Epsilon’ s blog

ตุลาคม 2, 2006

Stroke ทำให้โลกหยุดหมุน

Filed under: my life — epsilon @ 11:57 pm

ค่ำนี้เราเสียน้ำตาอีกครั้ง แอบเศร้าแต่ไม่กล้าให้เค้าเห็นว่าเราร้องไห้เพราะเค้า

สะเทือนใจที่เห็นผู้ชายคนนึงท้อแท้ที่ทานอะไรด้วยตัวเองไม่ค่อยได้
ต้องฝึกกินน้ำ กินข้าวต้ม ฝึกเคี้ยว ฝึกกลืน แต่ก็ยังทำไม่ค่อยดีนัก

ชายคนนั้นคือ อากง พ่อขอป๊า หรือปู่ของเราเอง
ปีนี้ อากง อายุ 94 ย่าง 95 ปี
จากที่เคยเป็นคนแข็งแรง ไปทำสวนหลังบ้านทุกวัน ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ต้องกินยาใดๆ
วันที่ 18 สิงหาคม 2549 อากงต้องไปนอนที่ห้องไอซียู
เพราะการเต้นของหัวใจต่ำมากแค่ 40-50
เส้นเลือดใหญ่ในสมองซีกขวาตีบ (ศัพท์ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Stroke)
ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะซีกซ้ายอ่อนแรง หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก

ต้องให้ออกซิเจน ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบชั่วคราว
ต้องให้น้ำเกลือ ให้ยา ให้อาหารทางสายยาง

อากงอยู่ในห้องไอซียู 10 วัน
อาการ ดีขึ้น แย่ลง จากการติดเชื้อสลับกันไป
แต่โชคยังดีที่หัวใจกลับมาเต้นในระดับปกติจนถอดเครื่องกระตุ้นหัวใจออกได้และไม่ต้องผ่าตัดใส่แบบถาวรเข้าไป
จากนั้นย้ายออกมาอยู่ห้องธรรมดากลับมีอาการแย่ลงในช่วงเรกเพราะติดเชื้อยังไม่หายดี และสำลักอาหารลงปอดทำให้ปอดบวม
หลังจากที่ให้ยาครบ เหลือเฉพาะยาลดเสมหะที่ให้ทางสายยาง และอาการดีขึ้นคือรู้สึกตัวมากขึ้น ตื่นมากขึ้น
เราก็เริ่มฝึกให้อากงกินน้ำว่าจะสำลักหรือเปล่าด้วยการหยอดด้วยหลอดทีละสองสามหยด ไม่สำลักแฮะ
“อากงกินยาคูลไหม๊” อากงพยักหน้า เราก็เริ่มปฎิบัติการเอายาคูลหยอดให้กินบ้างแทนน้ำเปล่า
สองวันต่อมา อากงชักจะไม่ยอมแล้ว ทำท่าหลอดเจาะยาคูล ประมาณว่าจะดูดเองแล้ว
เราก็เลยลองดู ให้ดูดจากหลอดเล็กๆ ค่อยๆ ฝึก อากงมีแรงดูด แต่ก็ได้ประมาณหนึ่งส่วนสามขวด
เราให้ฝึกดูดยาคูลกับน้ำเปล่าอยู่ห้าวัน แล้วก็เริ่มฝึกให้อากงกินข้าวตุ๋น

