขึ้น
  8. ป้องกันโลหิตจาง
  9. แก้อ่อนเพลีย

ส่วนที่ 2 ว่าด้วยน้ำผึ้ง (HONEY BEE)

    น้ำผึ้งเป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ แหล่งน้ำหวานอื่นๆ ที่ผึ้งเก็บมา และผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจากเอนไซม์ในต่อมน้ำลายของผึ้งที่ขับออกมา แล้วเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส ให้เป็นน้ำตาลแปรรูป ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส 38.19% และเดกโทรส 31.28 % นอกจากนั้นเป็นน้ำตาลเชิงคู่ และเชิงซ้อนอีก 10% และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ได้แก่ โพแทสเซี่ยม แคลเซี่ยม โซเดียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ เหล็ก แมงกานีส นอกจากนั้นยังมีพวกน้ำย่อย เช่นเอนไซม์กลูโคออกซิเดส ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน น้ำตาลกลูโคส เป็นกรดกลูโคนิค และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งตัวหลังนี้มีคุณสมบัติยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้ น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่หลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี1 วิตามิน บี 2

    ไนอาซิน วิตามิน บี 6 แพนโทซินิคแอซิค และวิตามิน ซี ในปริมาณต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ องค์ประกอบสุดท้ายที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง คือ น้ำ น้ำผึ้งที่ถูกบ่มโดยสมบรูณ์จะมีน้ำอยู่ประมาณ 17-20 % เท่านั้น

ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการใช้แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ ร่วมกับน้ำผึ้ง

เมื่อท่านทราบคุณสมบัติของน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ และน้ำผึ้งแล้ว ท่านจะใช้ร่วมกัน หรือ ใช้อย่างเดียว ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการจะใช้เพื่อรักษา หรือป้องกันโรคอะไร ดังนี้

  • ช่วยชะลอความแก่ (ให้หนุ่มสาวอยู่เสมอ) นำน้ำผึ้ง 1 ส่วน ACV 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันเป็นอย่างดี กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ระยะตื่นนอนใหม่ๆและ ก่อนเข้านอน ควรดื่มน้ำตาม 1 แก้ว
  • ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้ ACV อย่างเดียว 2 ช้อนชา ละลายในน้ำดื่ม 1 แก้ว ดื่มทุกครั้ง ขณะรับประทานอาหาร
  • แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ก่อนทานอาหาร 30 นาที ใช้น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ ACV 2ช้อนชา ผสมกันแล้วดื่ม
  • แก้โรคไขข้ออักเสบ ให้ดื่มน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา หรือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 2 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตาม 1แก้วทุกครั้งหลังอาหาร
  • ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ให้ใช้ ACV 1 ช้อนแกง ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนแกง แล้วผสมน้ำ grape fruit ที่ไม่หวาน 1 แก้ว ดื่ม 30 นาที ก่อนทานอาหารทุกมื้อ
  • ช่วยให้ความจำดีขึ้น ให้ใช้ ACV 2 ช้อนชาผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มน้ำตาม 1 แก้ว ดื่มวันละ 2 ครั้ง ตื่นนอนตอนเช้าและก่อนนอน
  • แก้ปลายผมแตกแห้ง กำจัดรังแค หรือคันศรีษะ เนื่องจาก ACV เป็นกรดสูง และมีเอนไซม์ ประกอบด้วยหลายชนิด จึงสามารถรักษามิให้ผิวหนังมีโรครังแค หรือ ผมแห้ง หรือคันศรีษะได้ การรักษา คือ เอาสำลี จุ่มน้ำจนเปียกแล้วจุ่ม ACV แล้วนำไปนวดหนังศรีษะ ให้หมักทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง(อาจจะใช้หมวกพลาสติกครอบไว้) หลังจากนั้นสระผมด้วยแชมพู หรือ นำเอา ACV ที่อุ่นๆ ไปทาศรีษะให้เปียกจนทั่ว แล้วใช้หมวกพลาสติกคลุมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วจึงใช้น้ำธรรมดาล้างออก
  • แก้เจ็บคอ ใช้ ACV 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1ส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือใช้ ACV อย่างเดียว 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น แล้วอมกลั้วคอ ทุก ๆ 1 ชั่วโมง กลั้วในลำคอ ให้ลึก ไปถึงส่วนล่างของลำคอ แต่อย่ากลืนลงไปในกระเพาะ เมื่อการเจ็บคอบรรเทาลง ให้กลั้วคอต่อไปทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพราะ ACV ทำหน้าที่เป็นสารปฏิชีวนะ
  • แก้อ่อนเพลียและเมื่อยล้า หลังทำงานหนัก หรือหลังจากออกกำลังกาย แนะนำให้ท่านดื่มน้ำผึ้งผสม ACV ท่านจะหายเพลียได้ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 1ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำดื่ม 1 แก้วเต็ม ๆ
  • แก้ปวดหัว การปวดหัวที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจาก อาหารที่เรารับประทานเป็นด่างมากเกินไป การทาน ACV ที่เป็นกรดอ่อนๆ ลงไป จะช่วยให้อาหารลดความเป็นด่าง คือเป็นกลาง การปวดหัวก็จะหายไป หรือลดบรรเทาอาการปวดหลังลงได้ ทางที่ดี ท่านควรทาน ACV 2 ช้อนชา ผสมกับ น้ำผึ้ง 2 ช้อนชาเต็มๆ ทุกครั้งที่ทานอาหาร
  • อนึ่งท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต และโรคเบาหวาน ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ถ้าท่านจะทานน้ำผึ้ง หรือ ACV ขอ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