ครั้งแรกนี่ทุกคนลุ้นระทึกมาก ถึงขั้นถ่ายคลิปเก็บไว้เลย
สองสามคำแรกเราป้อนให้ ไม่สำลัก จะป้อนต่อก็ไม่ยอมแล้ว อยากจะตักเอง
อากงกินไปจนหมดชาม (ถ้วยซุป) กินไปหาวไป ง่วงแต่ก็อยากกิน ตลกดี
รู้สึกว่า อากงและทุกๆ คนจะมีกำลังใจขึ้นมามากว่าอากงน่าจะกลับมากินได้และเอาสายอาหารที่เสียบอยู่ที่จมูกออก
แต่หลังจากนั้น พอเราเอาข้าวต้มที่เหลวๆ เป็นน้ำให้อากงกิน แล้วน้ำก็ไหลออกมาจากปากด้านซ้ายตลอดเพราะเค้าบังคับซีกซ้ายไม่ได้ อากงก็เศร้าๆ เสียใจ
วันนี้เราต้มข้าวต้มแบบข้นๆ เละๆ ต้มซุปเห็ดกับผักไปให้ กินกับปลา อากงกินได้เพราะอาหารมีความหนืด แต่ก็ยังกินได้ไม่เยอะ แค่ประมาณสิบกว่าคำก็โบกมือว่าพอ
รู้สึกว่าอากงเศร้า ซึม ท้อแท้ เพราะอยากกินให้ได้เยอะๆ แต่ก็กินไม่ได้
เราเห็นน้ำตาอากงซึมๆ แววตาไม่สดใสเหมือนวันแรกที่กินได้ก็อดสงสารไม่ได้
จากคนที่เคยแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง กลับต้องมานอนอยู่บนเตียง แขน ขาด้านซ้ายขยับไม่ได้ บังคับลิ้นก็ยังไม่ได้
จากที่เราเคยหวังว่าอากงจะกลับมาเดินได้
เหลือแค่นั่งได้ก็พอ
ถอดสายอาหารออกได้ก็พอ
ตอนนี้เราบอกกับอากงว่า “เป็นยังไงก็รักเหมือนเดิม”
ถึงจะต้องกินอาหารทางสายยางไปตลอดชีวิต เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ บังคับลิ้นไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร

หมอบอกว่าใกล้จะกลับบ้านได้แล้วนะเพราะตอนนี้ไม่มียาที่ต้องฉีดให้อากงแล้ว มีเฉพาะยากิน
แต่อย่าคาดหวังว่าจะถอดสายอาหารออกถาวร เพราะคนไข้ที่มีอาการทางสมอง มักจะมีปัญหาเรื่องการสำลักอาหารลงปอดซึ่งจะทำให้ติดเชื้อและมีปัญหาตามมา ถ้าคนไข้กินเองจะกินได้ไม่เยอะ สารอาหารก็คงไม่เพียงพอ ควรให้ทางสายยาง ให้ทานทางปากแค่ให้คนไข้รู้รส มีความสุขกับการได้กิน

ตอนนี้อากงกินกล้วย (เหมือนเด็กทารกกินน่ะ) กินโจ๊ก ข้าวตุ๋น ยาคูล น้ำส้ม น้ำ ทุกอย่างหัดใหม่หมด ต้องคอยบอกว่าให้เคี้ยวก่อนนะ เคี้ยวแล้วเกลือนลงไปนะ อย่าอมนะ กลืนหมดหรือยัง กลืนให้หมดก่อน ไหนดูหน่อยอ้าปากซิ หมดแล้วกินอีกนะ พอป้อนแล้วก็มีน้ำหรืออาหารไหลออกมานิดหน่อยที่มุมปากซ้าย ต้องใช้ผ้าคอยเช็ดให้

อากงดึงสายอาหารทุกวัน ทั้งๆ ที่ตอนนอนผูกมือไว้กับขอบเตียง เพราะรำคาญสายอาหารที่เสียบอยู่ที่จมูก อากงงอตัวลงและก้มหัวทำตัวคู้ๆ แล้วก็ดึงออกได้ตลอด บางวันดึงสามรอบ เวลาใส่ใหม่ก็จะเจ็บมากเพราะต้องเสียบเข้าทางจมูก สลับข้างไปมา แต่อากงก็ดึงได้ทุกคืน แล้วตอนเช้าค่อยใส่ใหม่ พูดเท่าไหร่ก็ไม่เชื่อ ต้องให้หลานจับมือไว้ตลอด หลับคาเตียงกันเลย

อากงนอกจากจะดึงสายอาหารแล้ว ยังดึงสายออกซิเจน ดึงสายฉี่ แกะเพมเพอร์สออกเพราะรำคาญ ดื้อเงียบๆ ไม่โวยวาย ดึงออกหมด

ตอนนี้เปลี่ยนจากสวมคอนดอมต่อสายลงถุง เป็นสวมถุงพลาสติกแล้วเทรวมใส่ขวดเพื่อวัดปริมาณและเอาไปตรวจแทน แต่อากงก็รำคาญอยู่ดี ใช้ขาข้างขวาถีบจนถุงหลุดบ่อยๆ (ใช้คอมฟอร์ทร้อยไม่ได้เพราะถ้าอากงบอกว่าจะฉี่ อีกสองวิอากงก็ฉี่แล้ว ไม่ทันอ่ะ)

น้องเราเอาหมอนข้างหมีพูท์ไปให้อากงกอด อากงก็ลูบหัวหมีพูท์เหมือนลูบหัวหลานๆ เวลาที่ไปเยี่ยม ดึงผ้ามาห่มให้หมีพูห์ เป็นเรื่องขำของพยาบาลมาก พยาบาลชอบไปแกล้งอากงว่าถ้าดื้อจะเอาหมีไปนะ อากงก็จะตื่นตาโต ตลกดี พยาบาลที่นั่นเรียกอากงว่า ‘คุณตาหมีพูท์’

อยู่ๆ วันนึงอากงถามว่าตุ๊กตานี้ชื่ออะไร เราก็บอกไปว่า หมีพูท์ เรียกซิ่ อากงได้แต่พยักหน้า
ล่าสุดอากงชี้ที่หมีแล้วถามว่าช่วยอะไร เราก็ขำ บอกไปว่าหลานอากงอีกคนไง จะได้อยู่เป็นเพื่อนอากง อากงก็พยักหน้าหงึกๆ

และก็เป็นน้องเราอีกน่ะแหละที่เอาผ้าห่มผืนเล็กๆ มาให้อากงห่มที่โรงพยาบาล ผ้าห่มผืนนั้นเป็นลายคิตตี้สีชมพูหวานหยด ใครๆ มาที่ห้องก็พากันถามว่าอากงชอบการ์ตูนเหรอ พวกเราก็ขำ บอกว่าปล่าวค่ะ อากงมีหลานสาวหลายคนก็เลยมีแต่ของพวกนี้ เอามาจากบ้าน ไม่ได้ซื้อใหม่

อากงนอนอยู่บนเตียงพร้อมผ้าห่มคิตตี้สีชมพูแล้วก็กอดหมอนหมีพูท์อีกต่างหาก น่ารักซะไม่มี

พยาบาลมาก็จะพยักหน้า บางทีก็จับมือเช็คแฮนด์ บางทีก็หยิกแก้มพยาบาลคืน(เพราะพยาบาลชอบมาหยิกแก้มอากง) บางทีก็ตะเบะมือแบบตำรวจ ขำๆ ดี

พวกเราสอนสัญลักษณ์มือให้อากงทำตาม ทั้งชูสองนิ้ว สู้ตาย, สามนิ้ว โอเค, แล้วก็โบกมือบ๊ายบายเวลาที่คนมาเยี่ยมลากลับ อากงก็ทำตามอย่างว่าง่าย

อากงจะเป็นห่วงแขนขาข้างซ้ายตลอด ไปนั่งข้างเตียงอากงก็จะชี้ว่าให้นวดข้างซ้ายให้หน่อย จะได้หายเร็วๆ บางทีก็ขอผ้ามาเช็ดหน้า เสร็จแล้วก็เช็ดมือข้างขวาแล้วก็ชี้ว่าให้เอามือข้างซ้ายมาให้หน่อย แล้วก็เช็ดๆ ทำความสะอาดเอง อยู่ว่างๆ อากงก็จะยกแขนขาข้างขวาเพื่อออกกำลังเอง (แต่อาทิตย์นี้ไม่ยอมทำแล้ว อากงท้อแท้)