    อัตราส่วน

    • 3 ช้อนชา = 1 ช้อนโต๊ะ
    • 1 ช้อนชา = 5 มิลลิลิตร
    • 1 ช้อนโต๊ะ = 15 มิลลิลิตร

รวบรวมและเรียบเรียง โดยอาจารย์ปรัชญา ธัญญาดี เลขาชมรมคนรักต้นไม้ F.M.97
http://www.trinityradio.com/html/apple_cider_vinegar.html

มิถุนายน 15, 2006

จดหมายถึง Open#5 ทำดีแล้วทำดีอีก

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:39 pm

สวัสดีค่ะทีมงานโอเพ่น

วันนี้ได้นั่งอ่านบทสนทนาขนาดยาวที่ถอดเทปจากงานเสวนา วิพากษ์เศรษฐกิจ พิศการเมือง ก็เลยอยากจะเมล์มาขอบคุณที่อุตส่าห์ถอดเทปมาให้อ่าน จำได้ว่าตัวเองอยากไปแต่ติดงานอันยุ่งเหยิง ว่าจะขอบคุณตั้งแต่มีการลงบทสนทนาจากตอนที่ล้อมวงคุยเรื่องแปรรูป กฟผ.แล้ว เอาเป็นว่าอยากให้ลงแบบนี้อีกถ้าโอเพ่นจัดเสวนา และขอบคุณล่วงหน้านะคะ

กำลังอ่าน Toppling Thaksin ต้องใช้สมาธิอย่างแรง อ่านจากคอมไม่ไหวเลยต้องไปพรินท์มาอ่านแทน เจ๋งสุดๆ

ขอบคุณที่รวบรวมบทความดีๆ มาให้อ่านได้ทุกวัน

Epsie

มิถุนายน 13, 2006

ค่ายลูกแม่ไทรจิตใจงาม

Filed under: econ school, music, my life, people — epsilon @ 10:03 pm

กบน้อยเคโระ เคโระ
ตะลึ่ง ตึ่งโป๊ะ
เคโระ แดนซ์กระจาย
โยกย้าย ทั้งซ้าย และขวา
โยกย้าย ทั้งซ้าย และขวา
มาซิมา โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ (ซ้ำ)

ตึ่ง ตึ่ง โป๊ง โป๊ง ตึ่ง
ตึ่ง ตึ่ง โป๊ง โป๊ง ตึ่ง
โป๊ง มะ โล๊ง มะ โล๊ง มะ โล๊ง โป๊ง ตึ่ง

ปีนี้เพลง ‘กบน้อย’ เป็นเพลงฮิตประจำค่ายลูกแม่ไทรจิตใจงาม ค่ายต้อนรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นทุกปีนับถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 9
รุ่นละสองวันหนึ่งคืนทั้งหมด 4 รุ่นรุ่นละเกือบสองพันคน ที่เข้ามาเป็นน้องใหม่ให้พวกเราได้ดูแลและสร้างความประทับใจ
มหาลัยเป็นเจ้าภาพในการจัดค่ายรับน้อง โดยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และพี่ๆ นักศึกษา และเป็นกิจกรรมบังคับที่นักศึกษาทุกคนต้องผ่าน
ถ้าปีที่เข้าเป็นนักศึกษาน้องใหม่ไม่เข้าค่าย ลาค่าย ด้วยเหตุผลใด ๆ ภายใน 4 ปี ก่อนจบก็จะต้องกลับมาเข้าค่าย 1 ครั้ง

งานนี้ใช้ทีมงานกว่า 400 ชีวิต บางส่วนรับผิดชอบตลอดสี่ค่าย บางส่วนสลับผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา
มีตั้งแต่ฝ่ายสวัสดิการดูแลอาหารว่าง อาหารหลัก น้ำ
ฝ่ายรปภ.ที่ดูแลการเข้าออกของคนที่เข้ามาร่วมค่ายและคนที่เข้าออกมหาวิทยาลัย
ฝ่ายพยาบาล
ฝ่ายระเบียบวินัยงานค่าย
ฝ่ายประสานงานกลาง
ฝ่ายพิธีการ
ฝ่ายเวทีกลางที่สร้างความสนุกสนานตลอดช่วงเวลาที่น้องๆ เข้ามาอยู่ในหอประชุม
ฝ่ายพี่เลี้ยงและอาจารย์พี่เลี้ยง
ฝ่ายช่างภาพ ทั้งภาพนิ่ง ภาพวีดีโอ ที่คอยเก็บภาพตลอดงานเพื่อทำ Hot Shot มาฉายกันวันต่อวัน
ฯลฯ

เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะอาจารย์พี่เลี้ยง
หนึ่งค่ายแบ่งเป็น 10 ยูนิต
1 ยูนิตจะมีอาจารย์พี่เลี้ยงดูแล 2 คน Head Staff 1 คน และพี่เลี้ยง 12 คน
และใน 1 ยูนิตจะแบ่งเป็น 6 G (group)

กว่าจะได้อยู่ในทีมพี่เลี้ยง อาจารย์ เจ้าหน้าที่และสโมสรนักศึกษาปีก่อนหน้า และปีที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งต้องไปอบรมผู้นำกิจกรรมร่วมกัน และมีการเก็บคะแนนโดยแมวมองจากกองกิจการนักศึกษา ว่าใครจะผ่านการคัดเลือกเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ และเข้าไปมีส่วนร่วมที่ส่วนงานใด

หลักจากผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นแล้ว ตัวเองก็ต้องมาร่วมกิจกรรมเก็บตัวกับน้อง ๆ อาสาสมัครที่สมัครเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในงานนี้ ประมาณว่าเป็นแมวมอง หา Head Staff ให้ได้ 10 อรหันต์ที่จะทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการนำลูกทีมสร้างความสนุกสนานให้กับน้องๆ และมีความสามารถในการตัดสินใจเมื่อเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วย รวมทั้งต้องให้คะแนนเพื่อคัดเลือกและคัดออกสำหรับคนที่จะมาเป็นพี่เลี้ยง แบ่งคะแนนเป็นลำดับเพื่อให้การจัดกลุ่มพี่เลี้ยงในแต่ละยูนิตได้พี่เลี้ยงที่มีฝีมือเข้าตาเฉลี่ยๆ กันไป

ความร่วมมือร่วมใจจากทุกๆ ฝ่ายในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน รปภ. เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อาจารย์ทุกคณะ สโมสรนักศึกษา คณะกรรมการนักศึกษาทุกคณะ และอาสาสมัครจากทุกคณะ ทำให้เกิดงานนี้ขึ้นมาได้

ครั้งหนึ่งในชีวิตภายใต้รั้วมหาวิทยาลัยเอกชน ใครจะคาดคิดว่ามีการรับน้องอย่างอบอุ่นไม่แพ้การรับน้องจากพี่ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยรัฐบาล
และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดจัดโดยมหาวิทยาลัยและบุคคลากรภายใน

ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบายศรีสู่ขวัญจากอาจารย์ในคณะ รุ่นพี่ปัจจุบันและศิษย์เก่า ทำให้ใครหลายคนหลั่งน้ำตาด้วยความอบอุ่น

ความสนุกสนานที่เกิดจากความพยายามเล่นเกมส์โดยทีมเวทีกลางและพี่ๆ ประจำยูนิตเพื่อละลายพฤติกรรม จนทำให้น้องๆ ฮึดสู้ลุกขึ้นมาเต้นท่าประหลาดๆ เพื่อบูมยูนิตแสดงสปิริตแข่งกับยูนิตอื่นแบบลืมเขิน จากที่ไม่รู้จักใคร กลายเป็นว่าได้เพื่อนอีกหลายคนที่ร่วมทำกิจกรรม ร่วมหัวเราะ ร่วมกันทำท่าแปลกๆ ร่วมกันออกกำลังกาย ฯลฯ ได้รุ่นพี่จากคณะตัวเองและต่างคณะที่เป็นพี่ประจำ G ประจำยูนิต ได้รู้จักอาจารย์คณะตัวเองและต่างคณะที่อยู่ในยูนิต จากการปฐมนิเทศของคณะ และพิธีการบายศรีสู่ขวัญ

ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ค่าย มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยกันมากเพราะกิจกรรมในแต่ละวันเริ่มที่ 6.30 น. และเสร็จส่งน้องเข้านอนพร้อมกับเช็คชื่อส่งคืนส่วนกลางจบลงที่เที่ยงคืน แต่ความอิ่มใจที่ได้เห็นน้องๆ หัวเราะ ขำกับเกมส์ที่พวกเราขอความร่วมมือให้เล่น เห็นน้องๆ ยักย้ายส่ายสะโพกไปกับพี่ๆ เพราะสนุกไปด้วย (บิลด์ขึ้น)

จนถึงวันปิดค่ายเราได้เห็นทั้งพี่เลี้ยงและน้องที่มาอยู่กับเราสองวันหนึ่งคืนเสียน้ำตา อย่าให้เล่าบรรยากาศวันสุดท้ายของค่ายรุ่นที่สี่ ต่อมน้ำตาแตกกระจาย ไอ้ที่เห็นฮาๆ มา แปดวัน วันสุดท้ายสะอื้นจนต้องดึงเข้ามากอด

มีน้องปีหนึ่ง(น้องในยูนิตที่เราดูแลเอง -น้องคนนี้ให้ความร่วมมือดีมาก เต้นได้น่ารักมาก ออกมายืนข้างหน้ากับพี่ๆ เลย แต่เต้นมากไม่ได้เพราะเหนื่อยง่าย แถมความน่ารักระดับเป็นดาวจนช่างภาพของสโมมาขอถ่ายรูปเก็บไว้)ลุกขึ้นมาเปิดใจก่อนปิดค่ายว่าเค้าป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ไม่ได้ไปโรงเรียนช่วงม.1 และ ม.3 เพราะอยู่โรงพยาบาล หมอต้องการให้เค้าผ่าตัดอีกครั้ง แต่เค้าไม่ยอม นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าได้มาอยู่ค่าย มานอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านและโรงพยาบาล ตื่นเต้นมาก เก็บกระเป๋าล่วงหน้าหนึ่งเดือน เค้าสนุกมาก มีความสุขมาก เค้าขอบคุณที่ทำให้เค้ามีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย เพราะเค้าไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตถึงวันไหน…

ส่วนน้องอีกคนก็เป็นมะเร็งในลำไส้ แต่อยากร่วมกิจกรรม เลื่อนการผ่าตัดออกไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะมาค่ายนี้ ปวดท้องมาก พี่ๆ พาน้องไปส่งโรงพยาบาล พอรู้ว่าน้องเลื่อนการผ่าตัดเพื่องานนี้ ก็ได้แต่อึ้งไป กลัวลูกเค้าเป็นอะไรไป แต่น้อง ที่บ้าน และคุณหมอโอเค บอกว่ายังไม่ต้องผ่าวันนี้ได้ น้องตื่นขึ้นมาก็ขอให้พาไปดูเพื่อนทำกิจกรรม ไม่ได้ร่วมกิจกรรมขอนั่งดูก็ยังดี

พี่เลี้ยงที่ถือไมค์เล่าในห้องประชุมก่อนปิดค่ายร้องไห้ตั้งแต่ลุกขึ้นยืน และคงไม่ต้องเล่าต่อว่าพวกเราเสียน้ำตากับเรื่องนี้หรือเปล่า

นักศึกษาปีสี่ที่จบแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม ส่วนใหญ่คือสโมสรนักศึกษารุ่นที่เพิ่งหมดวาระเข้ามาทำหน้าที่อยู่ในส่วนของเวทีกลาง ไม่ยอมไปทำงาน ขอเริ่มงานหลังจากจบค่ายทั้งๆ ที่บริษัทโทรมาเรียกตัว

เป็นอย่างนี้ทุกรุ่น

ได้เห็นพัฒนาการของเด็กๆ แล้วก็ได้แต่ปลื้มใจ
บางคนเราจำได้จากค่ายที่เค้าเข้ามาเป็นปีหนึ่ง เพราะเค้าโดดเด่น ให้ความร่วมมือมาก สนุกสนาน และลุกออกมาเต้นได้น่ารักน่าชัง
ปีนี้เค้ามาเป็นพี่เลี้ยงเพราะอยากให้น้องได้สนุก ประทับใจ อย่างที่เค้าได้รับจากรุ่นพี่

กับน้องบางคนเห็นตั้งแต่เค้าเป็นพี่เลี้ยง จนปีต่อมาเค้าได้เป็น Head Staff และปีนี้เค้าอยู่เวทีกลาง ฝีไม้ลายมือในการสร้างความสนุกสนานให้คนทั้งหอประชุม อยู่ในระดับ A plus

ภาพที่เห็นจนชินตาคือภาพที่น้องๆ ลุกขึ้นมาเต้นตามเพลงน่ารักๆ พร้อมท่าประกอบ อย่างเพลงกบน้อย
การบูมยูนิตส่วนใหญ่จะเป็นการคิดแก๊กเริ่มต้น และการเชื่อมต่อเพลงต่างๆ ให้เป็นเมดเลย์ พร้อมทั้งลีลาการจบแบบหักมุม
ยูนิตละประมาณห้าเพลงต่อหนึ่งบูม ค่ายละ 10 ยูนิต ทั้งหมด 4 ค่าย
ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเพลงมาจากไหนเยอะแยะ ก็มีซ้ำกันบ้าง บางเพลงก็ต่อเติม ดัดแปลง แต่งเพลงใหม่

แถมยังมีการแต่งเพลงแก้กันไปแก้กันมา ให้ฮาครืนกันเป็นระยะๆ
จากกบน้อย ก็กลายเป็น เขียด อึ่ง คิตตี้ และกบน้อยโดนแกล้ง
จากสบู่ตราลูกเป็ด แก้เป็น สบู่ตราลูกไก่
รถตู้ แท๊กซี่
ลูกเป็ดคอมโบ : ลูกเป็นอาบน้ำฝักบัว ลูกเป็ดไปเที่ยวซอยสี่ ลูกเป็ดหลับฝันดี
ฯลฯ
ปีนี้มีแดจังกึม กับหมดโฮชุนด้วย เอากับเค้าซิ่

ยืนเต้นไม่ได้เพราะยูอื่นบูม พี่ๆ ก็นั่งเต้นทำท่าตามเฉพาะท่อนบน ร่าเริ่งกันสุดฤทธิ์จนน้องๆ แซวว่าคนที่สนุกที่สุดในค่ายคือพี่เลี้ยง
หลังจากเสร็จค่ายเราจะให้น้องๆ ลอดซุ้มประแป้งออกมาเจอพี่ๆ ที่เต้นเพลงเมดเลย์เป็นขบวนยาวเหยียด
เมดเลย์นี่อยู่ในระดับกว่าห้าสิบเพลง เต้นไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องจะลอดซุ้มหมด
น้องหมดแล้วพี่ๆ ก็ยังไม่เลิกเต้น วิ่งไปรวมกันที่สนามบาสเต้นกันต่อ เด็กบางคนก็เข้ามาร่วมแจมแบบว่าปล่อยกลับบ้านแล้วแต่ยังสนุกอยู่
คุณพ่อคุณแม่ที่มารับน้องๆ กลับบ้านก็จะมายืนดูเด็กๆ เต้นส่งน้องลอดซุ้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรที่เห็นพวกเราเต้นท่าบ้าๆ บอๆ กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เราก็แอบเห็นผู้ปกครองส่วนใหญ่ยิ้มๆ ค่อยโล่งใจหน่อย

ไม่อยากจะโม้เลยว่าป้าepsie เคยเต้นกับน้องๆ ไม่เลิกไม่ราตลอดสี่ค่าย แต่มาปีนี้สังขารไม่ค่อยอำนวยกับกลัวกล้อง ก็เลยแอบวิ่งไปอยู่ในขบวนเฉพาะตอนที่เค้าเริ่มร้องว่า

แจว มาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึก นึกถึงคนแจว
แจวเรือไปซื้อกระดาษ
ขอเชิญเศรษฐศาสตร์ลุกขึ้นมาแจว

ปล.โพสต์คลิปวีดีโอไม่เป็น ไม่งั้นจะให้ดูว่ากบน้อยเต้นยังไง

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.