ช่วงนี้อยู่ในช่วงของการพักฟื้น กายภาพบำบัดเบื้องต้น และฝึกดื่มน้ำ กินอาหารอ่อนทางปาก หวังว่าทุกๆ อย่างคงจะดีขึ้น

เวลาไปเยี่ยมพวกเราจะกอดอากงที่อกให้อากงลูบหัว ก่อนกลับบ้านก็จะหอมหน้าผากกับแก้มอากงทุกครั้ง
เป็นช่วงเวลาเดือนกว่าๆ ที่พวกเราร้องไห้กันได้ตลอดเวลา บางทีนั่งๆ อยู่ก็ร้องไห้ซะอย่างนั้น สลับกันร้องไห้ บางวันเรา บางวันน้อง บางวันก็อาโกว(ป้า) กินข้าวที่บ้านก็คิดถึงอากง ไปโรงพยาบาลสงสารอากงก็ร้องไห้ ฟังเพลงคิดถึงอากงก็ร้องไห้ การที่อากงป่วยทำให้พวกเรารู้ว่าเรารักแล้วก็แคร์อากงมาแค่ไหน
หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราไปหาอากงทุกวัน ทำไมไม่จัดเวร ผลัดๆ กันไป มันไม่เหมือนกันหรอก ถ้าคุณไม่มีคนแก่ที่เค้าเลี้ยงคุณมา อยู่ด้วยกันทุกวัน อยู่บ้านเดียวกันตั้งแต่เกิด อธิบายไปก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเราถึงไปอยู่กับอากงวันละหลายๆ ชั่วโมง เราอยากให้กำลังใจเค้า อยากเห็นพัฒนาการในแต่ละวันว่าดีขึ้นแค่ไหน กำลังใจสำหรับคนป่วยเป็นเรื่องสำคัญมาก เราได้แต่หวังว่าถ้าอากงได้กลับไปอยู่บ้าน กำลังใจคงจะดีขึ้นกว่าอยู่โรงพยาบาลแล้วก็ฟื้นฟูร่างกายตัวเองได้ดีว่าตอนนี้

ถ้าอากงไม่ใช่คนที่มีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง อากงอาจจะไม่อยู่กับเราตั้งแต่ติดเชื้อตอนอยู่ไอซียูแล้ว ตอนนั้นหมอบอกว่าโอกาสรอดแค่ 20% ในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุมากขนาดนี้ แต่เป็นเพราะอากงไม่มีโรคประจำตัวอะไร ร่างกายสมบูรณ์มาก ให้ยาแรงแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้ยา หรือกระทบกระเทือนกับโรคประจำตัว จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเราในบ้านคำนึงถึงสุขภาพอย่างจริงจัง ต้องออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ เพราะป้องกันง่ายกว่ารักษา

….

เมื่อก่อนอากงจะเป็นคนที่กินแต่อาหารจีนๆ เหมือนๆ เดิม แต่ช่วงสองสามปีหลัง อากงเปลี่ยนไป กินกับข้าวทุกอย่าง ชิมหมด ตั้งแต่น้ำพริกกะปิ แกงส้ม ต้มยำ หลานกินขนมก็จะขอชิมนิดนึงว่าเป็นยังไง ไปทำสวนกลับมาก็จะเปิดสปอนเซอร์กินเอง บางทีก็ยาคูล บางครั้งกินข้าวเสร็จ เดินไปตักไอติม กินเอง พวกเราก็ได้แต่ขำ แต่ก็บอกว่าดีแล้ว กินเถอะอร่อยก็กินไป

…..

บทสนทนาของอากงกับหลาน ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว (อากงฟังภาษาไทยได้บ้าง) ที่ข้าพเจ้าต้องพยายามขุดขึ้นมาจากกล่องความทรงจำ ถ้ายากมาก ยาวมาก ก็จะโทรหาป๊าให้ป๊าพูดให้ฟัง หรือไม่ก็ยื่นโทรศัพท์ให้ป๊าคุยกับอากงเลย
ช่วงแรกที่อากงฟื้นและเริ่มพูดใหม่ๆ ฟังไม่ค่อยออกเพราะลิ้นห่อ ต้องใช้ความพยายามในการเดาขั้นสูง ตอนนี้อากงพูดชัดขึ้น และจะพูดกับพยาบาลชัดโดยเฉพาะคำว่า ปล่อย แกะ (ผ้าผูกมือ) เจ็บ

เวลาที่เราคุยโทรศัพท์ อากงมักจะถามว่าป๊าเหรอ อยากได้ยินเสียง อยากคุยกับป๊า งานนี้อากงจากที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์ ก็เลยกลายเป็นว่า เราเอาโทรศัพท์ไปแนบหูอากงเกือบทุกวันให้ที่บ้านและญาติๆ ได้คุยกับอากง ช่วยๆ กันให้กำลังใจหน่อย

….

ตอนเด็กๆ ที่เรียนอนุบาล ประถม จำได้ว่าอากงพายเรือไปรับส่งทุกวัน (โรงเรียนห่างจากบ้านประมาณ 1 กิโล บ้านเราติดคลอง โรงเรียนก็ติดคลอง) แล้วเราก็ไม่เคยหิ้วปิ่นโตไปเอง เพราะกลางวันอากงจะพายเรือเอาอาหารกลางวันที่ที่บ้านเพิ่งทำเสร็จร้อนๆ ไปให้กินที่โรงอาหาร พวกเราจะได้กินอาหารอุ่นๆ มื้อกลางวัน ไม่เหมือนเพื่อนที่กินอาหารที่เย็นชืดเพราะหิ้วปิ่นโตมาตั้งแต่เช้า

เราหลานๆ ยังคุยกันเลยว่าทำไมอากงถึงได้ขยันแล้วก็ทำให้พวกเราขนาดนั้น แค่ให้เราได้กินอาหารอุ่นๆ เนี่ยนะ ไม่รักอากงแล้วจะให้ไปรักใครล่ะ

….

วันก่อนระหว่างทางขับรถไปโรงพยาบาล ได้ฟังเพลง ‘ยังรอคอยเธอเสมอ’ ของ พรู แต่เป็นเสียง พี่แอม ร้องใน cover night น้ำตาเราไหลตลอดเพลง ฟังแล้วคิดถึงอากงมากเพราะเราเพิ่งเอารูปวันรับปริญญาที่ถ่ายกับอากงและครอบครัวมาดู คิดถึงลายมือภาษาจีนที่อากงเขียนอวยพรสำหรับงานแต่งงานน้องชายที่เราเก็บไว้ คิดถึงรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นมาจากหัวใจ

เพราะเธอยังอยู่ เธออยู่ในหัวใจ เธอคือพลังให้ฉัน ได้เจอวันดีๆเรื่อยไป ในวันที่ตัวฉันแพ้ ในใจท้อแท้แม้ซักเท่าไหร่ ก็ยังมีเธอ คิดถึงอยู่ฉันก็อุ่นใจ …ใจของฉันยังมั่นคงอยู่ไม่ขอเปลี่ยนไป ‘รักอากงเหมือนเดิม’

2 ความเห็น »

  1. ขอให้อากงแข็งแรง

    ความเห็น โดย pickmegadance — ตุลาคม 5, 2006 @ 7:23 pm

  2. อากงช่างมีครอบครัวที่น่ารักจริงๆ…..–>

    ความเห็น โดย Mr.GELGLOOG — ตุลาคม 8, 2006 @ 9:56 am


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: