Epsilon’ s blog

ธันวาคม 30, 2007

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา–ชายหนุ่มที่ฉันตกหลุมรัก

Filed under: book, my life, open, people, recommended — epsilon @ 6:00 am

รวมบทสัมภาษณ์ (บางส่วนที่ค้นพบบนโลก cyber) คุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา นักเขียนที่สุดในดวงใจ epsie
นักเขียนที่เราตามอ่านผลงานของเค้ามานานหลายปี
จนกล้าพูดว่า พี่โญเป็นนักเขียนที่เราชอบมากที่สุด

เราตกหลุมรักตัวอักษร วิธีคิด และความแน่วแน่ในการเลือกเดินเส้นทางที่ตัวเองตั้งมั่นของผู้ชายคนนี้

ขอบคุณที่พี่โญเขียนหนังสือดีๆ เขียนบทบรรณาธิการดีๆ สร้างงานดีๆ (ให้สัมภาษณ์ และเป็นผู้สัมภาษณ์) ก่อสร้างและเป็นพ่อบ้านนิตยสารโอเพ่น สำนักพิมพ์โอเพ่นบุ๊คส์ เลือกจัดพิมพ์หนังสือคุณภาพเยี่ยม ทำให้เราได้เสพงานเขียนที่เปิด และ/หรือ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ ในการดำเนินชีวิต

ขอบคุณจริงๆ ค่ะ

หมายเหตุ
ขอบคุณภาพหน้าปก foolstop the 2nd edition จากเวบคุณ eYacht
ภาพหน้าปกหนังสืออื่นๆ จากเวบ pantip.com, openbooks
ภาพ portrait พี่โญ จากนิตสารสารคดี โดย คุณบุญกิจ สุทธิญาณานนท์

[1] นิตยสารสารคดี ฉบับเดือนตุลาคม 2550 (ขอบคุณ พี่คนชายขอบ ที่แจ้งข่าวบทสัมภาษณ์บทนี้-ขอบคุณค่ะ)

สัมภาษณ์ : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา “เราต้องการการระเบิดทางปัญญา”

วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ : สัมภาษณ์
บุญกิจ สุทธิญาณานนท์ : ถ่ายภาพ

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

“เราต้องการการระเบิดทางปัญญา”

ในแวดวงคนทำสื่อรุ่นใหม่ คงไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks

เมื่อประมาณสิบปีก่อน ภิญโญก่อตั้งนิตยสาร OPEN ขึ้นในโลกหนังสือ และเป็นที่กล่าวขวัญมาถึงบัดนี้ว่า เป็นสื่อทางความคิดด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอันแหลมคมของคนหนุ่มสาว แม้ปัจจุบันจะต้องปิดตัวลงด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีเว็บไซต์ชื่อ onopen.com มาแทนที่ ขณะเดียวกันสำนักพิมพ์แห่งนี้ยังผลิตหนังสือเพื่อกระตุ้นต่อมปัญญาให้แก่ผู้คนในสังคมตลอดมา

openbooks จึงเป็นสำนักพิมพ์ไม่กี่แห่งที่ยังยืนหยัดผลิตหนังสือมีคุณภาพออกมาอย่างไม่ขาดสาย ท่ามกลางกำลังใจของบรรดาคอหนังสือที่ปรารถนาให้สำนักพิมพ์แห่งนี้อยู่ได้อย่างมั่นคง

โดยอาชีพ ภิญโญเป็นนักสัมภาษณ์ตัวยง เรียกได้ว่าเป็นมือสัมภาษณ์อันดับต้นๆ ของเมืองไทย

ภิญโญเริ่มต้นชีวิตบนเส้นทางคนทำสื่อมาตั้งแต่เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ นิตยสาร GM หนังสือพิมพ์ เอเชียไทมส์ และเป็นมือสัมภาษณ์ให้แก่นิตยสารชื่อดังของเมืองไทยหลายเล่ม ปัจจุบันนอกจากเป็นบรรณาธิการสำนักพิมพ์และคอลัมนิสต์แล้ว ยังหันมาจัดรายการวิทยุ “เปิดสมอง ลองตั้งคำถาม” ทาง Fat Radio คลื่น FM ๑๐๔.๕ ทุกวันเสาร์เวลาสองทุ่ม ซึ่งก็ยังเป็นรายการสัมภาษณ์บุคคลที่น่าสนใจในแวดวงต่างๆ

ด้วยอาชีพนี้เขาจึงมีโอกาสพบปะพูดคุยกับผู้คนหลากหลายอาชีพ ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ นักวิชาการ ศิลปิน ดารา นักร้อง พ่อค้า เอ็นจีโอ ไปจนถึงชาวนาชาวไร่หลายร้อยคนทีเดียว การได้สัมภาษณ์บุคคลเหล่านี้เอง บ่มเพาะให้เขาได้เข้าใจโลกในหลายมิติ

บทความจำนวนมากที่เขียนขึ้นต่างกรรมต่างวาระชี้ให้เห็นว่า ภิญโญสามารถเชื่อมโยงและวิเคราะห์ความคิดความอ่านของผู้คนจำนวนมากในสังคมได้อย่างน่าสนใจ

ภิญโญเคยบอกว่าเขาเป็นคนชอบตั้งคำถาม เป็นนักถามโดยอาชีพ แต่สำหรับครั้งนี้ เขายินดีเป็นผู้ถูกสัมภาษณ์ และยินดีตอบทุกคำถามของ สารคดี

มาลองอ่านความคิดของชายหนุ่มผู้ถือว่าเป็น “ไอดอล” ของคนทำหนังสือรุ่นใหม่ ที่สามารถแทรกตัวอยู่บนพื้นที่เล็กๆ ในธุรกิจหนังสือปัจจุบัน

คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นจริงไหม

คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้นจริงตามสถิติ แต่คำถามที่ต้องถามต่อคืออ่านหนังสืออะไร ถ้าเราเดินเข้าไปในร้านหนังสือจะเห็นชัดว่าหนังสือที่ได้รับการวางอยู่ด้านหน้าสุดเป็นหนังสือประเภทไหน ซึ่งนั่นเป็นเครื่องสะท้อนว่าคนไทยอ่านหนังสือแบบไหน หนังสือแนวเอาใจวัยรุ่น หนังสือที่สร้างความหวือหวาให้ชีวิต หนังสือที่ให้ความบันเทิงในช่วงเวลาสั้นๆ เป็นหนังสือที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมชาติของการอ่านในช่วงต้นๆ ของชีวิต แต่หลังจากนั้นควรมีหนังสือที่จะนำพาเราไปสู่ความลุ่มลึกของชีวิตมากขึ้น เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้นก็ต้องการปัญญาที่ลึกซึ้งมากขึ้น เพื่อจัดการกับปัญหาชีวิตที่ลึกซึ้ง รวมทั้งปัญหาโลกที่ลึกซึ้งไปตามกัน หากระนาบของการอ่านยังอยู่เท่าเดิมในขณะที่ชีวิตมันไปสู่ความลึกซึ้งมากขึ้น เผชิญปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น แล้วเราจะเอาภูมิปัญญาที่ไหนจัดการกับปัญหาเหล่านั้น

ประเทศที่เจริญแล้ว ไม่ว่าญี่ปุ่น อเมริกา ก็มีหนังสือประเภทบันเทิงเริงรมย์ให้คนซื้ออ่านมาก บ้านเราก็ไม่ต่างกันมิใช่หรือ


หนังสือประเภทนั้นในต่างประเทศมีเยอะจริง แต่อีกด้านเขาก็มีหนังสือประเทืองปัญญาที่ลุ่มลึกไม่น้อยไปกว่ากัน และที่ต่างจากเมืองไทยคือหนังสือเนื้อหาหนักๆ ในต่างประเทศมันยังมีที่วาง สังคมของเขายังให้ค่ากับหนังสือประเภทนี้ ดูได้จากร้านหนังสือเชนสโตร์ขนาดใหญ่ (ร้านหนังสือที่มีสาขาหลายแห่ง) ก็ยังมีที่วางสำหรับหนังสือประเภทนี้ ร้านหนังสือในต่างประเทศไม่ได้มีเพียงชั้นเดียวเหมือนร้านหนังสือส่วนใหญ่ในเมืองไทย ไม่ได้เป็นห้องเล็กๆ ภายในศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ที่ทำให้ต้องเลือกวางหนังสือที่ขายดีที่สุดเพื่อให้ได้กำไรสูงสุด และไม่ได้ถูกรูปแบบของการค้าปลีกในเมืองไทยที่ร้านหนังสือเชนสโตร์ต้องผูกอยู่กับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งมันบังคับไปโดยปริยายว่าต้องเลือกวางหนังสือประเภทนี้เพื่อทำกำไรให้ได้มากที่สุดต่อพื้นที่

ร้านหนังสือในอังกฤษจะมีอย่างน้อย ๒-๓ ชั้น หรือลงใต้ดินอีกชั้น หนังสือที่ไม่ได้รับการวางในชั้นล่างจะถูกวางในชั้น ๒ หรือ ๓ ดังนั้นเรายังสามารถหาหนังสืออัตชีวประวัติ การเมือง ประวัติศาสตร์ หรือหมวดหนังสือที่มีเนื้อหาซับซ้อน มีความหลากหลายได้ในชั้นอื่นๆ ไม่ต้องพูดว่าชั้นล่างก็ไม่ได้มีหนังสือประเภทบันเทิงเริงรมย์เพียงอย่างเดียว เรายังสามารถเห็นหนังสือการเมืองที่ชั้น ๑ ของร้านวอเตอร์สโตนส์ หรือหนังสือที่มีความลึกซึ้งทางปัญญา กระทั่งหนังสือจัดบ้าน จัดสวนที่มีความหลากหลาย ไม่ใช่หนังสือขายดีจะชี้นำการจัดร้านหนังสือได้ แต่เขาสามารถจัดการกระจายพื้นที่ในร้านเพียงชั้นเดียวให้แก่ความหลากหลายของหนังสือประเภทต่างๆ

ถ้าเราอยากรู้ว่าคนประเทศนั้นเป็นอย่างไรให้เดินเข้าไปดูที่ร้านหนังสือ ผมเดินเข้าไปในร้านเอเชียบุ๊คส์เมืองไทยกับเดินเข้าร้านวอเตอร์สโตนส์ที่อังกฤษ พบว่าการจัดชั้น จัดหมวดหมู่หนังสือต่างกันโดยสิ้นเชิง ที่อังกฤษเวลาไปเดินหาหนังสือประเภทเดียวกับที่วางในเอเชียบุ๊คส์ในไทยจะหายากมาก ไม่ใช่ว่าเอเชียบุ๊คส์ไม่ดี เพียงแต่มันกำลังสะท้อนว่าคนไทยอ่านอะไร ซึ่งมันเป็นปรากฏการณ์คนละอย่างกับในอังกฤษ ในร้านหนังสือที่อังกฤษ เราไม่มีทางเจอหนังสือหมวดธุรกิจประเภทฮาวทูมากมายขนาดที่มีในร้านหนังสือบ้านเรา คนอังกฤษไม่มีทางอ่านภูมิปัญญาสำเร็จรูปประเภททำอย่างไรจะรวยเร็วชั่วข้ามคืน หนังสือเหล่านี้ไม่มีทางขายดี เขามีปัญญาที่จะเสพหนังสือประวัติศาสตร์ธุรกิจ เสพข้อมูลพื้นฐานเพื่อนำไปขบคิดเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพากูรูที่ไหนให้มาสรุปให้เป็นข้อๆ แต่อังกฤษก็สามารถครองโลกมาได้เป็นเวลาหลายร้อยปี

ตลาดหนังสือหมวดออกแบบ หมวดตกแต่งบ้านก็ไม่ได้ใหญ่มากเท่าเมืองไทย สังคมไทยนิยมการบริโภครูปภาพ เพราะเนื้อหาอาจจะยากกว่าในการเสพ เราถึงชอบจำรูปภาพและนำมันมาใช้โดยตรง โดยลืมบริบทที่อธิบายรูปแบบอันเป็นสิ่งจำเป็นต้องรู้ ต้องเข้าใจ มันจึงสะท้อนผ่านงานออกแบบของบ้านเรา สะท้อนวิธีทำธุรกิจ ทั้งหมดนั้นอยู่ในร้านหนังสือ ถามว่าใครที่เดินเข้าไปซื้อหนังสือในเอเชียบุ๊คส์ ก็คือชนชั้นกลาง คนที่เรียกตัวเองว่านักคิด นักออกแบบ นักธุรกิจรุ่นใหม่ คนที่มีกำลังซื้อ แล้วสิ่งที่คุณซื้อมันสะท้อนวิธีคิด วิธีเอามาใช้ในการทำงานของคุณอย่างไร ถ้าวิธีคิดแบบนี้มันโอบอุ้มประเทศให้เดินมาได้ในช่วงหนึ่ง ในที่สุด ปี ๒๕๔๐ เราพบว่าประเทศเราพังไปด้วยวิธีคิดแบบนี้ ถ้าเชื่อว่า you are what you read แล้วคุณยังจะเชื่ออีกหรือว่ามันจะทำให้คุณรอด ถ้าเกิดวิกฤตขึ้นอีกในปีนี้ คุณมีภูมิปัญญาเพียงพอหรือไม่ในการแก้ปัญหาและเอาตัวรอด ด้วยการอ่าน การกิน การบริโภคเพียงเท่านี้

แสดงว่าประเภทหนังสือในตลาดหนังสือบ้านเราเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของคนในสังคม

มันก็เหมือนละครทีวี เราพูดกันมากว่าทำไมละครไทยเป็นแบบนี้ ก็มีคำตอบทุกครั้งว่าคนดูชอบแบบนี้เลยต้องทำละครตอบสนองคนดู คนทำหนังสือก็อาจจะตอบคำถามนี้เช่นกันว่า เราต้องทำหนังสือแบบนี้เพราะตลาดต้องการแบบนี้ คำถามคือถ้าเราจะนำพาสังคมและประเทศไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น เราจะยอมให้รสนิยมตลาดกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างของประเทศขนาดนี้หรือ

ถ้าคุณเชื่อว่าคุณภาพตลาดหรือคนส่วนมากในประเทศดีพอมันก็เป็นไปได้ แต่ปัญหาคือเราอยู่ในโลกที่ไม่เท่าเทียมกัน การศึกษาไม่เท่าเทียมกัน การพัฒนาไม่เท่ากัน ในโลกตะวันตกมีประวัติศาสตร์การศึกษามายาวนานหลายร้อยปี จึงมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะสร้างปัญญาให้คนในประเทศ มันถึงอนุญาตให้รสนิยมตลาดกำหนดการทำงานของสื่อต่างๆ ได้ เขาเชื่อใจตลาดได้ กระนั้นก็ไม่มีประเทศไหนที่ปล่อยให้กลไกตลาดครอบงำทรัพยากรทางปัญญาทั้งหมด เพราะเขาเห็นถึงอันตรายและการบิดเบือนของมัน แต่ประเทศเราซึ่งระดับการศึกษายังไม่เข้มแข็งเท่า แล้วเราอนุญาตให้ตลาดกำหนดทิศทางการนำประเทศ โดยมีกลุ่มธุรกิจ กลุ่มทุนใช้ความอ่อนด้อยของตลาดเป็นข้ออ้าง เรายังมั่นใจอีกหรือว่ามันจะนำประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น ถ้าดีจริงเราคงไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนต่างประเทศกันมากมายขนาดนี้หรอก

ตัวอย่างง่ายที่สุดคือเราต้องการรายการโทรทัศน์ที่ดี ตอนนี้ทุกคนเริ่มจะเห็นว่าวิธีการให้การศึกษาประชาชนที่ดีที่สุดคือผ่านสื่อโทรทัศน์ เพราะมันเข้าถึงทุกครัวเรือนและคนไทยเลือกที่จะใช้เวลาว่างไปกับการดูโทรทัศน์ ถ้าเราเปลี่ยนรายการช่วงเวลาไพรม์ไทม์ รวมไปถึงเวลาข่าวของเมืองไทยให้มีคุณภาพ มันจะยกระดับการศึกษา ความเข้าใจโลกและชีวิตของคนไทยได้มากขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ถามว่าทำไมตอนนี้รายการข่าวไทยจึงเป็นอย่างนี้ ทำไมจบข่าวต้องเป็นละครเพื่อความบันเทิง ก็เพราะโทรทัศน์มันถูกทำให้เป็นธุรกิจอย่างสมบูรณ์แบบ เจ้าของสินค้าที่มาลงโฆษณาเป็นผู้ชี้นำว่า ต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุน ต้องมีคนดูมากที่สุดจึงยอมลงโฆษณาให้ รายการที่ดีไม่มีเรตติงจึงแทรกตัวเข้าไปในช่วงเวลาไพรม์ไทม์ไม่ได้ แม้กระทั่งช่วงเวลาหลังจากนี้ก็อยู่ไม่ได้ เมื่ออยู่ไม่ได้ก็ไม่มีใครยอมทำเพราะต้นทุนสูงมาก ไม่มีใครอยากทำรายการแล้วเจ๊ง รายการดีๆ มันจึงไม่เกิด รัฐบาลก็ไม่มีภูมิปัญญาพอที่จะมาทำรายการแบบนี้และทำให้มันสนุกและอยู่รอดได้ วันนี้รัฐก็เก็บค่าเช่าสัมปทานอย่างเดียว ปล่อยให้บรรดาบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ที่ผลิตสินค้าเข้ามาครอบงำปัญญาคนในประเทศผ่านการให้เลือกตามรสนิยมที่พวกเขากำหนด ดังนั้นมันเลยเปลี่ยนไม่ได้ เพราะมันผูกกันเป็นลูกโซ่ รัฐบาลมาเก็บค่าต๋ง บริษัทก็เข้ามาหากินกับการกำหนดรสนิยมในการบริโภค ผู้ผลิตรายการก็อยู่ได้ด้วยการกินส่วนต่าง ประชาชนคนไทยก็กลายเป็นเหยื่อ เลยไม่ไปไหนกันทั้งประเทศ ดังนั้นรายการโทรทัศน์เมืองไทยมันจึงสะท้อนไปถึงการเมืองและการศึกษาในบ้านเรา เราไม่สามารถพูดเรื่องทีวีเรื่องเดียวโดยไม่พูดถึงนโยบายรัฐบาลในเรื่องการจัดการสื่อ ไม่สามารถพูดเรื่องรายการโทรทัศน์ใดๆ โดยไม่พูดถึงการยกระดับการศึกษาของคนในสังคมไทยได้

ถ้าคุณไปเป็น ผอ. สถานีโทรทัศน์จะทำรายการทีวีตามอุดมคติได้หรือ

มันไม่ได้แก้ตรงที่ให้ผมไปดำรงตำแหน่งอะไรสักอย่าง แล้วมีวาสนาไปสั่งการเปรี้ยงปร้างอย่างนั้น สังคมไทยต้องเรียนรู้การยกระดับจิตสำนึกขึ้นพร้อมกัน แก้ปัญหาไปด้วยกัน แต่ถามว่าจะให้ใครเริ่ม ก็ต้องเป็นผู้ที่กุมนโยบาย ผู้นำรัฐบาล ไม่อย่างนั้นเราจะมีรัฐบาลไปเพื่ออะไร เราเลิกมีรัฐบาลกันดีไหมให้ประชาชนอยู่กันเอง การที่เรายังมีรัฐบาล มีนายกฯ มีนักการเมือง ก็เพื่อให้ทำหน้าที่แทนเรา ปัญหาตอนนี้คือพวกเขาไม่ทำ มันเป็นวิกฤตนโยบายของประเทศ แม้ว่าตอนนี้จะมีการแย่งกันเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่มีใครบอกว่าเป็นแล้วจะทำอะไร แม้จากกลุ่มนักการเมืองที่ก้าวหน้าที่สุดในสังคมไทย ไม่มีใครบอกว่าภาระเร่งด่วนคืออะไร จะปฏิรูปสื่ออย่างไร ไม่มีการพูดเรื่องวิกฤตทางการศึกษา ทุกคนพูดกันแต่เรื่องจะตั้งรัฐบาล จะอยู่ได้ยาวไหม ชิงตำแหน่งอย่างเดียวแต่ไม่ชิงว่าจะลงมือทำอะไรหลังจากได้รับเลือกตั้งเข้ามา ในประเทศที่ประชาชนเข้มแข็งเขามีการใช้พลังประชาชนกดดันนักการเมืองให้ทำอะไรบางอย่างโดยไม่สามารถที่จะใช้นโยบายเดิมอีกต่อไปแล้ว

“สังคมไทยเหมือนสี่แยกที่รถทุกคันมาเจอกัน แล้วไม่มีใครยอมถอยให้กัน ทุกคนก็นั่งตากแอร์อยู่ในรถ ตำรวจจราจรผู้คุมกฎของประเทศก็คอยดูแต่ว่าใครจะล้ำเส้น ถ้าวันนี้เกิดหายนะขึ้น ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของสังคมไทยจะรับมือได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ ง่ายๆ ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ สังคมไทยกลับแก้ด้วยการผุดซิตี้คอนโดขนาด ๓๐ ตารางเมตร ราคาล้านต้นๆ แล้วคนกรุงทั้งหมดก็ยอมจ่ายต้นทุนตรงนี้”

ยกตัวอย่างอังกฤษ การเมืองเขาเข้มแข็งพอที่จะกดดันให้ โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ ทำการปฏิรูปนโยบายหลายอย่างเมื่อเข้ารับตำแหน่ง แต่เมื่อแบลร์ส่งทหารไปอิรักโดยไม่ฟังเสียงประชาชนอังกฤษและรัฐสภา ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนอังกฤษ ดังนั้นเมื่อ กอร์ดอน บราวน์ เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็ต้องคืนอำนาจการตัดสินใจเข้าสู่สงครามอิรักให้ประชาชนผ่านทางรัฐสภา ว่าต่อไปจะต้องฟังเสียงสภาและประชาชน แต่ในเมืองไทยไม่มีอะไรเกิดขึ้น คุณทักษิณมาแล้วก็จากไป ขณะที่นักการเมืองรุ่นใหม่ก็ไม่มีพันธสัญญาอะไรต่อประชาชนว่าจะทำการเมืองให้ดีขึ้น ไม่นำประเทศไปสู่จุดวิกฤตอีก ในเชิงนโยบายมันต้องมองภาพใหญ่ถึงจะขับเคลื่อนสังคมไปได้ แต่ถ้ามองเฉพาะจุดแล้วแยกส่วนกันทำมันไปไหนไม่ได้ ตอนนี้สังคมไทยเหมือนกับสี่แยกที่รถทุกคันมาเจอกันแล้วไม่มีใครยอมถอยให้กัน ทุกคนก็นั่งตากแอร์อยู่ในรถ ไม่ยอมเปลืองตัวลงจากรถมาโบกมาจัดการว่าทำอย่างไรให้การจราจรเคลื่อนที่ไปได้ กูนั่งในรถดีอยู่แล้ว ฟังเพลงฆ่าเวลา มีโทรศัพท์มือถือก็โทร. คุยกับคนที่อยู่ไกลออกไป ป้อนข้าวลูกในรถ ทุกคนบอกไม่เป็นไร แต่รถก็ยังติดอยู่สี่แยก ไปไหนไม่รอด ไม่มีใครยอมลงมาบอกว่าให้ใครสักคนถอยไปนิด แล้วใครจะถอย หรือทุกคนจะถอย จะได้เคลื่อนกันต่อไปได้ ตำรวจจราจรผู้คุมกฎของประเทศก็ยืนโด่เด่อยู่ตรงนั้น คอยดูแต่ว่าใครจะล้ำเส้น ล้ำมาก็เก็บค่าปรับ เขียนใบสั่ง แต่ก็ไม่โบกไม่ห้าม ที่ว่าเกียร์ว่างก็เป็นแบบนี้

มีโอกาสที่ทุกคนจะลงมาบอกให้ช่วยกันถอยไหม คุณมองโลกในแง่ร้ายไปไหม

ในประวัติศาสตร์ของโลกผมว่ามันต้องไปถึงจุดหายนะก่อน มันไม่มีอะไรสอนมนุษย์ได้ดีกว่าหายนะกรรม คนไทยเหมือนเป็นคนหัวอ่อน แต่ไม่ยอมเชื่อจนกว่าจะประจักษ์กับสายตาและเห็นว่ามันเกิดขึ้นจริง ความตกใจจะทำให้ลุกขึ้นมาคิดวิธีแก้ปัญหา ถามว่าถ้าวันนี้เกิดหายนะขึ้นกับสังคมไทย ไม่ว่าจะรุนแรงหรือละเอียดอ่อนและลึกซึ้ง สิ่งที่สังคมไทยสั่งสมมา ภูมิปัญญาและประสบการณ์ของสังคมไทยที่ผ่านมาจะรับมือและแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุการณ์ได้หรือไม่ ผมไม่แน่ใจ สังคมไทยเคยแสดงออกซึ่งภูมิปัญญาในการแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้หรือไม่ ผมยังไม่เคยเห็นใครผลิตปัญญาแก้ปัญหาที่ซับซ้อนขนาดนี้ออกมาได้ ไม่เห็นว่ารัฐบาลทักษิณทำได้ เอาแค่รัฐบาลทหาร อำนาจเต็มมือยังทำอะไรไม่ได้ สถานการณ์กลับแย่ลง ต่อให้รัฐบาลหน้าก็แก้ไม่ได้ อย่าว่าแต่แก้เลย แค่เสนอปัญญาที่แหลมคมออกมาแก้ปัญหานี้ผมก็ยังไม่เห็นใครออกมานำเสนอเลย

ง่ายๆ ปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ทุกคนก็รู้ว่าวิกฤต แต่ไม่มีใครยอมแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง สังคมไทยกลับแก้ด้วยการผุดซิตี้คอนโดใจกลางเมืองขนาด ๓๐ ตารางเมตร ราคาล้านต้นๆ ทุกคนก็แห่กันไปซื้อ เพราะไม่มีปัญญาขับรถไปกลับบางบัวทองวันละ ๓ ชม. อีกต่อไปแล้ว ดูในแบบจำลองมันสวย ตบแต่งดีเมื่อเทียบกับราคาล้านต้นๆ แต่ไม่มีใครคิดว่าถ้าคุณกับเมียเข้าไปอยู่ในนั้น ๑๒ ชม. ชีวิตส่วนตัวของคุณคืออะไร เพราะแบบแปลนในห้องขนาด ๓๐ ตารางเมตรคือ เข้าไปทางซ้ายจะเป็นตู้เสื้อผ้า มีครัว มีทีวีอยู่ปลายเตียง นั่นหมายถึงว่าเวลาว่างถ้าคุณไม่เมกเลิฟกันคุณก็ต้องดูทีวี ในห้องขนาดนี้คุณไม่มีพื้นที่ส่วนตัว คุณจะตากผ้าตรงไหน คุณจะผัดกะเพราใส่กระเทียมพริกน้ำปลาได้อย่างไร เพราะตู้เสื้อผ้าอยู่ห่างออกไปไม่ไกล คุณจะซื้อเตาไฟฟ้าสวยๆ ยี่ห้อแพงๆ ไปทำไมในเมื่อมันเจียวไข่ไม่ได้ แล้วกระทะแบบเทฟลอนมันก็เจียวไข่ไม่ได้ เครื่องดูดอากาศในคอนโดก็ดูดควันจากผัดกะเพราไม่ได้ มันดูดได้แต่ควันจากการทอดแฮมธรรมดา ถ้าเพดานเหนือห้องของคุณมีน้ำรั่วคุณจะจัดการมันอย่างไร คุณต้องอิงแอบคนที่อยู่รอบๆ จำนวนมาก ทั้งข้างบนข้างล่าง ห้องข้างๆ รอบด้านเต็มไปหมด ไม่ต้องพูดถึงคอนโดขนาด ๕๐๐ ยูนิต ปัญหาเรื่องที่จอดรถจะจัดการอย่างไร นี่เป็นประสบการณ์กึ่งๆ ชีวิตจริง มันต้องเห็นถึงจะรู้ แต่คนกรุงทั้งหมดต้องยอมจ่ายต้นทุนตรงนี้ เพราะปัญหาเชิงโครงสร้างการจราจรมันไม่ได้รับการแก้ไข เลยต้องซื้อคอนโด ๓๐ ตารางเมตร ราคาล้านต้นๆ ผ่อนไป ๒๐ ปีเพื่อพื้นที่เท่านี้ ถามว่าคุณมีลูกคุณจะเอาเขาไปไว้ตรงไหน ไม่ต้องคิดต่อเลย มันไปต่อไม่ได้ คุณโดนบีบให้กลายเป็นอย่างฮ่องกงซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ทั้งๆ ที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่กว้างกว่านั้นเยอะ

ถ้ารัฐบาลไทยใจถึงพอ ลงทุนแทนประชาชน สร้างระบบขนส่งสาธารณะ ดีๆ ชั่วๆ ให้เขาได้อยู่บ้านเดี่ยว ๕๐ ตารางวา ไกลหน่อย แต่รัฐบาลควรจ่ายค่าระบบขนส่งให้เขาไปซื้อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วเข้ามาทำงานในเมืองด้วยระบบขนส่งนั้นได้ ทำไมรัฐไม่ลงทุนเรื่องเหล่านี้ ทำไมปล่อยให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น ทำไมรัฐบาลไม่คิดเสียก่อนที่จะปล่อยให้ประชาชนรับต้นทุนที่เขามองไม่เห็น สิ่งที่ธุรกิจทำตอนนี้ก็ทำเหมือนรัฐบาล คือขายความฝันอันสวยหรู แล้วก็น่าเศร้าว่าแค่นี้เราก็ซื้อมันแล้ว

ดูเหมือนสังคมไทยเวลานี้เปรียบเสมือนเรือที่ลอยไปไร้หางเสือ

มันเหมือนกับเรือที่ลอยไปโดยไม่มีหางเสือ ซ้ำร้ายคนบนเรือก็ไม่รู้ตัวด้วยว่าเรือไม่มีหางเสือ กัปตันก็ไปร่วมงานเลี้ยงค็อกเทลกับพวกไฮโซที่ชั้นดาดฟ้า ปล่อยลูกน้องคุมพังงาไปเรื่อยๆ คิดว่ามันจะถึงฝั่งได้ โดยที่ไม่รู้ว่าอุปสรรคสมัยนี้มันไม่ได้มีแค่ภูเขาน้ำแข็งอย่างเดียว

ตอนนี้สิ่งที่เกิดกับการเมืองไทยตั้งแต่ช่วงปลายรัฐบาลทักษิณเป็นต้นมา มันยังทำให้คนไทยรู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง วังเวงกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองในประเทศ เมื่อคนรู้สึกอย่างนี้ในที่สุดก็จะเลิกยุ่งกับมัน เราจะถอยห่างออกมา ไม่สนใจการเมือง เราจะไม่อยากอ่านข่าวการเมือง การเมืองก็จะตกอยู่ในวังวนของคนกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่หดหู่สิ้นหวัง ยังครื้นเครงยังสนุกสนานกับมัน โดยที่ไม่รู้ว่าคนส่วนใหญ่ได้ลุกออกจากงานเลี้ยงไปแล้ว และเป็นคนที่พอจะมีปากมีเสียงสามารถเดินเข้าไปในงานเลี้ยงของคุณได้ ไม่ต้องพูดถึงคนส่วนใหญ่ที่ไม่มีโอกาสเข้ามาในงานเลี้ยงนี้เลย

ในฐานะคนทำหนังสือ สำนักพิมพ์ openbooks ไม่ประสบความสำเร็จเลยในเชิงธุรกิจ หนังสือก็ขายได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำนิตยสารก็เจ๊งมาแล้ว ทำไมถึงยังยืนหยัดทำอยู่

ข้อแรก เราต้องตัดเรื่องความสำเร็จหรือล้มเหลวออกไปก่อน เพราะทุกวันนี้เราถูกมายาคติของวิธีคิดการบริหารธุรกิจวัดผลความสำเร็จหรือล้มเหลวกันที่ผลกำไรหรือขาดทุนเท่านั้น ถ้าเอาตรงนี้มาจับมันเหลือประเด็นเดียว กำไรหรือขาดทุน กำไรเยอะแสดงว่าประสบความสำเร็จมาก ถ้าขาดทุนมากแสดงว่าคุณล้มเหลวสุดๆ ถ้าใช้วิธีคิดแบบนี้มองโลก ชีวิตและสิ่งที่เราทำ เราจะแคบมาก เราจะโดนบีบให้ไม่ทำอะไรเลย เพราะต้องตอบสนองวิธีคิดการทำกำไรสูงสุดอย่างเดียว เราจะไม่สามารถทำอะไรที่เราอยากทำได้ เราต้องลืมข้อนี้ไปก่อน แล้วมาถามว่าเราอยากทำอะไร กำไรของชีวิตที่มากกว่าเรื่องเงินคืออะไร มิตรภาพที่เราได้จากการทำงานตีเป็นมูลค่าได้ไหม เวลาที่เราได้คืนมาตีมูลค่าได้ไหม งานที่เราได้ทำแล้วเรารักเราตีมูลค่าได้ไหม ธุรกิจเราไม่ได้ล้มหายตายจาก เรายังสามารถทำต่อไปได้ แสดงว่ามันได้กำไร แน่นอนมันไม่ใช่กำไรสูงสุด แต่เราได้หลายสิ่งในชีวิตที่เราอยากได้ ซึ่งเราคิดว่ามันมีคุณค่าสำหรับเรา นี่เป็นเหตุผลให้เราทำในสิ่งที่ยังเชื่ออยู่

“ทุกคนมุ่งผลิตหนังสือเพื่อเอาใจกลุ่มที่ตัวเองสมมุติว่ามีกำลังซื้อ ขณะที่คนชั้นกลางเสพความฝันอันบรรเจิด คนชั้นล่างก็เสพความเท็จอันบันเทิง นักการเมืองก็เสพอำนาจวาสนาอันฟู่ฟ่าชั่วครู่ชั่วคราว เล่นกันอยู่ตรงนั้น พื้นที่ทางปัญญาที่เหลืออยู่ผมไม่แน่ใจว่า เราเก็บมันเอาไว้ตรงไหนของประเทศนี้”

เหตุผลที่เราเลิกนิตยสาร เพราะนิตยสารมันเป็นแค่กระดาษที่เราพิมพ์ความคิด ทัศนคติ รสนิยมของเราลงไป การที่เราจะรักษากระดาษรักษานิตยสารไว้ ถึงวันนั้นมันอาจจะยังอยู่ แต่ทัศนคติและแนวคิดของเราอาจจะไม่อยู่แล้ว เพราะเราอาจต้องสมยอมกับหลายสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมเพื่อรักษากระดาษ วันหนึ่งเราจึงเลือกที่จะรักษาแนวคิดของเราเอาไว้ เพราะเราเชื่อว่ากระดาษมันย่อยสลายได้ แต่ความคิดมันจะไม่ตาย มันจะอยู่ แล้ววันข้างหน้าคนที่มองเห็นความคิดนี้ว่ามันยังอยู่ หรือเขาอาจจะคิดต่างออกไปก็ได้ ก็จะเอาแนวคิดของเราไปใช้สืบเนื่องทำงานต่อได้ ในวันข้างหน้าโลกอาจไม่มีกระดาษ แต่แนวคิดมันยังอยู่ ผมกำลังพยายามจะบอกว่าผมเลือกที่จะรักษาความคิด ไม่ใช่รักษากระดาษ

การทำหนังสือเล่มเป็นการผลิตปัญญาต้นทุนต่ำที่สุดที่สังคมไทยอนุญาตให้ทำได้ ผมไม่สามารถทำแม็กกาซีนต้นทุนสูง ทำหนังสือพิมพ์ใช้ทุนนับร้อยล้านบาท ทำรายโทรทัศน์ก็ต้องซื้อเวลาที่แพงมาก แม้กระทั่งทำรายการวิทยุส่วนมากก็เป็นของทหารของราชการ ปัจเจกชนที่ต้องการทำงานทางด้านปัญญา ต้องการผลิตปัญญาให้แก่สังคมในราคาถูกจะมีช่องทางอะไรบ้างนอกจากเป็นอาจารย์ ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำได้คือเราคัดสรรภูมิปัญญามาทำหนังสือเล่มในราคา ๑๐๐ กว่าบาทที่ทุกคนสามารถซื้อได้ ถ้าห้องสมุดใจดีซื้อไปก็สามารถทำให้คนเข้าถึงปัญญาได้ในราคาต่ำกว่า ๑๐๐ บาทเสียอีก ด้วยการยืมหนังสือจากห้องสมุด นี่เป็นกระบวนการสั่งสมองค์ความรู้ สังคมตะวันตกที่พัฒนามาสู่สังคมสั่งสมองค์ความรู้ได้ เพราะรากฐานมาจากเทคโนโลยีการพิมพ์อันทำให้ความรู้กระจายออกจากกลุ่มคนระดับสูง มาสู่ชนชั้นกลางระดับสูง มาสู่คนชั้นล่าง ความรู้ที่ทั่วถึงในทุกระดับชั้นมันทำให้เกิดการปฏิวัติทางสังคมได้ ผมแค่กำลังทำในสิ่งที่ย้อนหลังไป ๕๐๐ ปีที่สังคมตะวันตกเคยทำ หวังว่าสิ่งเล็กๆ นี้จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้

แล้วคุณมองตลาดแม็กกาซีนเมืองไทยปัจจุบันอย่างไร

มันเป็นโมโนคัลเจอร์แม็กกาซีนไปแล้ว ทุกคนมุ่งผลิตหนังสือเพื่อเอาใจกลุ่มที่ตัวเองสมมุติว่ามีกำลังซื้อ ผู้หญิง คนทำงาน อาจจะเป็นคนชั้นกลางที่อยากได้อะไรเต็มไปหมดโดยไม่รู้ตัว หรือไม่อยากได้แต่ว่ามีคนเอามายัดเยียดให้ นิตยสารผู้หญิงผุดขึ้นเต็มแผงไปหมดเพราะคิดว่าผู้หญิงคือผู้ที่มีกำลังซื้อและโฆษณาก็จะลงตรงนี้ ขณะที่หนังสือประเภทอื่นถดถอยลงไป นิตยสารแต่งบ้านเกิดขึ้นมากมายโดยคิดว่าคนไทยเริ่มมีรสนิยมอยากจับจ่าย มีการซื้อหัวแม็กกาซีนนอกเข้ามามากมายโดยไม่ดูสภาพแวดล้อมจริงในบ้านเรา รสนิยมเราก็จะเหมือนตะวันตกเข้าไปทุกที โดยที่เราไม่รู้ว่าเราไม่มีความจำเป็นต้องจ่ายเงิน ๒ แสนบาทเพื่อซื้อกระทะหรือเตาไฟฟ้าที่ไม่สามารถทอดไข่เจียวที่เรากินทุกวันได้ เพื่อสิ่งเหล่านี้เราถูกครอบงำด้วยสื่อเหล่านี้เต็มไปหมด ในขณะที่แม็กกาซีนในตลาดล่างก็ไปเล่นกับคนซึ่งไม่สามารถเสพปัญญาที่มีความละเมียดขึ้นมาได้ ด้วยการขายข่าวซุบซิบของดาราให้เขา ผูกโยงตัวเองกับระบบโทรทัศน์ ขายความเท็จอันบันเทิงให้ผู้คนเสพกันอย่างเมามัน คนชั้นกลางเสพความฝันอันบรรเจิด คนชั้นล่างก็เสพความเท็จอันบันเทิง นักการเมืองก็เสพอำนาจวาสนาอันฟู่ฟ่าชั่วครู่ชั่วคราว เล่นกันอยู่ตรงนั้น พื้นที่ทางปัญญาที่เหลืออยู่ผมไม่แน่ใจว่าเราเก็บมันเอาไว้ตรงไหนของประเทศนี้

สาเหตุที่ตลาดแม็กกาซีนในเมืองไทยมีไม่กี่ประเภท เพราะโฆษณาเชื่อว่ามีผู้อ่านมาก และหนังสือพวกนี้ก็ต้องพึ่งโฆษณายิ่งกว่าคนอ่านเสียอีก

ถ้าพูดถึงแม็กกาซีนระดับล่างเขาอยู่ได้โดยประชาชนทั่วไป อยู่ได้ด้วยความไม่รู้ของคน เอาความเท็จอันบันเทิงไปขายคนก็มีความสุข ในประวัติศาสตร์ยุโรปก็ดำเนินมาเช่นนี้แหละ ในยุคเริ่มต้นของแทบลอยด์ที่เกิดในอังกฤษ อเมริกา ทำมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เจ้าของสื่อระดับกลางต้องการขยายฐานการผลิตมาสู่ตลาดระดับล่าง เขาก็ต้องผลิตหนังสือพิมพ์หัวสีขึ้นมาเพื่อให้ความบันเทิงแก่กรรมกร เกิดวัฒนธรรมหัวสีขึ้น ในขณะที่คนชั้นกลางก็ยังมีสื่อคุณภาพอยู่ ในอังกฤษเขาทำขึ้นมาพร้อมกันทุกระดับ แต่เราไปรับเขามาแบบปลอมๆ ผลิตความเท็จอันบันเทิงให้แก่คนระดับล่างในสังคมไทยเพื่อให้เขาไม่ต้องไปยุ่งเรื่องอื่น ซึ่งเป็นวิธีเดียวกันกับอังกฤษที่จะทำให้กรรมาชีพไม่ต้องไปยุ่งเรื่องอะไร ในขณะที่คนชั้นกลางไทยมันเกิดความกระอักกระอ่วน อยากไปเป็นคนชั้นสูงก็ไม่ได้เพราะมันโดนกดจากโครงสร้างอยู่ จะไปเป็นคนชั้นล่างคนชั้นกลางก็ไปดูถูกเขา เราอยากมีรสนิยมแบบคนชั้นสูง อยากใช้แบรนด์เนม เฟอร์นิเจอร์ชั้นดี เราทำได้ไม่ทั้งหมดเราก็ต้องมาเสพสื่อแบบนี้เพื่อให้มีมายาภาพอันงดงาม แต่ต้นทุนการผลิตสื่อมันไม่พอกับราคาที่เราจ่ายค่าหนังสือ วงการโฆษณาจึงต้องเข้ามามีอิทธิพลเพื่อสนับสนุนความฝันของคนชั้นกลางต่อไป โดยคนชั้นกลางหารู้ไม่ว่าเขาได้เพิ่มราคาเข้าไปในสินค้า ๑๐- ๑๕ เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นได้ถูกบวกเข้าไปแล้วด้วยการใช้สื่อแบบนี้เพื่อโฆษณาสินค้า ยกตัวอย่างตอนยังวัยรุ่น ผมอยู่บ้านนอกซื้อแชมพูขวดละ ๑๐ บาทที่ร้านโชห่วย ตอนนี้แชมพูขนาดเดียวกันราคาเพิ่มเป็น ๑๐๐ บาท แพงขึ้น ๑๐ เท่า แชมพูเหล่านี้ใช่ไหมที่มาซื้อโฆษณาหน้าแรกของนิตยสารผู้หญิง แชมพูเหล่านี้ใช่ไหมที่ถูกห่อหุ้มอย่างดีแล้วขายกับนิตยสารให้ผู้หญิงตื่นตะลึงว่าแชมพูนี้จะทำให้เส้นผมตรงสลวย ทุกบาททุกสตางค์ที่บริษัทผู้ผลิตแชมพูจ่ายไปกับค่าโฆษณามันไปเก็บคืนกับผู้บริโภคทุกคน

โฆษณามีส่วนในการกำหนดนโยบายแม็กกาซีนเมืองไทยจริงไหม

มันจริงอยู่แล้ว โดยเฉพาะนิตยสารผู้หญิง มันเป็นการทำงานร่วมกันว่าปกเล่มหน้าเราจะเอาอะไร ในเนื้อหาจะมีอะไรบ้าง ที่น่าสงสารคือทุกวันนี้ กอง บ.ก. ของนิตยสารก็ทำตัวเป็นพวกครีเอทีฟไดเร็กเตอร์หรือก๊อบปี้ไรเตอร์ของวงการโฆษณา เพื่อทำหน้าโฆษณาที่เรียกว่า advertorial๑ ในขณะที่คนวงการโฆษณาลดบทบาทตรงนี้ไปเป็นการสั่งงานแทน คือไปเป็นเจ้านายอีกทีหนึ่ง สั่งให้กอง บ.ก. ทำแทน เป็นการใช้แรงงานของคนในวงการนิตยสารผลิตงานให้คุณแล้วคุณก็เก็บค่าหัวคิวไป โดยคุณได้ส่วนต่างสูงมากจากวิชาชีพของคุณ แล้วคุณภูมิใจมากกับสิ่งที่คุณได้ ในขณะที่วงการนิตยสาร นักเขียนที่ผลิตเรื่องมีรายได้น้อยมาก ด้านหนึ่งเขาต้องเขียนเรื่อง ในอีกด้านหนึ่งต้องมาทำแอดเวอทอเรียลให้คุณ เขาได้เงินเดือนกันกี่บาท ราคาค่าเรื่องของนักเขียนหรือคอลัมนิสต์มันคงที่มากี่ปีแล้วในประเทศนี้ ขณะที่เงินเดือนคนในวงการโฆษณาสูงขึ้นไปเท่าไร แล้วเจ้าของนิตยสารก็ยังรู้สึกชอบธรรมที่จะจ่ายในราคานี้อยู่ ไม่ว่าจะหัวเล็กหรือใหญ่แค่ไหน โดยการอ้างว่าต้นทุนมันสูง แต่ต้นทุนที่สูงคุณเอาไปจ่ายด้านอื่นหมด คุณไม่จ่ายให้คน คุณไม่ลงทุนด้านนี้ คุณทำหน้าปกสวยๆ ได้ทุกแบบ คุณเคลือบหน้าปกอาบมันได้ คุณจ่ายค่าแฟชั่นชุดหนึ่งหลายหมื่นบาทได้ แต่คุณไม่เคยจ่ายค่าต้นฉบับดีๆ หลักหมื่นบาทได้เลย แล้วก็มาบ่นว่าไม่มีคอลัมนิสต์ดีๆ เกิดขึ้นในประเทศนี้ ไม่มีเรื่องดีๆ มาลง คำถามคือมันมีอะไรที่จะกระตุ้นให้คนมาเขียนหนังสือบ้าง ในเมื่อผลตอบแทนเป็นแบบนี้ ในขณะที่วงการอื่นมีการผลิตความคิดสร้างสรรค์มีผลตอบแทนที่คุ้มค่า แต่วงการหนังสือคุณบอกนักเขียนว่าอยู่กันไปเถอะอย่างพอเพียง วงการอื่นอยากจะได้ความหรูหราบนความพอเพียงของนิตยสาร ใครทำนาบนหลังใครทุกวันนี้ นี่มันทุนนิยมสามานย์ขั้นละเมียดหรือเปล่า

“ทุกวันนี้กอง บ.ก. ของนิตยสารทำตัวเป็นพวกก๊อบปี้ไรเตอร์ของวงการโฆษณา เพื่อทำหน้าโฆษณา advertorial ในขณะที่คนวงการโฆษณาลดบทบาทไปเป็นการสั่งงาน คือใช้แรงงานของคนในวงการนิตยสารผลิตงานให้คุณแล้วคุณก็เก็บค่าหัวคิวไป ในวงการหนังสือคุณบอกนักเขียนว่าอยู่กันไปเถอะอย่างพอเพียง วงการอื่นอยากได้ความหรูหราบนความพอเพียงของนิตยสาร ใครทำนาบนหลังใครทุกวันนี้”

นิตยสาร Vogue เล่มล่าสุดในอเมริกา หนา ๘๔๐ หน้า อัดแน่นด้วยโฆษณา ปรากฏการณ์นี้อาจจะเป็นความต้องการของแม็กกาซีนเมืองไทยหรือไม่

ถ้าไปดูแม็กกาซีนเมืองไทยหลายฉบับช่วงปลายปีที่มีการทุ่มงบประมาณโฆษณา จะพบว่าความหนามันกำลังเดินไปสู่ตรงนั้น ทุกคนก็อยากไปตรงนั้น มันคือกำไรสูงสุด ผมไม่ได้ก่นด่าอะไรนิตยสารแฟชั่น มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะต้องผลิตสิ่งสวยงามขึ้นมา กรณี Vogue มันหนา ราล์ฟ ลอเรน ไม่ได้ลงโฆษณาหน้าเดียวเหมือนกับในบ้านเรา มันลงทีเป็นชุด ๘ หน้า วงการเสื้อผ้าดังๆ จะเลือกลงแฟชั่นชุดใหม่ๆ ของตัวเองทีละ ๘-๑๐ หน้า แต่มาลงในเมืองไทยจะมาชิ้นเดียว Vogue มันเหมือนไบเบิลทางวงการแฟชั่นของอเมริกา เขาก็ลงเต็มที่ ตัวคูณมันมาก หนังสือก็หนา มันเป็นการหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมแฟชั่นในบ้านเขาที่จะต้องทำมาหากินแข่งกับชาวจีนที่ผลิตสินค้าแบบเดียวกันในราคาที่ถูกกว่าร้อยเท่า คุณจะทำยังไง ก็ต้องคงแบรนด์อันเข้มแข็งของคุณไว้ด้วยสื่อแบบนี้ สร้างอิทธิพลมาครอบงำจิตใจคนเอเชียที่ไปลอกคุณมาเพื่อให้เขาจ่ายแพงกว่าร้อยเท่า นี่คือวิธีของตะวันตกที่จะทำให้พวกเขาสามารถอยู่ได้ในสถานการณ์นี้ ปัญหาคือเราไปเอาของเขามาทั้งดุ้น คนผลิตนิตยสารของไทยไปเอารูปแบบการผลิตเข้ามาโดยลืมไปว่าเราไม่มีแฟชั่นเฮาส์หรือแบรนด์เนมที่ใหญ่ขนาดนั้นที่จะสนับสนุนโฆษณา อุตสาหกรรมการผลิตกระเป๋า สิ่งทอของเรายังไม่มีตัวไหนเลยที่สามารถไปซื้อโฆษณาใน Vogue ได้ ผมเห็นใน เวิลด์ออฟอินทีเรียส์ มีแบรนด์ไทยแบรนด์เดียวที่ซื้อโฆษณาได้คือของ จิม ทอมป์สัน ซึ่งก็เผอิญเป็นฝรั่งอีก เรารับแพตเทิร์นการทำสื่อเขาเข้ามาโดยไม่ดูว่าฐานอุตสาหกรรมแฟชั่นของเราเข้มแข็งขนาดไหน และในตะวันตกเขามีความหลากหลายของหนังสือเยอะมาก ไม่จำเป็นต้องหนา ๘๔๐ หน้าเขาก็อยู่ได้ แต่เราไม่ได้เลือกสื่ออื่นที่มีความหลากหลายพอในการผลิตปัญญาให้คนของเราไปแข่งขันกับเขาได้ ผมไม่ได้ประณาม Vogue ในแง่นั้น ผมพยายามบอกว่าคุณต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมอะไรในชีวิตจริง และคุณต้องสู้กับอะไร

———————————————
๑ advertorial เป็นรูปแบบโฆษณาประเภทหนึ่งในสื่อสิ่งพิมพ์ โดยมีเนื้อหาและการจัดวางคล้ายกับหน้าบทความในสื่อสิ่งพิมพ์นั้นๆ

การที่หนังสือพิมพ์ วอลล์สตรีตเจอร์นัล ถูกเทกโอเวอร์จากนักธุรกิจอย่าง รูเพิร์ต เมอร์ด็อก เป็นตัวบอกอะไรกับโลกของสื่อในปัจจุบัน

ผู้ถือหุ้นใหญ่ของ วอลล์สตรีตเจอร์นัล คือตระกูลแบนครอฟต์ มีสมาชิกประมาณ ๖๐-๗๐ คน คนกลุ่มนี้เป็นปัญญาชน ตระกูลนี้ไม่เคยยอมรับคำเสนอซื้อเลยในประวัติศาสตร์ เราก็คิดว่านี่คือความเข้มแข็งทางจริยธรรมของตระกูลปัญญาชนแห่งสหรัฐอเมริกา แต่วันหนึ่งเมื่อเมอร์ด็อกเข้ามาเสนอซื้อ วอลล์สตรีตเจอร์นัล ด้วยราคาสูงมาก ในที่สุดสมาชิกส่วนมากก็ยอมรับเงินก้อนนี้เพื่อที่จะโอนย้ายถ่ายมือ โดยตั้งข้อแม้มากมายเพื่อปลอบใจตัวเองว่ามันจะเป็นเหมือนเดิมได้ต่อไปในอนาคต เช่นบอกว่าจะมีบอร์ดที่ดูแลกองบรรณาธิการแยกต่างหาก ไม่มีการแทรกแซงกอง บ.ก. ซึ่งในความเป็นจริง ในประวัติศาสตร์การทำงานของเมอร์ด็อกมีครั้งไหนบ้างที่เขาเทกโอเวอร์สื่อแล้วไม่แทรกแซง คำตอบคือไม่มี เพราะที่ผ่านมาเขาใช้สื่อในการสนับสนุนพรรคการเมือง ในอังกฤษเขาสนับสนุนแทตเชอร์ แต่เขาไม่ใช่พวกอนุรักษนิยม พอ โทนี แบลร์ ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เขาก็สนับสนุนแบลร์ต่อเพื่อที่จะสามารถสร้างสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับนักการเมือง รวมทั้งการสนับสนุนประธานาธิบดีบุชด้วย ดังนั้นการที่สื่อยักษ์ใหญ่อย่าง วอลล์สตรีตเจอร์นัล จะมีความเป็นอิสระอยู่หรือไม่ นี่เป็นคำถามใหญ่ และผมคิดว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในหนังสือพิมพ์ที่ถือว่าเป็นเสาหลักของสื่อในสหรัฐฯ เสาต้นนี้กำลังสะเทือน เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าแม้แต่เสาหลักก็โดนซื้อได้ถ้ามีราคาสูงพอ

ปรากฏการณ์แบบนี้กำลังจะเกิดในเมืองไทยไหม

สื่อเมืองไทยอยู่ในยุคที่น่าสนใจมาก ถ้าเราดูเฉพาะหนังสือพิมพ์มันกำลังอยู่ในยุคผลัดใบ สามสิบปีก่อน คนรุ่น คุณสุทธิชัย หยุ่น คนรุ่นคุณขรรค์ชัย บุนปาน คนรุ่นคุณสนธิ ลิ้มทองกุล กำลังก่อร่างสร้างตัวในธุรกิจสื่อแนวใครแนวมัน ตอนนี้เข้าตลาดหลักทรัพย์ไปเรียบร้อยหมด เป็นอาณาจักรเล็กบ้างใหญ่บ้างแตกต่างกันไป และบุคลิกก็ต่างกัน วันนี้ถึงเวลาที่คนรุ่นก่อร่างสร้างตัวกำลังเดินลงด้วยการเกษียณ จากไปโดยธรรมชาติ หรือวางมือ คนรุ่นต่อไปกำลังจะสานต่อ คนรุ่นนี้ไม่ได้เติบโตมากับประวัติศาสตร์ในสมัยเมื่อ ๓๐ ปีก่อน แต่เขาโตมากับกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา จากกระแสตะวันตก จากความเป็นจริงของชีวิตสังคมไทย รูปแบบการทำธุรกิจที่ยังอิงกับความสัมพันธ์ที่มีคุณค่าของสังคมไทยจะยังอยู่ไหม หรือมันจะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่องค์กรธุรกิจแบบเต็มตัวเพื่อแข่งขันกับความเปลี่ยนแปลงของโลกได้ นักบริหารองค์กรรุ่นต่อไปเหล่านี้จะบริหารมันอย่างไร ระหว่างความงามขององค์กรแบบไทยๆ ที่สร้างข้อด้อยในการแข่งขัน กับความสามารถในการแข่งขันและทำกำไรขององค์กรแบบต่างประเทศที่มันทำลายคุณค่าที่ทำให้คุณอยู่มาได้จนทุกวันนี้ ท่ามกลางสื่อที่เกิดขึ้นมากมายในยุคนี้ คุณมีคู่แข่งเยอะมาก และงบโฆษณามันกระจาย มันไม่สามารถจะรวมอำนาจได้อย่างเดิมแล้ว สิ่งที่มันน่ากลัวคือภายใต้สถานการณ์ที่ต้องแข่งขันและอยู่รอด คุณจะรักษาคุณค่าดั้งเดิมเอาไว้อย่างไร ความท้าทายมันอยู่ตรงนี้ หรือสื่อก็ไม่ต่างกับธุรกิจอื่นๆ เราไม่ต้องไปเรียกร้องความสูงส่งของสื่ออีกต่อไป

“อาชีพของผมคือการตั้งคำถาม ผมเป็นสื่อมวลชนอิสระ มีหน้าที่ตั้งคำถามที่น่าสนใจให้คนที่เกี่ยวข้องตอบ แต่ผมก็ไม่มีภูมิปัญญามากพอที่จะตอบทุกคำถามที่ตัวเองตั้งได้ ผมจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามในที่สาธารณะเพื่อให้ปัญญารวมหมู่ของสังคมตอบ”

ในด้านรูปแบบของสื่อจะเปลี่ยนไหม อย่างที่ นิวยอร์กไทมส์ บอกไว้ว่าอีก ๑๐ ปีหนังสือพิมพ์จะหมดความหมาย ทุกอย่างจะพุ่งมาที่อินเทอร์เน็ต

ตอนนี้มันเปลี่ยนแล้ว กระดาษคงไม่หมดไปแต่บทบาทจะลดลง คำถามนี้เคยถามกันในตอนที่มีวิทยุเกิดขึ้น ว่าการอ่านจะหมดไปไหม แต่กระดาษมันก็รอดมาได้ ตอนมีทีวีเราก็ถามกันว่าหนังสือพิมพ์จะหมดไปไหม มันก็รอดมาได้ วันนี้มีอินเทอร์เน็ต คำถามเดิมก็เกิดขึ้นอีก คนที่อยู่กับการอ่านมาตลอดเขาก็คงเชื่อว่ามันจะไปต่อได้ หนังสือมันก็จะคงอยู่คู่กับโลก ถามว่าหนังสือพิมพ์จะยังมีอยู่ไหม ก็น่าจะมีอยู่ เพียงแต่บทบาทและรูปแบบการใช้งานมันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ดังนั้นสื่อต้องปรับตัว วันนี้คนคาดหวังอะไรกับกระดาษ ถ้าเย็นนี้คนที่กำลังกลับบ้านรู้ข่าวเท่ากับคนที่กำลังจัดหน้าหนังสือพิมพ์กรอบเช้าที่โรงพิมพ์ เช้าวันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์วางแผง เขาคาดหวังที่จะอ่านอะไรในหนังสือพิมพ์ เท่ากับที่เขาได้อ่านในเว็บหรือที่ฟังวิทยุในรถเมื่อเย็นวานไหม คนจะต้องการอะไรที่มันมากขึ้นกว่าในอินเทอร์เน็ต วิทยุ รายการทีวี หนังสือพิมพ์อาจจะไม่สามารถขายข่าวได้อีกต่อไป มันอาจจะต้องการอะไรที่ลึกกว่านั้นหรือเปล่า นี่เป็นสิ่งที่หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม รวมถึงสื่อทั้งหมดจะต้องปรับตัว

กรณี นิวยอร์กไทมส์ ก็ยังตอบได้ไม่ชัด มีนักศึกษาเขียนจดหมายไปหาบรรณาธิการ นิวยอร์กไทมส์ ว่าในหอพักของเขาคนเลิกอ่านหนังสือพิมพ์แล้ว แต่เข้าไปอ่านในเว็บไซต์ของ นิวยอร์กไทมส์ ผมคิดว่าเราจำเป็นที่จะต้องรักษาทั้งสองด้านเอาไว้ด้วยกัน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ที่มีคุณภาพ และสร้างกอง บ.ก. ออนไลน์ขึ้นมาเพื่อตอบคำถามคนกลุ่มใหม่ แต่โฆษณามันยังไม่สามารถเคลื่อนมาลงออนไลน์ทั้งหมดได้ ถ้าหันมาทำออนไลน์อย่างเดียวมันก็ไม่สามารถที่จะเลี้ยงองค์กรได้ มันยังจำเป็นต้องทำไปด้วยกัน ถ้าเข้าไปอ่านในเว็บ ไฟแนนเชียลไทมส์ ของอังกฤษจะพบว่าเขาลงข่าวให้อ่านเฉพาะย่อหน้าแรก ถ้าอยากอ่านต่อต้องจ่ายเงิน โดยสมัครออนไลน์แล้วคุณจะได้รหัสเข้าไปอ่านข่าวออนไลน์ฉบับเต็ม เป็นต้น ดังนั้นเรากำลังอยู่ในยุคที่ต้องปรับตัวว่าจะอยู่ภายใต้สมดุลใหม่ได้อย่างไร

ในทัศนะของคุณมองสังคมไทยหลังการรัฐประหาร ๑ ปีที่ผ่านมาอย่างไร

ก่อนเกิดรัฐประหารมันเหมือนสังคมไทยหาทางออกไม่ได้ สังคมไทยไม่รู้ว่าจะออกจากแรงปะทะและการเผชิญหน้าได้อย่างไร เมื่อรัฐประหารเกิดขึ้นเลยคิดว่าอย่างน้อยมันจะมีทางออกจากปัญหาเฉพาะหน้าให้เราเดินหน้าต่อไปได้ แต่ ๑ ปีที่ผ่านมามันสะท้อนให้เห็นแล้วว่าเรายังหาทางออกไม่ได้ ถามว่าคณะทหารที่ทำการรัฐประหารมีอำนาจจริงอย่างที่ตัวเองสมมุติว่ามีหรือเปล่า คำตอบมันชัดแล้วก็คือคุณไม่มีอำนาจเด็ดขาดขนาดนั้น เอาแค่การไหลเข้าออกอย่างรวดเร็วของเงินตราต่างประเทศคุณก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว คุณจะจัดการค่าเงินบาทแข็งอย่างไร ปัญหาวิกฤตการณ์ซับไพรม์๒ ที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา คุณจะจัดการกับมันอย่างไร ปัญหาที่จีนสามารถผลิตสินค้าราคาถูกส่งไปขายทั่วโลกได้ ต่อให้ คมช. มีอำนาจปกครองแผ่นดินไทยโดยประกาศกฎอัยการศึกไปทั่ว คุณก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แม้แต่เว็บ You Tube คุณก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว อำนาจที่คุณเคยคิดว่ามีมันไม่มีเหมือนเดิมอีกต่อไป คุณแค่พยายามสร้างองค์อำนาจในพื้นที่แคบๆ ที่เรียกว่าประเทศไทยขึ้นมาแล้วคิดว่าจะจัดการได้ วันนี้มันก็ตอบโจทย์แล้วว่ารัฐประหารทำให้ประเทศหยุดชะงัก ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของโลกในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาได้ แม้ว่าจะเอาท่านผู้เฒ่าที่มีประสบการณ์มากมายจากระบบราชการไทยเข้ามาจัดการ มันก็พิสูจน์แล้วว่าท่านผู้เฒ่าก็เริ่มสึกกร่อนไปตามกาลเวลา ผมยังแปลกใจที่มีท่านผู้เฒ่าหลายคนในสังคมไทยออกมาวิจารณ์ในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งว่าควรทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยลืมไปว่าเมื่อปี ๒๕๔๐ สิ่งที่ตัวเองพูดนั้นผิดหมด ท่านผู้เฒ่าที่อยู่ในแวดวงการเงินทั้งหลายลืมประวัติศาสตร์ของตัวเองไปอย่างสิ้นเชิง คิดว่าคนรุ่นหลังจำไม่ได้ ขอโทษครับ ผมจำได้นะครับ ท่านพูดอะไรไว้บ้าง กรุณาไปทบทวนอดีต และถ้าจะพูดกรุณาผลิตภูมิปัญญาใหม่ๆ ออกมา อย่าเอาแต่เทศน์หรือเที่ยวสั่งสอนชาวบ้าน ซึ่งก็เป็นลักษณะของผู้ใหญ่ในสังคมไทยที่ชอบเทศน์แต่ไม่ผลิตภูมิปัญญาใหม่ หากินอยู่กับอดีตอันรุ่งโรจน์ของตัวเองโดยไม่ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ที่จะเป็นคำตอบสำหรับอนาคตของสังคมไทย

————————————-
๒ วิกฤตการณ์ซับไพรม์ (Subprime) คือปัญหาวิกฤตสินเชื่อในตลาดโลก อันมีสาเหตุมาจากหนี้เสียของสินเชื่อบ้านที่ธนาคารปล่อยกู้แก่ผู้มีเครดิตทางการเงินต่ำกว่ามาตรฐานในสหรัฐอเมริกา และลุกลามไปทั่วโลกจนทำให้ธนาคารหลายแห่งล้มละลาย

ผมคิดว่าสังคมไทยต้องเจอความจริงของชีวิตสอน เมื่อคุณเห็นว่ารัฐประหารมันทำอะไรไม่ได้ มันจะสอนเองว่าคราวหน้าจะกล้าทำไหม พลังการรัฐประหารกับอำนาจที่ยึดมาได้มันก็ไม่ได้มากเท่ากับในอดีตอีกแล้ว อีก ๑๐ ปีข้างหน้าอำนาจของทหารก็จะลดลงเรื่อยๆ คุณจะหาทางลงลำบากมาก จะลงเล่นการเมืองก็ไม่ได้ ไม่กล้าแม้กระทั่งจะประกาศว่าจะเล่นการเมืองไหม คุณไม่ได้มีอำนาจมากขนาดนั้นอีกต่อไปแล้ว อำนาจมันถูกกระจายไปยังทุกส่วนของสังคมอย่างที่คุณไม่รู้ตัว เว็บไซต์เดียวก็สามารถถล่มคุณได้แล้ว ถึงคุณปิดเว็บเมืองไทย มันก็ไปถล่มคุณจากต่างประเทศ เวลานี้อำนาจมันไม่ได้อยู่ในมือคุณอีกต่อไปแล้ว คุณเข้าใจความจริงที่เกิดขึ้นกับชีวิตในทุกวันนี้หรือไม่

แสดงว่าในทัศนะของคุณการรัฐประหารที่ผ่านมาล้มเหลว

ผมไม่ได้มองเป็นขาวเป็นดำ ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว แต่มองว่ามันอยู่ในจุดที่รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลกได้ยากมาก เรากำลังเผชิญปัญหาที่หนักหน่วงมาก แล้วสื่อมวลชนไทยก็ไม่เคยมองอะไรที่สูงกว่าการเผชิญหน้า สามสี่เดือนที่ผ่านมาเราเสียพื้นที่ข่าวกับ ๒ เรื่อง หนึ่ง ใครจะมาเป็น ผบ.ทบ. เราคุยกันเพื่ออะไรวะ เพื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๕๐ จะได้รู้ว่าพลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้เป็น ผบ.ทบ. คนใหม่ แล้วถามว่ามันเปลี่ยนประเทศตรงไหน สอง เรื่องพรรคมัชฌิมาจะรวมกับพรรครวมใจไทยได้ไหม พรรคเพื่อแผ่นดินไทยจะเป็นอย่างไร สุดท้ายมันก็เหมือนแกงโฮะ ที่ผ่านมาเราต่อสู้มากมายเพียงเพื่อที่จะเห็นคุณสมัคร สุนทรเวช ได้มาเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน โดยมีหมอเลี้ยบ (นพ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี) เป็นเลขาธิการพรรค ดังนั้นจะพบว่าเมื่อหันไปทางซ้ายสุดๆ มันจะหมุนกลับมาเจอทางขวา แล้วในที่สุดเราก็พบว่าเรามองอะไรรอบตัว วนไปรอบๆ เป็นวงกลม สุดท้ายเราก็พบว่าเราไม่มีอุดมการณ์จริงๆ หรอก เรากำลังหลอกตัวเอง

นับแต่รัฐประหารมาจนถึงวันนี้ได้สร้างความแตกแยกในหมู่ปัญญาชนอย่างรุนแรง ในฐานะที่คุณรู้จักนักวิชาการทั้งสองฝ่ายเป็นอย่างดี มองอย่างไรกับเรื่องนี้

ผมคิดว่านักวิชาการไปติดกับการรัฐประหารกับ คมช. โดยมองมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ต้องแบ่งเป็น ๒ ข้าง เอาไม่เอา รับไม่รับ แต่กลับไม่ได้มองเรื่องที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น คือปัญหาเรื่องกระแสโลกาภิวัตน์ที่ซัดเข้าใส่สังคมไทย ถ้ามองกันยาวๆ ในทางประวัติศาสตร์ตรงนี้เป็นเพียงจุดหนึ่งที่เราต้องก้าวผ่านไปให้ได้ แต่เรายังก้าวข้ามไปไม่ได้ กระบวนการขัดแย้งแบ่งขั้วคือการหาทางออกที่จะก้าวข้ามมันไป เพียงแต่เผอิญคนที่อยากจะก้าวข้ามมัน คนที่ผลิตปัญญาที่จะพาสังคมก้าวผ่านเผอิญไปติดกรอบวิธีคิด อุดมคติ อุดมการณ์ที่ตัวเองยึดถือ ไม่ว่าคุณจะมีหรือไม่มีก็ตามที คุณติด คุณไม่สามารถมองให้พ้นจากความคิดความเชื่อที่คุณยึดถืออยู่เพื่อไปสู่สิ่งใหม่ได้ ตอนนี้เราใช้ปัญญาทั้งหมดทางวิชาการที่เรียนรู้มาเข้าไปจับสิ่งที่เราให้ค่าอย่างมากมาย อธิบายกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่าในทางทฤษฎีกูถูกมึงผิด คำถามคือแล้วมึงเถียงกันเรื่องนี้อย่างเดียวทำไม ทำไมไม่คิดเรื่องใหม่ที่จะเดินต่อไปข้างหน้าได้ คุณบอกว่ารัฐประหารเป็นสิ่งไม่มีค่า ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย แต่การเถียงกันแทบตายก็เป็นการให้ค่ากับมันไม่ใช่หรือ

สมมุติวันนี้ไฟมันไหม้บ้านคุณไปแล้ว คุณจะยังมานั่งอยู่ในบ้านเพื่อดูว่ามันไหม้จริงหรือเปล่า หรือคุณจะเก็บสิ่งที่มีค่าที่สุดในบ้านที่จำเป็นต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่ เดินออกไปแล้วคิดว่าจะเอาไงต่อ ผมไม่ได้หมายถึงให้คุณทิ้งบ้านเก่า คุณยังมีเวลากลับมาจัดการกับมันได้ และคุณต้องกลับมาจัดการด้วย เพราะมันเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษของคุณ แต่คำถามที่ยิ่งใหญ่กว่าคือคุณจะอยู่อย่างไรต่อไป ความเป็นมนุษย์คือการอยู่กับปัจจุบันแล้วมองไปในอนาคต แน่นอนคุณไม่สามารถไปสู่อนาคตได้ถ้าคุณไม่ชำระอดีต แต่คุณไม่ใช่ยอดมนุษย์ที่จะสามารถทำทุกเรื่องพร้อมกันได้ คุณต้องจัดลำดับความสำคัญของชีวิต อดีตต้องสะสางเพื่อก้าวไปข้างหน้า ใครมีหน้าที่ก็ต้องทำเพื่อให้ความจริงปรากฏ แต่ไม่ใช่เรียกร้องให้สังคมใช้พลังที่มีอยู่จัดการกับอดีต แล้วเรียกร้องคนทั้งสังคมให้จัดการกับอดีตอย่างเดียวโดยไม่เหลือพื้นที่ให้กับคนที่มองปัจจุบันและอนาคตพูดเลย ถามว่าคุณจะอยู่อย่างไร นี่ไม่ใช่พิพิธภัณฑ์ที่มีหน้าที่จัดการกับอดีต แต่มันคือประเทศ คือสังคม คุณต้องจัดการทุกอย่างไปพร้อมกัน จัดการอดีต พูดเรื่องปัจจุบัน มองไปในอนาคต คุณต้องอนุญาตให้คนที่พูดถึงปัจจุบันและมองไปในอนาคตมีพื้นที่ทางปัญญาให้ถกเถียง ไม่ใช่ผูกขาดบอกว่าใครไม่จัดการกับอดีตคนนั้นไม่มีรากฐานทางประวัติศาสตร์ แบบนั้นคุณจะโดนไฟไหม้อยู่ในบ้านก่อนจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ผมย้ำว่าไม่ใช่ไม่ให้จัดการอดีต แต่มันต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนผลิตปัญญาร่วมของสังคมขึ้นมา ปัญหาตอนนี้เราเอาปัญญาของสังคมทั้งหมดไปถกเถียงกันในเรื่องที่ไม่ควรเสียเวลามากเกินไป ปัญญาใหม่ๆ เลยไม่เกิด

นักวิชาการอาจพูดได้ว่าคนเหล่านี้เป็นพวกปฏิบัติอย่างเดียว เลยไม่สนใจการถกเถียงทางปัญญา ก็เพราะนักวิชาการไม่ต้องทำมาหากินในการมีชีวิตอยู่ ถ้านักวิชาการเป็นนักธุรกิจ ผู้ประกอบการ หรือคนหาเช้ากินค่ำที่ต้องรับแรงปะทะต่างๆ ไม่มีรั้วมหาวิทยาลัย ไม่มีเงินทุนวิจัยแล้วใช้เวลาว่างในการสร้างสรรค์ทางปัญญาอย่างเดียว วิธีคิดคุณจะเปลี่ยนไป คุณจะรู้ว่าคุณต้องอยู่ให้รอดด้วยตัวเอง คุณจะไม่กล่าวหาการทำมาหากินและการมองชีวิตที่เป็นจริงเลวร้ายจนเกินไปนัก คุณจะไม่ทำให้กระบวนการเหล่านี้เป็นสิ่งด้อยค่า และทำให้กระบวนการทางปัญญาเป็นสิ่งสูงส่ง ปัญญาสูงส่งไม่ได้ถ้าชีวิตคนยังเลวร้ายอยู่ ถ้าครอบครัวคุณเดือดร้อน ลูกไม่มีเงินไปโรงเรียน เศรษฐกิจพัง คนในสังคมอยู่ไม่ได้ แล้ววันนั้นเราจะมีปัญญาไปทำอะไร ปัญญามันกินไม่ได้ในชั่วโมงนั้น มันจะเป็นสิ่งหรูหราเกินไปในวันที่คนในสังคมไม่มีอะไรจะกิน ถ้าคุณไม่หาทางแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วทำให้สังคมเคลื่อนต่อไปได้

โดยสรุปแล้วอาชีพสื่อมวลชนของคุณให้อะไรแก่ชีวิตบ้าง

ตอนทำนิตยสาร OPEN ผมเด็กมาก อายุแค่ ๒๙ ปี เข้ามาทำธุรกิจที่ว่ากันว่ายากที่สุดในโลก แถมยังทำหัวข้อที่ยากเพราะคนทั่วไปเขาไม่อ่านกัน ตอนเราเข้ามาทำไม่ได้ทำเพราะความคิดทางธุรกิจเลย ทำเพราะเราอยากทำ แล้วมันไม่รู้จะทำยังไง ทำแบบลูกทุ่ง ทำตามความเชื่อ ทำตามความคิดของตัวเอง ลองผิดลองถูก ด้วยความมัน ความสด เขาสั่งห้ามอะไรเราทำหมดด้วยความอยากลอง เราทำลายล้างทฤษฎีไปเยอะมาก ผ่านไปๆ เราโตขึ้นจากการทำงานนั้น ชีวิตเราได้ลองผิดลองถูกผสมกันไป มันทำให้ด้านนอกและด้านในชีวิตเราโตขึ้น เรารู้สึกว่ามันมีคุณค่า จนวันหนึ่งที่เรารู้สึกว่าไม่ต้องใช้สื่อนิตยสารอีกต่อไปแล้ว เราก็วางมันลง เหมือนกับชีวิตเราที่วันหนึ่งก็ต้องตายไป เพียงแต่เราเลือกที่จะตายกับสื่อตัวนี้หรือว่าเราจะเติบโตด้วยสื่อตัวอื่นต่อไป จากนั้นเราก็มาลองทำเว็บดูเล่นๆ บ้าง เพื่อความบันเทิง ความสนุกสนาน เป็นการทำในหมู่เพื่อนพ้อง ทำกันเป็นชุมชน ไม่ใช่เพื่อธุรกิจ มันเหมือนวัดแห่งหนึ่ง วัดที่ใครอยากมาก็มา คุณอยากมาทำการกุศลก็เข้ามา มีปัญญา มีความรู้ให้ ไม่มีความรุนแรง แล้วเราก็มาทำหนังสือที่คิดว่าเป็นภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน จากการที่เราลองผิดถูกมา ผลที่ได้มันไม่ใช่แค่รายได้ มันทำให้เราโตทั้งด้านนอกและด้านในของชีวิต ถ้ากระบวนการทำงานเหล่านี้มันทำให้เราโตและสามารถที่จะรักษาความสุขความพอดีในชีวิตต่อไปได้ผมก็จะทำต่อไปเรื่อยๆ ส่วนตัวผมไม่ได้คาดหวังให้มันโตกว่านี้ ไม่เคยตั้งเป้าเรื่องยอดขาย ไม่เคยตั้งเป้าเรื่องกำไร ไม่เคยคิดว่าต้องทำกี่เล่ม อาจดูเป็นนักธุรกิจที่ไม่ค่อยจะได้เรื่อง ผมเรียนบัญชีมาแต่ก็ไม่เคยทำงบดุลเลย มีแค่เงินหมุนเวียนธรรมดา

ทุกวันนี้อาชีพของผมคือการตั้งคำถาม ผมเป็นสื่อมวลชนอิสระ มีหน้าที่ตั้งคำถามที่น่าสนใจให้คนที่เกี่ยวข้องตอบ แต่ผมก็ไม่มีภูมิปัญญามากพอที่จะตอบทุกคำถามที่ตัวเองตั้งได้ ผมจึงจำเป็นต้องตั้งคำถามในที่สาธารณะเพื่อให้ปัญญารวมหมู่ของสังคมตอบ มันจำเป็นที่จะต้องมีคำถามดีๆ โยนเข้ามาในวงเพื่อให้รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสังคม มองเห็นปรากฏการณ์แล้วเรามาช่วยกันอธิบาย หาทางออกร่วมกัน คำตอบอันโดดเดี่ยวของใครคนใดคนหนึ่งไม่สามารถสร้างฉันทามติร่วมของสังคมที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ มันจำเป็นจะต้องมีอะไรที่แหลมคมออกมาแล้วทุกคนมาช่วยกันขัดเกลาให้มันกลมกล่อม แล้วเราใช้ยาตัวนี้แก้ปัญหาที่มันปั่นป่วนสังคมไทยและสังคมโลกอยู่ โครงสร้างที่เป็นอยู่นี้มันทำให้คนรุ่นหลังมีทางออกน้อยลงทุกที และเราจะอยู่ได้ยากขึ้น สังคมจะเดินสู่ทางตันถ้าเราไม่ระเบิด หรือถ้าเราไม่ถอยให้กันบ้าง มันจะชนกัน

ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นศตวรรษที่โลกเรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตในทุกด้าน เราจะไปสู่ศตวรรษที่ดีขึ้นสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นเราในบั้นปลายได้หรือไม่ คำตอบอยู่ที่การกระทำของเราเอง สำหรับสังคมไทยวันนี้เราต้องการการระเบิดทางปัญญา ไม่ใช่ระเบิดในภาคใต้หรือในกรุงเทพฯ ถ้าเราผลิตปัญญาได้ ความรุนแรงจะลดลง สังคมจะสงบสุขมากขึ้น แต่ถ้าเราไม่จุดระเบิดทางปัญญา เราจะต้องเผชิญหน้ากับลูกระเบิดจริงๆ

……………………………………………………………………..

[2] Positioning Magazine ธันวาคม 2547

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

Positioning Magazine ธันวาคม 2547

ภิญโญเริ่มต้นเข้าสู่วงการสิ่งพิมพ์ด้วยการเป็นนักข่าวให้กับหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ เหตุผลที่เขาเลือกอาชีพนักข่าว เกิดขึ้นหลังจากที่เขาได้ไปร่วมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แต่อาชีพนักข่าวก็เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นที่ยังไม่ตอบโจทย์ความต้องการของชีวิต

จนถึงวันนี้ภิญโญได้ออกมาทำหนังสือของเขาเองได้เป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นมาจากวิกฤตเศรษฐกิจหลังฟองสบู่แตก หนังสือหลายหัวต้องปิดตัวลง แต่การทำหนังสือยังคงอยู่ในคิดคำนึงของภิญโญตลอดเวลา จึงนำเงินทุนที่เก็บหอมรอมริบมาเริ่มต้นทำหนังสือตามแนวคิดของตัวเอง

ในฐานะเจ้าของธุรกิจ ภิญโญต้องเรียนรู้การเป็นบรรณาธิการของ OPEN คู่ไปกับเรื่องราวทางธุรกิจ เพราะถ้าจัดการเรื่องการเงินไม่ได้ สำนักพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ รวมไปถึงคุณภาพในการผลิต เพราะสิ่งเหล่านี้สร้างความหน้าเชื่อถือให้กับตัวหนังสือได้เป็นอย่างดี

5 ปีที่ผ่านมา ภิญโญต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของนิตยสารมาตลอด ตั้งแต่การไปจับมือกับค่าย จีเอ็ม แต่ในที่สุดต้องเลิกรากันไป ภิญโญหันมากัดฟันสู้อีกครั้ง กับการทำนิตยสารไม่มีโฆษณา มีแต่รายได้จากการขายหนังสือ

นอกจากหนังสือ OPEN แล้ว ภิญโญยังขยายขอบเขตด้วยการทำ OPEN HOUSE ซึ่งเป็นส่วนที่เรียกได้ว่าขยายหน่อของ OPEN ไปทางด้านวรรณกรรมที่มากขึ้น โดยเขาได้ชวน ปราบดา หยุ่น เข้ามาร่วมดูแลในส่วนของ OPEN HOUSE ในส่วนที่เป็นวรรณกรรม ส่วนตัวเขาจะดูแล OPEN HOUSE ในด้านธุรกิจ การผลิตและช่วยเขียนให้บ้าง

แม้ว่า open ยังไม่ประสบความสำเร็จในด้านธุรกิจ แต่ก็ได้ชื่อว่าเป็นนิตยสารทางเลือก สำหรับคนทำหนังสือที่ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนมากมาย ก็สามารถทำหนังสือในเชิงเนื้อหา และเขาท้าทายให้สังคมได้เห็นและยอมรับ

Profile

Name : ภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา
Education : คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เริ่มต้นทำหนังสือ OPEN ในปี 2543 ภายหลังจากที่ไปศึกษาที่ประเทศจีนมาระยะหนึ่ง
Family : สมรสแล้ว

…………………………………………………………………………………

[3] ข้อมูลนักเขียนจากเวบไต้ฝุ่นของพี่คุ่น ปราบดา หยุ่น อธิบายถึงพี่โญไว้ดังนี้

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา

ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา พ่อบ้านของสำนักพิมพ์ openbooks และบรรณาธิการใหญ่ของนิตยสาร open (ที่เพิ่งโผล่มาเป็นนิตยสารออนไลน์ได้ไม่นาน) เป็นเพื่อนสนิทกับสำนักหนังสือไต้ฝุ่น ผู้แนะนำให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการจัดการบริหารสำนักพิมพ์มาตั้งแต่เรายังไม่ถือกำเนิด
นอกจากตำแหน่งบรรณาธิการ ภิญโญเป็นที่รู้จักของนักอ่านจำนวนไม่น้อยในฐานะนักเขียนสำนวนละเมียดละไม ผู้ฝักใฝ่ปรัชญาตะวันออก งานเขียนแทบทุกชิ้นของเขามีน้ำเสียงของผู้เข้าใจชีวิตที่ต้องการแบ่งปัน ความเข้าใจให้ผู้อื่น และในขณะเดียวกัน ความสนใจต่อสภาวะการเมือง ต่อปัญหาเศรษฐกิจ และต่อความเคลื่อนไหวทางวัฒนธรรม ทำให้งานของภิญโญเป็นกระจกสะท้อนสังคมร่วมสมัยที่ชัดเจนที่สุดแผ่นหนึ่งในปัจจุบัน
ความเรียงชุด ละอองฝุ่นในสายฝน ที่ไต้ฝุ่นคัดสรรลง Typhoon Cafe #1 คือตัวตนของภิญโญอีกด้านหนึ่ง ด้านที่สังเกตและสัมผัสธรรมชาติรอบตัวด้วยความละเอียดอ่อน ซึ่งเป็นด้านของภิญโญที่เพื่อนๆ และน้องๆ ต่างรู้จักเป็นอย่างดี

…………………………………………………………………..

[4] Yes We Do

REALITY SUPPORT
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการ นิตยสาร OPEN

ถ้าให้มองย้อนไปถึงตอนเลือกคณะในการเรียนมหาวิทยาลัย

ตอนนั้น…ผมเลือกคณะผิด

ชีวิตที่ผ่านๆ มาผมอยู่ผิดที่ เพราะผมไปเรียนคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี ความสนใจของเรากับความสนใจของเพื่อนฝูงในคณะมันต่างกัน เมื่อเราไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มันไม่ใช่ เพื่อนฝูงก็เลยไม่ใช่ แต่มันไม่ใช่ความผิดของเพื่อนฝูง แต่เราไปอยู่ผิดที่เอง

หลังจบม.3 ผมสอบเข้าโรงเรียนเตรียม เด็กที่เรียนเก่งๆ ต้องสอบเข้าสายวิทย์ ผมเองก็เป็นเด็กเรียนเก่งมาจากต่างจังหวัด บ้านผมอยู่จันทบุรี โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ เป็นโรงเรียนเล็กๆ ไม่มีใครรู้จักหรอกทั้งโรงเรียนมีผมสอบติดคนเดียว

ตอนผมมาจากบ้านนอก พี่ชายผม 2 คน เรียนโรงเรียนเตรียม ผมก็เลยคิดว่า…มึงสอบเตรียมได้ กูก็จะสอบเตรียมให้ดู (หัวเราะ) ผมก็เลยมาสอบโรงเรียนเตรียม ไม่รู้หรอกว่าสายศิลป์เค้าเรียนอะไร มันไม่มีใครบอกคุณ รู้แต่ว่าศิลปะเนี่ยคือการวาดรูป ผมก็ไม่อยากเรียนวาดรูปมาตลอด คือผมก็ชอบวาดรูปนะ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นแบบนั้น ไม่ได้เข้าใจว่ามันคือศิลปศาสตร์ มันไม่ใช่วิชาศิลปะ ก็เข้าใจผิด ดันไปเลือกสอบสายวิทย์ เพราะเด็ก ม.3 ถ้าพื้นฐานดีๆ อ่านหนังสือเยอะมันก็คงพอสอบเข้าโรงเรียนได้ สอบติดก็เรียนไป ม.4 พอไหว แต่วิชา ฟิสิกข์ เคมี เริ่มแย่แล้วใจไม่รู้อยู่ดีๆ มันไม่เอาแล้ว คณิตศาสตร์อยู่ ม.5 เริ่มจะสอบตกหมด ก็เลยอยู่ไม่ได้แล้ว ผมก็เลยสอบเทียบตอนอยู่ ม.5 เพราะไม่สามารถเรียน ม.6 ได้

มันฝืนสังขารมากเลยที่จะต้องเรียนเลข วิทย์ ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ มันทนไม่ไหว แต่วิชาสายสังคม สังคม ภาษาไทย คะแนนผมดี สอบเทียบผมก็ต้องไปสอบศิลป์คำนวณ ผมก็ไปอ่านหนังสือวิทย์กายภาพเพื่อที่จะสอบผ่านให้ได้

ผมสอบเทียบผ่านตอน ม.5 ผมก็ต้องเลือกคณะ แล้วศิลป์คำนวณมันไม่มีคณะอะไรให้เลือกมากมาย แล้วผมก็โง่ ไม่รู้ว่าทำไมผมโง่ได้ขนาดนี้ ผมก็เลือกคณะที่มันสูงสุดของศิลป์คำนวณ คือพาณิชย์ศาสตร์การบัญชีอันดับ 1 จุฬา, ธรรมศาสตร์2 แล้วเลือกเศรษฐศาสตร์ 3 4 สองที่ นิติศาสตร์ 5 6 จุฬา, ธรรมศาสตร์ ที่ไม่เลือกธรรมศาสตร์อันหนึ่งเพราะมันไปเรียนไกล ต้องไปเรียนรังสิต ผมพวกเด็กบ้านนอกอยู่กรุงเทพฯยังอยู่ไม่ค่อยถูกเลย ให้ไปเรียนรังสิตผมว่ามันน่ากลัวไปนะ

ผมคิดเอาง่ายๆว่า จบเตรียมมาก็เรียนจุฬาต่อแล้วกัน แล้วได้มาติดคณะบัญชี ติดด้วยความไม่รู้ว่ามันต้องไปเจอกับวิชาอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าบัญชีทำอย่างไง ไม่รู้ว่าบัญชีต้องเรียนคณิตศาสตร์ เรียนสถิติด้วย พอเจอวิชาเหล่านี้ผมก็เดี้ยงมาตลอด และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีความสุขเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครได้อ่านตรงนี้กรุณา…โดยเฉพาะพ่อแม่กรุณาอย่าไปบังคับลูกหลานให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ หรือว่าคนที่กำลังจะเลือกอะไรก็ควรจะคิดให้มันดีๆ สมัยก่อนมันเหมือนไม่มีใครแนะแนวเรา ว่าควรจะเรียนอะไร ซึ่งมันน่าเศร้าไง แต่มันก็ได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง ได้เรียนในสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับเรา ได้รู้เรื่องธุรกิจ สิ่งที่เป็นชีวิตจริงเราจะไม่สนใจ ซึ่งถ้าผมไปเรียนนิเทศน์ศาสตร์ หรือสถาปัตย์ผมก็คงจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ การเรียนคณะบัญชีก็ช่วยดึงเอาไว้ ให้กลับมาสามารถเอาศิลปะมาผสมกับธุรกิจเป็น commercial art มันเลยพอที่จะเข้าใจพอที่จะรับได้ จัดการชีวิตตัวเองได้ประมาณหนึ่ง

…………………………………………………………………………….

สมัยเรียน ตอนเป็นเด็กผมเป็นคนที่ต่างจากเด็กอื่น แต่มันก็ไม่ถึงขนาดต่างมาก ทุกคนจะรู้เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่คบๆ กันอยู่จะรู้พวกเค้าจะรู้ว่าผมเป็นคนประหลาด แต่มันไม่สามารถนิยามความประหลาดได้ว่าจะใช้ไปทำประโยชน์อะไรบ้าง แต่เค้าก็รู้ว่าผมเป็นคนประหลาดคนแปลก ไม่เหมือนเพื่อนฝูงในวิธีคิดทั่วๆไป ไอ้พวกไม่ประหลาดตอนนี้ก็เป็นหมอกันหมด ไอ้ผมประหลาดก็มาทำหนังสือ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว (หัวเราะ)

ตอนนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับตัวเองเท่าไหร่หรอก ผมก็รู้สึกว่าผมประหลาด แต่ผมไม่ค่อยหวั่นไหวเพราะผมประหลาดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ผมจะคิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ดังนั้นผมก็จะชินกับการเป็นคนประหลาด ประหลาดในแง่นี้ไม่ได้หมายถึงวิเศษ แต่มันแตกต่างออกไป

ผมเป็นพวกกบฏ ผมไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ ชอบเถียงครูในบางเรื่อง

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เป็นตัวประหลาดในสายแฟชั่น แต่ผมมักไม่มีทัศนคติที่ไม่ค่อยเหมือนกับกระแสหลัก ไม่ค่อยเหมือนกับที่ครูอาจารย์สอน บางเรื่องผมก็จะค้าน จนเหมือนมีความขัดแย้งกับครู บางทีผมไม่เชื่อในวิธีการคิดหรือวิธีการสอนของครู บางเรื่องผมก็จะมีความขัดแย้งในใจ บางครั้งผมก็เถียง บางครั้งผมก็จะเงียบๆอาจจะไม่เถียงเลย แต่ผมก็ยังคงไม่เห็นด้วย

ถึงผมจะแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่ถึงขนาดมั่นใจในตัวเองจนแปลกแยกเวลาอยู่ในหมู่เพื่อน เรายังทำกิจกรรมด้วยกัน ผมยังเตะฟุตบอลกับเพื่อน เล่นบาสกับเพื่อน ยังไปไหนด้วยกันกับเพื่อน มีกิจกรรมที่มันยังมีกติกากำหนดอยู่ที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ อ่านหนังสือด้วยกัน ไปติวด้วยกัน มันยังมีตรงนี้กำกับเราอยู่ เราก็ไม่ถึงขนาดหลุดออกไปทีเดียว แต่ว่าช่วง ม.5 ผมจะไม่ค่อยไปโรงเรียนแล้ว เพราะผมสอบเทียบ ผมรู้ว่าผมสอบผ่านแล้ว ผมก็ไม่ค่อยไปโรงเรียน ถ้าไปโรงเรียนก็ไปเพื่อสังสรรค์

ผมตัดสินใจไม่ไปเรียนแต่ผมก็ยังไปเตะบอลกับเพื่อน ไปคุยกับเพื่อนในห้องเรียน นอนหลับบ้างคุยกับเพื่อนบ้าง แต่ผมดูหนังสือเองอยู่ที่บ้านแล้ว เพราะผมจะเปลี่ยนสายไง ผมก็ไม่สามารถใช้การศึกษาในโรงเรียนวิชาปกติไปสอบเพื่อเข้ามหา’ลัย โรงเรียนไม่ได้ผิดอะไรนะ แต่ว่าผมเปลี่ยนเอง และผมไม่เคยรู้สึกว่าผมเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้

ส่วนครอบครัว-พ่อแม่ เค้าก็คงมีปัญหากับผมในบางช่วง แต่ว่าเค้าก็รู้ว่าผมไม่เหมือนพี่น้องทุกคน เค้ารู้ว่าเป็นกรณียกเว้น ที่ผ่านมาเค้าก็ไม่ว่า ผมเพราะผมเรียนหนังสือดี ผมมาเรียนไม่ดีตอนเข้ามหา’ลัย

……………………………………………………………………………………………..

ตอนจบมา ผมยังไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งผมจะมาถึงจุดนี้ แต่ผมมีความเชื่อว่า…คนเรา…ถ้าชีวิตคุณอยากเป็นอะไร คุณก็ต้องฝึกฝนตนเองเพื่อไปถึงจุดนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วมนุษย์มันไม่รู้ทันทีหรอกว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร มันยากที่จะรู้ ตั้งแต่ต้นหลังเรียนจบว่าตัวเองอยากเป็นอะไรแน่ แต่มันเป็นกระบวนการฝึกตัวเองไปเรื่อยๆมากกว่า
คุณต้องสร้างโอกาสในการค้นหาและฝึกฝนตัวเอง จนวันหนึ่งคุณจะรู้เองว่าในระหว่างที่คุณฝึกวิทยายุทธอยู่คุณอยากเดินสายนี้ ไม่อยากไปสายนั้น แล้วคุณก็จะลงลึกในรายละเอียดของการฝึกฝนตรงที่คุณสนใจนั้นมากขึ้น การฝึกฝนมันประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง มันไม่ใช่ฝึกเขียน ฝึกคิด ฝึกทำข่าวอย่างเดียว มันฝึกทุกๆ เรื่องเพื่อที่จะออกไปทำตรงนั้นให้ได้ กระบวนการตรงนี้ค่อนข้างยาว ไม่ใช่ว่าปี 2 ปีแล้วทำได้เลย อย่างผมกว่าจะมาทำก็เกือบ 10 ปี ก่อนที่จะมีความพร้อมพอที่จะทำหนังสือของตัวเองได้

……………………………………………………………………………………………..

ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นนักข่าว ผมจบมาอยู่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ผมก็สัมภาษณ์นักธุรกิจเพื่อเอามาเขียนสกู๊ปข่าว เวลาไปทำสัมภาษณ์ ลูกพี่หรือหัวหน้าเค้าก็จะเรียกมาคุยประเด็นกันก่อน ว่าจะให้เราคุยกับเค้าด้วยเรื่องอะไร จะต้องถามอย่างไง ครั้งแรกเค้าไม่ให้ผมไปคนเดียว มีคนประกบไปด้วย มีรุ่นพี่พาเราไป เราก็ไปนั่งฟังเค้าสัมภาษณ์ ไปดูวิธีการว่าจะคุยอย่างไง หลังจากนั้นเราก็เริ่มเตรียมประเด็นของเราเอง ก่อนออกไปเราก็เล่าประเด็นให้ลูกพี่เค้าฟังก่อน ถ้าประเด็นโอเค เค้าก็ปล่อยเราไปได้ ก็ถือว่าไปเสี่ยงตาย(หัวเราะ) ถ้าเขียนดีก็กลับมาเค้าจะแก้ไขน้อย มันจะมีกระบวนการขัดเกลา

ตอนนี้ผมก็ประยุกต์ใช้กระบวนการเดียวกันนี้กับน้องที่ๆ OPEN คือทุกคนที่เข้ามา มึงไปสัมภาษณ์พร้อมกูเราจะออกไปด้วยกันก่อนหลายเดือนกว่าจะปล่อยให้บินเดี่ยว จะลองให้บินเดี่ยวก็ต่อเมื่องานเล็กๆ สัมภาษณ์ร้านเล็กๆ ระดับของประสบการณ์มันเท่ากันกับของคนทำธุรกิจกับคนสัมภาษณ์มันก็คุยกันได้ง่าย แต่ถ้าไปสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง ยังปล่อยไปเดี่ยวไม่ได้ เพราะปล่อยแล้วมันจะตายเดี่ยว จะช่วยกันก็ต้องไปด้วยกัน

การสัมภาษณ์บุคคลระดับประเทศ ก็ต้องเอาประสบการณ์ไปสู้กับประสบการณ์ มันไม่สามารถเอาคนที่ไม่มีประสบการณ์ไปทำได้ ไม่งั้นก็ไปโดนเค้าสอยร่วงกลับมา เสียความมั่นใจและเสียชื่อ มันก็ต้องมีกระบวนการเทรนตรงนี้ให้ขึ้นมาให้ได้

ในยุคที่ผมเพิ่งเป็นนักข่าวใหม่ๆ ตอนนั้นการคัดสรรคนเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวในกองบรรณาธิการ มันเปิดกว้างกว่าตอนนี้ ส่วนหนึ่งมันไม่ใช่เพราะความดีของเรา แต่เป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมข่าวมันเปิดกว้างหลังพฤษภาทมิฬ หลัง พ.ศ.2535 เป็นช่วงที่หนังสือพิมพ์เกิดกันเยอะ หนังสือพิมพ์มันบูมเพราะว่าสังคมมันเปิด มันเป็นเรื่องปกติทางประวัติศาสตร์ทางสังคม หลังการต่อสู้ทางการเมือง สื่อจะเบ่งบาน เพราะการต่อสู้ทางการเมือง สื่อจะมีบทบาทเยอะ เมื่อมวลชนรบชนะสื่อจะมีพลังสามารถออกหนังสือพิมพ์ได้เยอะ รับคนเยอะ รับโฆษณาเยอะ แต่ถ้ารบแพ้สื่อก็จะถูกเหยียบต่อไป หนังสือพิมพ์แทบจะเสนอเรื่องอะไรไม่ได้ นอกจากเรื่องประโลมโลก นักเขียนก็ได้แต่เขียนนิยายขายกันไป ส่วนผมเข้ามาในวงการนี้ได้หลังจากหนังสือพิมพ์-สื่อมวลชนรบชนะร.ส.ช. ทีนี้เวลาสื่อเขาจะรับคนทีละเยอะๆ มันไม่สามารถเฉพาะเจาะจงไปแต่ละสาขาอาชีพได้หรอกว่าจะรับแต่เฉพาะนิเทศศาสตร์ มันก็รับเด็กเข้ามาที่จบปริญญาตรีทั้งหมด รับคนที่มีระบบคิดพอที่จะเข้าใจพื้นฐานได้ ลำพังนิเทศศาสตร์อย่างเดียว มันทำข่าวธุรกิจไม่ได้หรอกมันต้องมีคนที่เรียนธุรกิจมารู้ระบบรู้เรื่องการตลาดด้วย ถึงจะเขียนให้เป็นภาษาเนื้อเดียวกับข่าว เพราะอย่างนั้นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรุ่นนั้นก็เลยรับคนเข้ามาหลากหลาย มีทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจอะไรเต็มไปหมดเลย ส่วนคนที่จบคณะนิเทศศาสตร์กลับมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก ที่เข้ามาทำอาชีพนักข่าว นิเทศศาสตร์จะไปเป็นพวกสายโฆษณากัน ในขณะที่เด็กสายอื่นเข้ามาทำหนังสือพิมพ์เยอะ

ผมเดินเข้าสู่อาชีพนักข่าว เพราะหลังจากที่ผมไปร่วมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้ว ผมก็รู้สึกว่าผมไม่อยากทำอาชีพอื่นต่อ ตอนนั้นผมทำงานพวกมาร์เก็ตติ้งอยู่ช่วงสั้นๆ เป็นบริษัทของอาจารย์ จบไปอาจารย์ก็ชวนทำงาน ก็ไปทำมันเป็นช่วงเริ่มต้นยังไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเยอะ ผมก็เลยลางานมาประท้วง เค้าก็ให้ลามาดีๆ พอประท้วงเสร็จก็เลยใจแตก รู้สึกว่าช่วงนั้นอ่านหนังสือพิมพ์เยอะ อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเห็นเค้ารับคน ผมก็เลยโทรศัพท์มาสมัครกับเค้า ก็นั่งคุยกันพอถูกใจ เค้าก็เลยรับผมเข้าทำงาน ผมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยตอนเรียนเพราะฉะนั้นคุยกันก็เลยรู้เรื่อง พูดอะไรกับเขาก็จะรู้เรื่อง

ส่วนหนึ่งที่เขารับผม คิดว่าเป็นผลจากการที่ได้เราฝึกฝนตัวเองมาก่อนหน้านั้นด้วย ผมไม่ได้เจตนาฝึกฝนตัวเองหรอก แต่มันเป็นความรัก ความรักในการอ่าน สนใจอะไรที่มันเป็นความรู้อยู่แล้ว สนใจเรื่องการเมือง สนใจเรื่องประวัติศาสตร์เป็นฐานเดิม ก็สนใจเรื่องอะไรที่เป็นเรื่ององค์ความรู้ ผมไม่อยากเฉพาะเจาะจงมาก เป็นเรื่องเศรษฐกิจผมก็ชอบอ่าน เรื่องประวัติศาสตร์ผมก็ชอบอ่าน เรื่องอะไรที่คนเค้าไม่ชอบอ่านเรื่องอะไรที่มันหนักๆ ผมชอบอ่าน เรื่องปรัชญาเรื่องความคิดผมเติบโตมาสายแบบนี้ ผมอ่านนิยายบ้างเหมือนกัน แต่ถ้าผมไปอ่านเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผมก็สนใจมาก

……………………………………………………………………………………………..

พอจบมาทำงานแล้ว ถึงได้ออกมาเจอเพื่อนที่คิดเหมือนๆกันบ้าง เพราะเราทำหนังสือพิมพ์ ได้คลุกคลีกับคนที่สนใจงานคิดงานเขียน และงานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มันก็เริ่มมีการจับกลุ่มรวมตัวกัน ซึ่งใช้เวลาหลายปี เรียกว่าทศวรรษหนึ่ง…เกือบ 10 ปีกว่าจะมาเจอกัน เมื่อรวมตัวกันได้แบบนี้ เริ่มมีกลุ่มก้อนที่ชัดเจน เพื่อที่จะโอบอุ้มกันไปได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เราฝันไว้

การได้ทำงานกับคนหลากหลาย แต่มีทัศนคติมีชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยการทำงานที่ตรงกัน มันก็จะสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ อันนี้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งถ้าคุณมีความมุ่งมั่นในการทำงานที่ดีของคุณ คนเค้าก็จะเห็นงานของคุณเอง แล้วงานมันจะบอกตัวของมันเองได้ เมื่อนั้นเค้าก็อยากจะทำงานกับคุณเอง คุณไม่ต้องไปป่าวร้องหรอก ผมว่าผมก็เงียบผมก็ทำงานของผมไป ถ้าคนเค้าเชื่อในงาน เค้าก็จะรู้ว่าเราเป็นอย่างไร เราก็จะทำงานด้วยกันได้ ความสัมพันธ์รอบตัวผมมันมาอย่างนี้มากกว่า มันถึงจะยืนยาว คบกันด้วยตัวของมันเอง ไม่จำเป็นต้องไปสร้างไปเรียนพัฒนาบุคลิกภาพ ผมไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น

อย่างไรก็ตาม อาชีพนักข่าวหนังสือพิมพ์ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น มันยังไม่ใช่ชีวิตที่ “ใช่” สำหรับผม เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพ มันใช้เวลาต่อสู้ค่อนข้างนาน มันจะมีอยู่ 2 มิติ

มิติแรกสมมติว่าเป็นลูกจ้างอยู่ในองค์กร มันก็ต่อสู้แบบลูกจ้าง ทำอย่างไรที่จะให้ผลตอบแทนในวิชาชีพสูงพอที่จะประคับประคองชีวิตได้ ซึ่งผมคิดว่าอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยนี่มันเดินมาถึงจุดที่มันก้าวหน้ามาก จนผลตอบแทนวิชาชีพมันสามารถดูแลชีวิตผู้คนได้แล้ว ถ้าคุณยอมเดินเข้าไปอยู่ในสังกัดหนึ่งที่มันใหญ่ เรียกว่ามันไม่มีความผันผวน คุณอยู่ค่ายใหญ่เงินเดือนพอเลี้ยงชีพ นักเขียนมีความสุขพอสมควรทุกวันนี้ อีกมิติหนึ่งคุณออกมาทำอะไรเอง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันก็ต้องผ่านเวลาเริ่มต้นทั้งนั้น อย่างผมใช้เวลาถึงตอนนี้ก็เกือบ 4 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำ OPEN มามันก็ 3 ปีกว่า เกือบ 4 ปีแห่งความยากลำบาก ซึ่งมันก็คงกล่าวอ้างไม่ได้ว่าความลำบากนี้ปรากฏอยู่เฉพาะในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์ ผมคิดว่าธุรกิจอื่นๆ มันก็คงยากประมาณแบบนี้ในช่วงแรกของการก่อร่างสร้างธุรกิจ และต้องไม่ลืมว่าเราไม่ได้มีเงินทุนเยอะ ถ้าผมมีเงินสัก 2 ล้านไม่ต้องถึง 10 ล้านหรอก ผมคงทำได้ดีกว่านี้ในช่วงต้นๆ ทำได้ดี ไม่ใช่เนื้อหาดีกว่านี้แต่เป็นเงื่อนไขในการทำมันน่าจะสบายกว่านี้ ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ผ่านมา 3-4 ปี ผมใช้เงินน้อยมากๆ อาจจะน้อยที่สุดเล่มหนึ่งในบรรดาก่อเกิดนิตยสารในประเทศไทย

ที่นี่เราตั้งเงินเดือนกันน้อย ไม่ได้ตั้งแบบกระฉูดมาก เพราะว่าเราไม่ได้ต้องการให้ต้นทุนหนังสือมันบานหรือฟูออกไป แต่ทำไมทุกคนถึงยอมและมาทำงานด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว เอาง่ายๆพวกผม 3 คน หากไปเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มอื่น เงินเดือนจะมากกว่านี้ 2-3 เท่า แต่ผมไม่อยากบอกว่าเงินเดือนเท่าไหร่ ดูมันเป็นเรื่องส่วนตัวไป อย่างปราบดาคุณคิดว่าคุณสามารถจ้างเขาด้วยเงินเดือนเท่าไหร่ หรือคุณจะจ้างคนอย่างผมด้วยเงินเดือนเท่าไหร่

ถึงคุณให้ผมเดือนละ 2 แสน ถ้าผมไม่อยากทำ ผมก็ไม่ทำ ประเด็นในชีวิตการทำงานตอนนี้ มันไม่ใช่เรื่องเงินแล้วไง

……………………………………………………………………………………………..

หลังจากที่ออกจากหนังสืออื่นๆมาทำหนังสือของตัวเอง การสั่งสม Connection ต่างๆ มันมาเอง ตามงานที่เราทำผ่านๆมาในอดีต มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องไปเรียน MBA หรือไปเรียนหลักสูตรอะไรที่ทหารเรียนเยอะๆ เพื่อที่จะไปรู้จักคน ผมว่าความสัมพันธ์อย่างนั้นมันฉาบฉวย ถ้าคุณไปคบกับใครเพื่อไปมุ่งหวังผลประโยชน์จากเค้า เค้าก็จะสัมผัสได้ เค้าก็จะใช้คุณเหมือนกัน และเค้าก็จะหวังผลประโยชน์จากคุณกลับคืน ในทางระยะยาวมันอยู่ไม่ได้ในการคบกันโดยผลประโยชน์ แต่ว่า Connection ที่รู้จักกัน มันมาด้วยกันทำงานด้วยกันมากกว่า

ตอนที่เริ่มต้นทำหนังสือใหม่ๆ ผมไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนมากมาย ตัวผมเองก็ไม่ได้รู้จักคนมากมาย คิดดูเมื่อ 4 ปีที่แล้วรู้จักชื่อผมไหม ไม่รู้จักหรอกว่าผมเป็นใคร ไม่รู้จัก ผมมีทุนสะสมในการมาทำหนังสือน้อยมาก เงินก็มีน้อยคนรู้จักก็อยู่ในแวดวงจำกัด เงินก็ต้องมี ไม่งั้นจะทำได้อย่างไง มีแสนสี่หมื่นบาท แล้วก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ ก็ต้องหาไปใช้ไปเรื่อยๆ คนรู้จักก็ไม่ใช่ว่าเยอะมากมาย แต่นี้คือผลของการทำมา 3 ปีกว่าเกือบ 4 ปี ทำอย่างสม่ำเสมอสู้มาเรื่อยๆ คนก็เริ่มเห็นก็เริ่มที่จะขยายออกไป

การเริ่มต้นทำ OPEN ผมก็เริ่มโดยการไปเบิกเงินจากธนาคารมาก่อน แล้วผมก็ไปซื้อคอมพิวเตอร์ ไปยืมออฟฟิLเพื่อนอยู่ จากนั้นผมก็ค่อยๆ ชวนเพื่อนมาเริ่มทำกันอยู่ 2-3 คน ก็ทำกันแค่นี้ รับโทรศัพท์เองทำอะไรกันเองหมดเลย แต่ละคอลัมน์ก็เริ่มชวนคนที่รู้จักมาเขียน เริ่มออกไปสัมภาษณ์เอง หาช่างภาพมาช่วยถ่ายรูปให้ ก็เริ่มทำเริ่มสัมภาษณ์เริ่มเก็บข้อมูล ทำตามระบบเหมือนหนังสือปกติ

หนังสือมันทำคนเดียวไม่ไหว หน้ามันเยอะ ก็ต้องหาคนมาช่วยสัมภาษณ์ในคอลัมน์ที่หลากหลายออกไป ช่วยๆ กันสัมภาษณ์เพื่อที่จะรวมมาเป็นเล่มให้ได้ ก็มีคนมาช่วยอีก 2 คน ต้องไปคุยกับโรงพิมพ์ เงื่อนไขว่าเราจะพิมพ์หนังสือในสเปคขนาดนี้ ให้เค้าโค้ตราคามาว่าเท่าไหร่ คุยกับสายส่งว่าเราพิมพ์หนังสือแบบนี้นะ เราฝากขายจะคิดเรากี่เปอร์เซ็นต์ ตอนนั้นโรงพิมพ์ไม่ได้เหมากระดาษ เราต้องไปคุยกับคนขายกระดาษ คุยกับร้านเพลท วิ่งประสานงานหลายที่มาก เราต้องเตรียมทุนเพิ่ม ใครจะลงทุนเพิ่มกับเราก็ทำไปพร้อมๆกัน สัมภาษณ์ไปพร้อมๆกันด้วย ได้เนื้อหามาเราก็เริ่มจัดต้นฉบับ เริ่มหาคนจัดหน้าเป็นฟรีแลนซ์มาทำให้ ซึ่งก็ปั่นป่วนเหมือนกันในช่วงแรกๆ

เรื่องจัดอาร์ตหนังสือ ผมทำไม่เป็น แต่ผมเขียนเรื่องเป็น ผม Edit ต้นฉบับได้ และผมก็มีหน้าที่ทำธุรกิจด้วย

ในหน้าที่ของ บก. สิ่งที่ผมต้องรู้คือ เรื่องที่ดีมันเป็นอย่างไร จะจัดการเรื่องที่มันมาให้มันดีได้อย่างไร ต้องเขียนโปรย ให้หัวเรื่องอย่างไร จะให้สัดส่วนในเล่มเรื่องไหนสั้นเรื่องไหนยาวมากน้อยแค่ไหน

บก. ก็เหมือนพ่อครัวจะปรุงยังไง ให้อาหารออกมาอร่อย ทุกคนมีหน้าที่ ทุกคนมีส่วนประกอบของอาหารเท่ากันหมด มีวัตถุดิบเหมือนกันหมด บก.ก็เป็นคนปรุงเหมือนเชฟ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องทักษะและรสนิยม ซึ่งทักษะคนอาจจะมีได้เท่ากัน อย่างคนทำอาหารอิตาเลียนมา 10 ปี ก็มีฝีมือเท่ากัน แต่อร่อยหรือไม่อร่อยเป็นเรื่องของรสนิยม คุณจะปรุงมันยังไง คุณจะใส่หัวระพามากไปหรือเปล่า หรือว่าคุณจะดึงชีสออกมาหน่อยไหม ถ้าเป็นอาหารไทยคุณหาต้มยำกุ้งที่อร่อยยากมาก ทุกคนมีตะไคร้ มีข่า มีใบมะกรูด มีมะนาวเหมือนกัน กุ้งอาจจะมาจากฟาร์มเดียวกันด้วยซ้ำไป น้ำซุปก็มีเหมือนกันหมด แต่ทำไมมันทำให้อร่อยเหมือนกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องเทสต์ที่แปลว่า test จริงๆ การชิมของคุณจะเป็นยังงั้น ผมกินย่านบางลำพู มีอร่อยอยู่ 2 ร้าน เท่านั้นเอง

การที่ผมกล้ามาทำหนังสือเอง ไม่ใช่เพราะความสามารถและประสบการณ์ผมมันสุกได้ที่ แต่เพราะสถานการณ์มันบังคับวงการสื่อ ให้เค้าเลิกทำหนังสือกันหมด ตอนที่ออกมาทำ OPEN หนังสือมันปิดตัวกันหมด ถ้าจำได้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมันไม่มีใครเปิดหนังสืออย่างทุกวันนี้นะ ทุกคนปิดตัวหนังสือกันหมด มันเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ แต่เวลาจะไปสมัครงาน หนังสือมันปิด ใครจะรับคุณล่ะ ถ้าไม่มีใครรับแล้ว แต่คุณยังอยากทำอยู่ ก็ต้องเริ่มต้นเอง

ถ้าถามว่าบอกได้ไงว่าเราพร้อมที่จะทำเอง Criteria ของความพร้อม คืออะไร คงตอบว่า เพราะผมเคยเป็น บก.หนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้นมันผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ว่าผมทำได้ มีคนเคยให้โอกาสผมลองมาแล้ว

……………………………………………………………………………………………..

สำหรับเรื่องความคิด บุคลิคภาพ เมื่อก่อนผมเป็นเด็กเว่อร์มาก(หัวเราะ) ขี้โม้ มั่นใจเกินเหตุ เหมือนเด็กจบมาใหม่ทั่วไป มันก็จะเว่อร์ๆ มาตรฐานส่วนใหญ่คือมั่นใจเกินเหตุ ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์อะไร คุยเยอะก็แสดงว่าขี้คุย ยังไม่มีประสบการณ์ แต่ทุกวันนี้ ผมโตขึ้น ได้ทำงานจริงๆ ได้เห็นปัญหา อยู่กับข้อมูล อยู่กับสิ่งที่มันเป็นจริง ทำให้ความเว่อร์มันน้อยลง มันหายไป กลายเป็นความมั่นใจมากกว่า มันจะไม่เว่อร์เหมือนสมัยเด็กๆ

ตอนเด็กๆ พูดอะไรไป 10 อย่าง แล้วทำไม่ได้ทั้ง 10 อย่าง แสดงว่าคุณขี้คุยใช่ไหม ตอนนี้ผมจะพูดสัก 5 อย่าง แล้วผมจะทำให้ได้สัก 4 อย่าง แสดงว่าผมทำได้ใช่ไหม

ตอนนี้ ท่าทีของเรากับเพื่อนมนุษย์ก็เปลี่ยนไปด้วย พอทำงานจริงๆ คุณก็จะรู้ว่าชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ด้วยความรู้นี้การเคารพคนอื่นจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะเรารู้ว่าเค้าต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้าง เค้าต้องเจออะไรมาบ้าง มันจะไม่ได้มองโลกแบบฉาบฉวยอีกต่อไป มันก็จะเคารพกัน มันก็จะคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น แล้วมันก็จะรู้ว่าใครของจริง มันไม่ได้จับกันที่เปลือกภายนอก รูปลักษณ์การแต่งกาย การนำเสนอ รูปแบบพรีเซ็นเตชั่น ของคุณอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าคุณทำงานมาถึงระดับหนึ่ง ผ่านความทุกข์ยากมาประมาณหนึ่ง ก็จะเริ่มเห็นว่าใครของจริง จะแยกคัดได้ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง มันพูดกันแล้วฟังกันรู้เรื่องไง มันเรียกว่าประสบการณ์

……………………………………………………………………………………………..

สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจ ผมเองไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาหาพันธมิตร แต่อาศัยว่างานมันทำไปเรื่อยๆ แล้วมันเกิดการเป็นพันธมิตรไปเอง สมมติว่าผมพิมพ์งานกับโรงพิมพ์มานานเป็นปีๆ แล้วผมไม่เคยเบี้ยวหนี้เค้าเลย จ่ายช้าจ่ายเร็วก็จ่าย มีก็บอกไม่มีก็บอก คุยกันได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เครดิตผมกับโรงพิมพ์มันก็มีอยู่ เวลามีปัญหาก็คุยกันได้ อย่างนี้ผมก็ถือว่าเป็นพันธมิตรอย่างหนึ่ง ผมทำหนังสือส่งให้สายส่ง แล้วเค้าขายให้ผมได้ดี ไม่มีปัญหาทางการเงินกับผม จ่ายเงินได้ตรงเวลา อย่างนี้ก็เป็นพันธมิตรธุรกิจอ้อมๆ สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากการซื่อสัตย์ต่อกัน พยายามช่วยเหลือกัน มันก็อยู่กันมาได้ มันต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ถ้าคุณไม่มีโรงพิมพ์ที่ดี คุณก็พิมพ์หนังสือไม่ได้ คุณพิมพ์หนังสือออกมาแล้วสายส่งไม่ช่วยคุณเลย คุณก็อยู่ไม่ได้ ทั้งขาหน้าและขาหลัง คือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหลังคือโรงพิมพ์ด้านหน้าคือจัดจำหน่าย ถ้าเราไม่มีพันธมิตรที่ดีเราก็อยู่ลำบาก เราก็พยายามเลือกจนเจอคู่จนเหมาะสม อย่างโรงพิมพ์ที่พิมพ์อยู่ทุกวันนี้ ก็พิมพ์อยู่โรงพิมพ์เดิมมาตลอด 2 ปีแล้ว ก็อยู่กันมาเรื่อยๆ เค้าก็ลำบากบ้างบางวัน บางวันเราก็ลำบากบ้างแต่อยู่กันมาได้ เค้าก็รู้จักเรา เราไม่เคยเบี้ยวเค้า

……………………………………………………………………………………………..

หลักการในการดำรงชีวิตอยู่ในอาชีพนี้หรืออาชีพไหนๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือคุณอย่าไปใช้เยอะกว่ารายรับ เรื่องนี้เป็นเบสิคที่สุดเลย อย่างรายรับของนักข่าวทุกวันนี้ มันไม่ได้น้อยจนชีวิตคุณย่ำแย่ เท่าที่ผมเห็นทุกวันนี้ถ้าเป็นนักข่าวใหม่ๆ เลยเค้าก็ให้เงินเดือนหนึ่งหมื่นบาทบวกลบ บางที่ก็ให้น้อยกว่า แต่ว่าก็ไม่น้อยไปกว่าเยอะ บางที่ก็ให้มากกว่าแต่ก็ไม่มากกว่าเยอะ โดยมาตรฐานในยุคนี้มันก็ประมาณเนี้ย แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายนะ เพราะเมื่อ 10 ปีที่แล้วตอนผมเริ่มเงินเดือนก็ประมาณนี้เหมือนกัน(หัวเราะ) ทุกวันนี้ผมก็เห็นเค้าจ่ายกันแบบนี้ ค่าจ้างมันเท่ากับ 10 ปีที่แล้ว

ยุคผมรายได้จัดว่าสูง เพราะมันฟองสบู่ไง แต่ค่าใช้จ่ายมันก็เยอะ ต้องดูสภาวะทางเศรษฐกิจด้วย แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างมันก็ถูกลงมาใช่ไหม ความเป็นอยู่มันไม่ได้หรูหราขนาดนั้น ฉะนั้นถ้าคุณไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว สมมติว่าคุณได้เงินเดือนเดือนละหมื่น วันหนึ่งสามร้อย แล้ววันหนึ่งคุณจะใช้เงินเกินสามร้อยเหรอ ถ้าคุณใช้ชีวิตปกติ ให้คุณค่ารถไปกลับเต็มที่หนึ่งร้อย คุณก็กินข้าวไปร้อยหนึ่ง แล้วคุณก็เหลือใช้ฟุ่มเฟือยอีกร้อยหนึ่ง คุณก็มีชีวิตอยู่ได้แล้วตามอัตภาพ หรือไม่ถ้าคุณไปเช่าบ้านอยู่ ค่าเช่าบ้านคุณก็หายไปสามพัน ก็เหลืออีกหกพัน วันละสองร้อย คุณก็หาเช่าบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงานหน่อย จะได้ไม่เสียค่ารถ มันก็ต้องคำนวณว่าคุณจะต้องอยู่ให้ได้ ไม่ใช่จะอ้างว่ามันอยู่ไม่ได้ มันก็จะอยู่ไม่ได้อยู่นั่นแหละ ในขณะที่รายรับบรรณาธิการมันก็ต้องสูงกว่านี้อีกสองสามเท่า แต่ผมไม่รู้ว่าแต่ละที่จ่ายเท่าไหร่มันแล้วแต่ประเภทของหนังสือ ความยากลำบากของงาน รวมถึงความฟุ่มเฟือยของหนังสือเล่มนั้น

เหตุผลที่หนังสือสักเล่มเขาจะตัดสินใจเลือกคนมาเป็นบรรณาธิการ หรือมาตรฐานเงินเดือน มันผสมกันหลายอย่าง ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ ขึ้นอยู่กับความร่ำรวยของหนังสือ กำไรดีแค่ไหน คุณดังแค่ไหน บางทีชื่อเสียงก็อาจจะมีผล ความสามารถคุณมากจริงไหม อยู่แล้ว happy จริงเปล่า ถ้าอยู่ไปแล้วเค้าไม่ happy เค้าไม่ขึ้นเงินเดือนคุณก็ได้ ขึ้นน้อยๆ ก็ได้ ถ้าอยู่ๆ ไปแล้วเค้า happy เค้าอาจขึ้นเงินเดือนคุณเท่าตัวก็ได้ มาตรฐานมันไม่มีหรอก มันขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของคุณแค่ไหน

บรรณาธิการก็เป็นลูกจ้างหรือผู้บริหารระดับกลางของบริษัท ในระดับสูงก็อาจเป็นผู้ถือหุ้น แต่เงินเดือนบรรณาธิการมันไม่มีมาตรฐานหรอกว่าจะแค่ไหนแล้วแต่ประเภทของหนังสือ คุณทำหนังสือแฟชั่นบางเล่ม ผมว่าก็รับกันเป็นแสน ซึ่งรายได้เค้าเยอะ แต่เค้าก็ทำงานหนัก เค้าต้องแต่งตัว เค้าต้องมีค่าใช้จ่ายในการมีชีวิตอยู่ ถ้าคุณทำหนังสือรายสัปดาห์บางเล่ม หรือว่าหนังสือรายเดือนอย่างผม ก็ไม่ต้องรับขนาดนั้น เพราะวิถีชีวิตไม่ขนาดนั้น ถ้าถามว่าเงินเดือนที่ผมรับผม happy ไหม ผมก็ happy ที่ผ่านมาผมก็จ่ายเงินเดือนตัวเองเอาให้อยู่ได้ เดือนไหนมีเยอะก็ใช้บ้างเดือนไหนไม่มีก็อย่าไปใช้เยอะ ผมก็ผ่านช่วงเวลาไม่มีมาก่อน ก็อยู่ได้ก็ไม่ตาย สมัยก่อนผมมาร้านนี้ (สถานที่นัดสัมภาษณ์) ไม่ได้กินน้ำชาดีๆแบบนี้นะ กินน้ำมะขาม ข้าวถ้วย 15 บาท ผมจำได้ช่วงที่ไม่มีตังก็นั่งกินกันอยู่

……………………………………………………………………………………………..

การแบ่งเวลาในชีวิตของผม ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเขาเท่าไหร่ เพราะว่าผมตื่นสายนอนดึก อาจจะนอนเช้าด้วยซ้ำไป เพราะทำงานตอนกลางคืน ในออฟฟิศ ตัวผมจะเข้าทำงานตอนบ่าย คนอื่นเค้าก็มาทำงานปกติอาจจะมาสายไม่ถึงเช้ามาก แต่ก็มีคนดูแลให้อยู่แล้วมีคนที่มาเช้าอยู่ การบริหารองค์กรมันไม่ต่างกับที่อื่นหรอก หลักการบริหาร ของผมคือพยายามทำสิ่งที่ผมทำให้มันเสร็จแค่นั้นเอง ถ้าจะติดต่อผม ทุกคนก็รู้ว่าช่วงบ่าย ช่วงหลังๆ ผมก็ไม่รับตอนเช้ายกเว้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้วคนนั้นเค้าสำคัญ ผมก็จะไม่มีคำปฏิเสธ ผมก็ยอมตื่นเช้าไป ตอนนี้ผมพยายามปรับมาตื่นให้มันเร็วขึ้น แต่ว่ามันยังปรับไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)

กองบรรณาธิการต้องบริหารด้วยเป้าหมาย มันไม่ได้บริหารด้วยเวลา ต้องปิดต้นฉบับทัน เวลาส่งงานคุณต้องส่งให้ได้ คุณภาพเรื่องมันต้องตรงตามประเด็นอย่างที่เราคุยกันไว้ จำนวนชิ้นงานมันต้องได้ตามที่เราตกลงกันไว้ ฉะนั้นคุณจะทำตอนไหนกี่โมงผมไม่สนใจ คุณจะนอนกี่โมงเรื่องของคุณ แต่ว่าลักษณะการทำงานแบบนี้จะได้เฉพาะกองบรรณาธิการเท่านั้นนะ แต่ส่วนฝ่ายสนับสนุนกองฯ เช่น ฝ่ายธุรการจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ เช้าขึ้นคุณต้องทำงานนะไม่งั้นจะไม่มีคนรับโทรศัพท์ ไม่มีคนติดต่อเรื่องโฆษณาอย่างนี้อีกส่วนหนึ่ง กองฯมีอิสระมากกว่า

กองบรรณาธิการจะทำตัวแบบ admin ไม่ได้เด็ดขาด ประเภทหกโมงเย็นตรงลับบ้านกันหมด หรือถ้ามันเขียนเรื่องเพิ่มต้องจ่ายค่าโอทีให้มัน แล้วคุณจะคำนวณโอทีได้ไง (หัวเราะ) ถ้าผมคิดงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงผมต้องได้โอทีไหมเนี่ย เพราะผมไม่เคยหยุดคิดเลยเรื่องการทำงาน การทำงานมันไม่มีสูตรสำเร็จ เราก็บริหารตามความจริง ตามที่ตัวเรา เราปฏิเสธไม่ได้หรอก ผมอาจจะเป็นคนค่อนข้างหย่อนยานเรื่องเวลา ไม่ใช่เวลาทำงานนะ หมายถึงเวลาที่จะไปเคร่งครัดกับผู้คน มันก็ต้องบริหารตามที่เราเป็นนั่นแหละ เราอาจจะปรับตัวเองนิดหน่อย แต่ในที่สุดสไตล์ของแต่ละคนมันเป็นอย่างนั้น มันเป็นธรรมชาติ ผมก็บริหารไปตามธรรมชาติของผม มันก็มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี ใช่ว่าที่ทำอยู่มันจะดีหมด มันก็ค่อนข้างสบายๆ อาจจะสบาย แต่ถามว่างานเสร็จไหมมันก็เสร็จ มันก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าทำได้ มันก็มีคุณภาพในระดับหนึ่ง แต่มันอาจจะทำได้ดีกว่านี้ ถ้าผมเข้มแข็ง แต่ผมก็มีความสุขที่ผมจะเป็นอย่างนี้
……………………………………………………………………………………………..

การคัดสรรทีมงานของ OPEN ผมดูทัศนคติของคนก่อน เพราะคนมันต้องอยู่ด้วยกันเยอะ ผมเชื่อว่าการเขียนทักษะมันฝึกได้ ถ้าพื้นฐานคุณดีมาระดับหนึ่งนะ พื้นฐานคุณมีอยู่แล้ว คุณมีทัศนติที่ดีต่อการทำงานมีความตั้งใจทำงานให้มันดีจริงๆ และคุณเป็นคนดี การเขียนหนังสือมันฝึกฝนได้ แต่การเป็นคนดี หรือวิธีการคิดที่ดีโดยพื้นฐานทางจิตใจมันฝึกฝนไม่ได้

พวกผมตกลงกันตั้งแต่ต้นแล้วเราเลือกคนดีก่อนเราไม่เลือกคนเก่ง คนเก่งมีเยอะแล้วเอาคนดีบ้าง

นอกจากบุคลากร อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตั้งกองบรรณาธิการหนังสือ แน่นอน…คุณก็ต้องมีโทรศัพท์ มีแฟกซ์ไว้ติดต่อผู้คน มีสถานที่ทำงาน มีคอมพิวเตอร์ไว้จัดหน้ากระดาษ ถ้าคุณมีพนักงานประจำไว้จัดหน้า คอมพิวเตอร์สำหรับเขียนหนังสือ มีแอร์ เพราะประเทศไทยมันร้อน ถ้าคุณไม่เปิดแอร์คุณก็จะลำบาก ผมเคยไม่มีแอร์มาช่วงหนึ่งร้อนมาก เครื่องถ่ายเอกสารไม่จำเป็นต้องมีเลย ถ้าคุณอยู่ในชุมชน คุณก็ไปถ่ายเอกสารได้ messenger ประจำไม่จำเป็น เพราะคุณใช้ฟรีแลนด์ได้ คุณไปอยู่ตรงไหนวินมอเตอร์ไซค์มีทุกที่ คุณใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ซี้กันเอง คนที่มาขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่เชื่อใจได้นะ เป็นคนอีสาน ซื่อสัตย์นิสัยดีมากเลย ผมไม่เคยเจอคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนไหนมีนิสัยเลวร้ายเลยนะ

คุณต้องมีเงินทุนหมุนเวียน มันเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ต้องจดทะเบียนบริษัท เปิดบัญชีธนาคาร ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ไม่งั้นมันจะหมุนเงินกันยังไง นั่นมันเป็นเรื่องธุรกิจที่จะต้องรู้ คุณจะเปิดเป็นบริษัทหรือไม่เปิดก็ได้ จะเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนเป็นอะไรก็ได้ ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ที่สำคัญต้องดำเนินการในรูปธุรกิจ เพราะมีการซื้อมาขายไป

……………………………………………………………………………………………..

ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่ เกิดจากความรู้เรื่องธุรกิจเราไม่เหนียวแน่นพอ หมายความว่าคนที่จะทำสำนักพิมพ์มันจะต้องมีความรู้ด้านหนังสือ ในเรื่องของระบบบรรณาธิการ การเลือกคัดหนังสือ การอ่านหนังสืออะไรพวกนี้ ซึ่งไม่ค่อยเป็นปัญหา โดยมาตรฐานก็มีอยู่ไม่ได้เยอะมากในเมืองไทย แต่กว่าคนที่จะมีทักษะแบบนี้มันก็เสียเวลาไปศึกษาเรื่องเหล่านี้เยอะ จนกระทั่งเมื่อมาถึงเวลาต้องทำธุรกิจ มันก็ไม่ได้รู้เรื่องธุรกิจมากพอ หรือว่าบางทีรู้แต่ก็ไม่ได้รู้ทั้งระบบ ก็ต้องอาศัยการมาเรียนรู้จริง ในการทำงานจริง ซึ่งถ้าเรียนรู้ได้ทันเวลา แล้วสามารถปรับตัวได้เร็ว ธุรกิจมันก็รอด แต่ว่าถ้าเรียนรู้แล้ว ปรับตัวได้ไม่ทัน ธุรกิจมันก็อาจจะพังไปก่อน

สิ่งที่จำเป็นในความเป็นจริงก็คือในระหว่างที่คุณทำงาน คุณก็ต้องเรียนรู้เรื่องธุรกิจไปด้วย ต้องจัดการเรื่องการเงินให้ได้ ถ้าคุณจะทำสำนักพิมพ์ เรื่องการเงินต้องใหญ่ สำคัญเท่ากับเรื่องต้นฉบับ ถ้าคุณจัดการเรื่องการเงินไม่ได้ สำนักพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้ คุณจะเอาเงินที่ไหนจ่ายนักเขียนให้ตรงเวลา คุณจะเก็บเงินอย่างไรให้ได้ทันใช้ คือพวกนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกเหนือไปจากระบบวิธีคิด การเลือกคัดหนังสือ การดูแลคุณภาพการผลิต เรื่องเงินมันคือหัวใจของธุรกิจ จะทำอย่างไรให้มันทัน ไหนจะความน่าเชื่อถืออีก ทำอย่างไรที่คุณจะจ่ายเงินตรงเวลา ไม่เบี้ยวเค้า ความซื่อสัตย์สุจริต คือเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น

……………………………………………………………………………………………..

เวลามีปัญหาในการทำงาน กำลังใจของผมมาจากตัวเองและคนรอบข้าง ในวันที่เราล้ามากๆ เพื่อนฝูงหรือคนที่รัก เค้าก็จะเป็นกำลังใจให้ ครอบครัวพ่อแม่อาจจะน้อยหน่อยสำหรับผม เพราะครอบครัวผมอยู่ต่างจังหวัด

ผมเพิ่งแต่งงาน ครอบครัวนี้มีผลต่อผม แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ครอบครัวจะมาเกื้อหนุนเรื่องการงาน หรือว่าครอบครัวจะมาดึงเรื่องการงาน ครอบครัวมันเป็นมิติอีกมิติหนึ่งของชีวิตมากกว่า แต่ถ้าครอบครัวมีปัญหาก็จะมากระทบเรื่องการงาน ถ้าครอบครัวมันดีแล้ว ความสบายใจมันจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น มันไม่พะว้าพะวงว่าจะต้องไปห่วงหน้าพะวงหลังยังไง ผมคิดว่าครอบครัวต้องดีเป็นพื้นฐาน คือถ้าครอบครัวไม่ดี การทำงานต่างๆก็จะลำบาก เพราะความกังวลมันเยอะไง

คนปัจจุบันต่างกับสมัยก่อน เหตุผลเพราะแนวคิดในการตั้งต้นชีวิต มันถูกปลุกฝังมาไม่เหมือนกัน ผมว่าทัศนคติที่กำลังเข้ามาในสังคมไทยตอนนี้ คือสังคมไทยไม่รู้ว่ารุ่นหลังๆ มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิต ที่จบออกมาไม่ได้สอนให้เป็นผู้ประกอบการ สอนให้เป็นลูกจ้าง ไม่ได้สอนให้สร้างธุรกิจ จริงอยู่…มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องออกมาเป็นผู้ประกอบการทั้งหมด แต่ว่าเปอร์เซ็นที่ทุกคนจะออกมาทำอะไรของตัวเองมันน้อยไป ทุกคนก็อยากทำธุรกิจ อีกมิติหนึ่งมันไม่ใช่ความเท่ แต่มันคือการรับความเสี่ยง ออกมาทำอะไรเองคือออกมารับความเสี่ยงเองทั้งหมดสังคม หรือว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้คนกล้าหาญ ไม่เน้นให้คนมาทำอะไรแบบนี้เยอะขนาดนั้น อาจจะเป็นเพราะรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ ใน 3 ช่วงคนก่อนหน้านี้เค้าทำหมดแล้ว เค้ารับความเสี่ยงไปหมดแล้ว เค้าเริ่มสร้างตัว มีกิจการเริ่มมั่นคงแล้ว รุ่นลูก รุ่นหลาน ก็เลยไม่ต้องเสี่ยงมาก มันมีเงินเก่าเหลือเก็บ มีบ้างให้อยู่อาศัย กิจการก็มี มันก็แค่ไปทำอะไรให้มันอยู่ได้ ครอบครัวก็พร้อมสนับสนุน ไอ้สปิริตที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวมันหมดไปตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ซึ่งก็ไม่สามารถไปโทษเด็กได้ทีเดียว เพราะบ้านเค้าก็สบายอยู่แล้ว อย่างมากเค้าก็รับช่วงไป จะให้เค้าออกไปทำอะไรเองเหรอ เค้าก็แค่อยากอยู่สบายๆ มีชีวิตอิสระ

คนสมัยนี้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวค่อนข้างช้า ผมว่าเกิดจากมนุษย์ต้องการอิสระมากขึ้น ไม่อยากเอาชีวิตไปผูกพันกับอะไรมากขึ้น ระบบครอบครัวมันกำลังถูกย่อยสลายลงไป ทั้งครอบครัวขนาดใหญ่ครอบครัวใหญ่ก็ไม่มีเหลือให้เห็นอยู่แล้วใช่ไหม ทุกคนอยากใช้ชีวิต สังคมที่เลี้ยงดูคนให้เติบโตมารุ่นนี้ มันทำให้คนรู้สึกเป็นปัจเจกมากขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถปรนเปรอความเป็นปัจเจกของคนได้ จนคนมันพอใจในจุดนั้น เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้องไปร่วมอยู่กับใครสักคน แค่เป็นคู่ชีวิตหรือว่ารวมเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ทีเดียว คนจะรู้สึกเหมือนถูกดึงความสำคัญของตัวเองออกไป ดึงเอาอิสรภาพไปจากตัวเอง คนก็ไม่อยากอยู่แบบนั้น เลยพยายามยืดระยะเวลาที่จะมีอิสระให้นานที่สุด เพราะการมีครอบครัวหมายความว่าคุณต้องรับภาระทางใจกับคนอีกหนึ่งคน ถ้าเป็นเมีย ถ้ามีลูกก็มาอีกหนึ่งคน แล้วไม่รวมแม่ยายพ่อตาทางฝั่งโน้นอีก ไม่รวมอะไรอีกเต็มไปหมดเลย คนเลี้ยงลูกคุณอีกล่ะ อะไรเต็มไปหมดเลยมันอึดอัดไง คนรุ่นนี้ คนรุ่น 20 กว่า 30 ที่โตมายุคนี้ มันโตมาแบบสบายมีชีวิตอิสระ ก็เลยไม่มีใครอยากจะเอาตัวเองไปแบกรับตรงนั้น ไม่อยากจะเอาบ่าไปแบกหามแบบนั้น มันหนักเกินไป คนก็อยากจะใช้ชีวิตระเริงไปเรื่อยๆ ก็คืออยากเป็นหนุ่มอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ

บางทีวิกฤตเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้น มันบังคับคนให้ออกมาทำเยอะๆ ไอ้ผมก็ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของวิกฤตที่บีบให้ออกมาเริ่มต้นอะไรเอง ในส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งที่บ้านผมไม่ได้มีฐานะอะไร บ้านผมเป็นครอบครัวปกติ เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ไม่ใช่ระดับสูงด้วย คอยส่งลูกเรียนจนจบก็หมดแล้ว ไม่ใช่คอยอุปถัมภ์ ไม่มีหน้าที่ให้เอาเงินที่บ้านมาทำกิจการอะไรได้ โดยอาชีพของผม อยู่ในระบบอะไรไม่ได้นาน ถ้าอยากทำอาชีพอย่างนี้ มีวิถีชีวิตอย่างนี้ ก็ต้องทำเอง องค์ประกอบอย่างนี้มันบีบให้เราเลือกจะต้องทำไง

…………………………………………………………………………………….

จากการทำหนังสือ OPEN มาสู่การทำ OPEN HOUSE มันคือการขยายปริมณฑลของเรื่องที่เราทำ ปกติผมไม่ได้เป็นพวกสายวรรณกรรมอยู่แล้ว ไม่ได้โตมาทางสายวรรณกรรม ก็เป็นนักข่าวสายธุรกิจ ทำเรื่องธุรกิจมาเป็นหลักด้วยซ้ำไป และเมื่อมันสามารถแตกหน่อไปสู่เรื่องเกี่ยวกับงานเขียน งานวรรณกรรมอย่างนี้ การที่เกิด OPEN HOUSE ขึ้นมาแล้วมันอยู่ได้มันก็เป็นการขยายสิ่งที่น่าสนใจออกไปสู่บริมณฑลอื่นๆ ที่เกินเลยกว่าความสนใจปกติของผม แล้วพอมาถึงจุดเราก็คิดว่าไอ้คนที่เหมาะสมที่จะทำมันน่าจะทำ เช่น ปราบดา เพราะเขามาสายวรรณกรรม เขาก็ทำหนังสือวรรณกรรม ผมอาจจะเป็นคนที่ตั้งหลักขึ้นมาให้ แต่คนที่จะพาฝันเดินต่อไป ก็คงต้องเป็นคนที่แม่นยำในเรื่องนี้มากกว่าผม ดังนั้นผมจึงไม่ลังเลใจที่จะให้คนที่เชี่ยวชาญกว่าทำมันไป

โดยธรรมชาติของหนังสือ การทำงานมันเป็นแบบ Improvise ไป ไม่ได้ว่าคิดการล่วงหน้าไว้ เพราะมันคิดไม่ได้ มันก็ไปตามธรรมชาติของมัน ซึ่งเราก็เอาคนที่เหมาะสมเข้าไปจัดการมัน เพียงแต่เราก็ดูแลเรื่องที่เขาไม่ถนัดให้ เพื่อที่ไม่ให้เขาต้องแบกรับภาระมากนัก ซึ่งผมก็จัดการเรื่องธุรกิจให้ ดูแลเรื่องการผลิตให้ แล้วผมก็ช่วยเขียนให้เหมือนเดิม ทำในเรื่องที่เขาไม่ทำกัน ผมก็จะทำให้ ก็แบ่งหน้าที่กัน

…………………………………………………………………………………….

ผลงานหรือตัวตนผม ไม่ได้คาดหวังว่าจะไปมีผลอะไรต่อสังคม แต่ในแง่ของสื่อ มันมี คือในช่วงหนึ่งของการออกมาทำหนังสือเนี่ยที่ผมพูดไปเยอะๆ คือว่า ผมพยายามจะบอกกับคนที่อยากทำหรือคนที่อยู่ในสังคมว่า สังคมมันควรจะมีทางเลือกมากกว่า 1 หรือว่ามากกว่ารูปแบบเดียวในการทำสื่อ มันก็ไม่น่าจะมีหนังสือ หรือแนวคิดในการทำหนังสือ เพียงในแนวทางเดียว มันควรจะมีทางเลือกสำหรับคนที่อยากทำสื่อบ้าง ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องมีเงินทุนขนาด 30-40 ล้าน ถึงจะทำหนังสือได้ แล้วคนที่ไม่มีเงินทุนขนาดนั้นล่ะ จะสามารถมีปากมีเสียงหรือพูดคุยกับสังคมได้ไหมผมก็พยายามจะทำตรงนี้ให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้ ในเชิงธุรกิจ คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนระดับสูง ทุนขนาดใหญ่ถึงจะทำสื่อได้ ผมพยายามเสนอว่า ปัจเจกชนหรือว่าคนธรรมดา ถ้าคิดอย่างละเอียดพอ ก็น่าจะสามารถทำสื่อออกมาได้ อันนี้คือทางเลือกในเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ แต่ว่าทางเลือกในเชิงเนื้อหา ผมก็เดินไปทางเดียวกับวิธีคิดในทางทำธุรกิจ ผมก็ไม่ได้นำเสนอเรื่องระดับไฮโซ เรื่องระดับคนชั้นนำในสังคมอย่างเดียว ผมก็พยายามนำเสนอเรื่องของปัจเจกชนคนปกติ Ordinary people นี่แหละ ไม่ต้องเป็น Somebody หมดเลยก็ได้ เพื่อที่จะให้คนเห็นว่ามีวิถีทางเลือกอื่นๆ ไม่ใช่สิ่งที่คุณเห็นและเป็นไปทั้งหมด

ทั้งเนื้อหาและโครงสร้างธุรกิจ มันก็มีวิธีคิดเหล่านี้สะท้อนออกไปให้เห็น เพื่อให้คนกล้าคิดทบทวนตัดสินใจเลือกได้มากขึ้น ไม่ต้องถูกกรอบความคิดเดิมๆ มาครอบคุณอยู่จนคุณไม่กล้าท้าทายที่จะออกมาทำอะไร

ผมกำลังท้าทายวิธีคิดทางสังคมอยู่ด้วยการลงไปทำให้ดูจริง

…………………………………………………………………………………….

คำตอบสำหรับชีวิตที่ใช่ของผม คือหลังจากผ่านชีวิตการเรียนการเติบโตมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว ได้ทำงานที่ตัวเองรัก อยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดี มีเพื่อนฝูงรอบข้างที่ทำงานร่วมกัน สนับสนุนซึ่งกันและกันได้ มีครอบครัวที่อยู่แล้วมันเป็นสุข คือมันเป็นเรื่องของการงานเพื่อนฝูงและครอบครัว

แต่หากพูดโดยทั่วไปเวลาสัมภาษณ์ ผมจะไม่ค่อยพูดเรื่องครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากนัก ก็คงพูดเรื่องการงานเสียส่วนใหญ่ เพราะในเรื่องการงานก็คือทำงานในสิ่งที่เรารัก และมันมีผลตอบแทนที่ทำให้เราอยู่ได้ ไม่เบียดเบียนตัวเองและคนอื่นมากมายนัก

ผมดูแลชีวิตตัวเองได้ดีพอสมควร สุขภาพกายจัดว่าดีไม่มีปัญหา สุขภาพจิตค่อนข้างดี(หัวเราะ) สุขภาพกายเมื่อก่อนเจ็บคอเป็นหวัดบ่อย แต่ช่วงหลังผมเปลี่ยนเรื่องการกินอาหาร ผมก็เลยไม่ค่อยเป็นหวัดแล้ว ผมผ่านช่วงเวลากินเหล้าเยอะมาแล้ว กินตั้งแต่อยู่มหา’ลัย เดี๋ยวนี้กินเหล้ากันน้อยมาก กระทั่งเพื่อนฝูงที่คบกันอยู่เนี่ย กินเหล้ากันน้อยมากกินแบบพอดี บุหรี่ไม่สูบ กำลังกายไม่ออก (หัวเราะ) ไม่ค่อยชอบเล่นกีฬา เล่นมาเยอะแล้วก็เลยไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่ ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบหักโหมมาก

มีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือนอนดึก เพราะชอบทำงานกลางคืน อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพเรื่องนี้ แต่ก็พยายามดูแลอยู่ จะไม่ได้ใช้ชีวิตเปลืองมาก ไม่ได้กินเหล้าหนัก ไม่สูบบุหรี่ สุขภาพก็เลยไม่ได้เสียหายเท่าไหร่

ผมใช้ชีวิตแบบปกติ ไม่ได้เล่นอะไรเอ็กซ์ตรีม กลัว อย่างให้โดดอะไรสูงๆ ไม่กระโดดลงมาหรอก
……………………………………………………………….

[5] เนชั่นสุดสัปดาห์ ปี 2005

รายงานพิเศษ / ผู้สื่อข่าวพิเศษ

บทเรียนจาก OPEN

นิตยสารโอเพน ฉบับลาพักร้อน คงหายไปจากแผงแล้ว คิดว่าหลายคนคงเคยได้อ่าน open here อันเป็นเสมือนบทนำและบทอำลาของ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ผู้ก่อการทำคลอดนิตยสารฉบับนี้เมื่อ 6 พ.ศ.ที่ผ่านมา

‘โญ’ ได้เล่าประสบการณ์การทำนิตยสารเล่มหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา คนรุ่นใหม่ที่ริจะลงทุนทำนิตยสารน่าศึกษาบทเรียนของคนหนุ่มกลุ่มนี้

บ่อยครั้งที่เจอกันตามงานต่างๆ ‘โญ’ บอกกเล่าถึงสถานะของนิตยสารโอเพน โดยไม่ห่วงเรื่อง ‘ภาพลักษณ์’ หรือพูดง่ายๆ ‘รักษาฟอร์ม’ เพราะตระหนักดีว่า เขาทำธุรกิจหนังสือ ไม่ใช่พวกช่างฝันบนหอคอยงาช้าง

“แม้ยอดขายจะไปได้ดีพอสมควรเมื่อเทียบกับความเป็นนิตยสารใหม่ แต่ความที่มีทุนน้อย ทำอยู่ได้ไม่กี่เดือนเงินทุนเริ่มต้นก็หมดเสียก่อน ต้องอาศัยหยิบยืมเงินจากพี่ๆ ที่รักใคร่กันบ้าง หมุนเวียนแลกเปลี่ยนเช็คบ้าง กู้หนี้ยืมสินบ้าง กว่าจะประคับประคองกิจการน้อยๆ มาได้แต่ละปี เรียกว่าสาหัสสากรรจ์อยู่

“การทำนิตยสาร จึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติคอย่างที่หลายคนคิด..

“ตลอดระยะเวลาการทำงานหลายปีที่ผ่านมา ผมจึงไม่เคยเรียกร้องให้รัฐบาลหันมาสนับสนุน แม้ว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศ ภาษีของกระดาษที่ใช้ผลิตหนังสือประเภทสาระความรู้จะถูกกว่าภาษีกระดาษที่ใช้พิมพ์หนังสือโป๊ แต่ในประเทศร้อนๆ และฝนตกชุกที่หนังสือโป๊ขายดีกว่าวรรณกรรมเยาวชนจะมีประโยชน์อันใดที่เราจะเอ่ยปากในเรื่องเหล่านี้

“กระทั่งการเรียกร้องให้เอเจนซี่โฆษณาในบ้านนี้เมืองนี้หัดทำตัวเป็นผู้มีรสนิยมและวัฒนธรรมเสียบ้าง อย่างน้อยก็เพียงการแสร้งแสดงออกภายนอกในการให้การสนับสนุนนิตยสารคุณภาพ (ที่ขายดีด้วย) และเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ

“ผมไม่ได้หมายถึงนิตยสารที่เราทำกันอยู่ แต่นิตยสารอย่างศิลปวัฒนธรรม สารคดี และอีกหลายฉบับที่กองบรรณาธิการมุ่งมั่นทำงานอย่างมืออาชีพ อีกทั้งได้รับการยอมรับจากผู้อ่านอย่างกว้างขวาง กลับไม่เคยได้รับการเหลียวแลจากกลุ่มคนทำงานด้านการวางแผนสื่อเท่าที่ควร

“ในด้านหนึ่ง คนทำงานฝ่ายสร้างสรรค์ต่างแสวงหาความรู้จากนิตยสารเหล่านี้เพื่อต่อยอดในการคิดของตนเอง แต่เมื่อถึงเวลาที่ควรจะส่งกำลังบำรุงคืนกลับให้คนทำหนังสือกลุ่มนี้พอมีเรี่ยวแรงยืนหยัดได้ต่อเนื่อง กลับไม่เคยมีใครใส่ใจ

“ด้วยข้ออ้างที่ว่าเชยบ้าง หนักบ้าง เครียดบ้าง มีคนอ่านน้อยบ้าง ทั้งๆ ที่ข้อสรุปเหล่านี้ล้วนเป็นการคิดเอาเองทั้งสิ้น

“ด้วยข้อมูลทั้งหลายที่ใช้กันอยู่ในวงการโฆษณานั้นหาได้ยืนอยู่บนพื้นฐานความจริงเป็นที่ตั้ง

“นิตยสารจึงจำเป็นต้องสร้างยอดพิมพ์ ยอดสมาชิก ยอดขายลวงๆ

“เพื่อให้เอเจนซี่ใช้คณิตศาสตร์คำนวณออกมาแล้วดูว่าคุ้มค่าในการลงโฆษณาอยู่ ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงก็รู้กันดีอยู่ว่ายอดคนอ่านนิตยสารในประเทศนี้ไม่ได้สูงมากขนาดนั้น

“แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะทำงานอยู่บนความเท็จกันตั้งแต่ต้น จึงมีความจำเป็นต้องดำเนินชีวิตอยู่บนความเท็จกันต่อไป ยอดพิมพ์ ยอดขายที่รู้กันในหมู่คนทำหนังสือตัวจริง จึงไม่เคยตรงกับยอดที่แจ้งต่อบริษัทโฆษณา

“เช่นเดียวกับธุรกิจท้งหลายในประเทศนี้ที่มักมีบัญชีมากกว่าหนึ่งเล่ม และยอดกำไรที่แจ้งต่อสรรพากรก็มักจะต่ำกว่ายอดจริงเสมอ ดำเนินการเช่นนี้กันมาจนกลายเป็นเรื่องปกติเสียแล้ว…

“นิตยสารในยุคปัจจุบันจึงลดทอนความเป็นสื่อมวลชนที่สง่างามลงไปสู่การเป็นโบว์ชัวร์ขายเครื่องสำอาง แค็ตตาล็อกมือถือ กระทั่งเป็นใบสมัครสมาชิกบัตรเครดิต บริษัทใดที่มีกำลังเงินมากพอจะสามารถซื้อได้ตั้งแต่หน้าปก บทบรรณาธิการ เนื้อใน จนกระทั่งห่อหุ้มเอาทั้งเล่มเลยก็ยังมี…

“เม็ดเงินมหาศาลจากธุรกิจโฆษณาที่ชี้เป็นชี้ตายนิตยสารอยู่ทำให้อำนาจในการกำหนดเนื้อหาของนิตยสารเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว จากสื่อผ่านทางเอเจนซี่ไปสู่มือเจ้าของสินค้าอย่างแยบยล”

มันเป็น ‘ข้อเท็จจริง’ ที่คนทำธุรกิจ และเมื่อต้อง “ปิด” ก็บอกกันตรงๆ ไม่ต้องเล่นลิเกกันให้ชาวบ้านร้านตลาดดู!!

……………………………………………………………..

15 ความเห็น »

  1. แนว…..ซินะ

    ขอบคุณนะครับที่หาบทสัมภาษณ์ดีๆมาให้อ่านกัน

    ว่าแล้วก็แว้บไปเข้าเวบโอเพ่นดีก่า อิอิ

    ความเห็น โดย gelglog — ธันวาคม 30, 2007 @ 3:33 am

  2. เราก็ตกหลุมรักความคิดและความน่ารักของผู้ชายคนนี้เช่นกันค่ะ

    ความเห็น โดย kampooh — มกราคม 1, 2008 @ 9:12 pm

  3. ขอบคุณสำหรับเครดิตครับ

    ดีใจเช่นกันที่เจอคนชอบนักเขียนคนเดียวกัน : )

    ปล. สุดท้ายผมมาค้นหนังสือ พบว่าผมซื้อฉบับพิมพ์ครั้งแรกไปนานแล้วแต่ลืมอ่าน ทำให้สุดท้ายตอนนี้มีหนังสือ FoolStop ในห้อง 2 เล่มเลย (พิมพ์ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 )

    ความเห็น โดย eYacht — มกราคม 11, 2008 @ 7:31 pm

  4. แวะมาชมครับ

    ความเห็น โดย 2dayplaza — มกราคม 18, 2008 @ 3:36 am

  5. แฟนโอเพ่นเหมือนกันคับ

    ความเห็น โดย thecolourbar — เมษายน 21, 2008 @ 1:43 pm

  6. เวลายิงคำถามแขกรับเชิญ รายการตอบโจทย์อ่ะ มีมารยาทหน่อยดิ ถามให้สุภาพนุ่มนวลหน่อย มีคำว่าครับมั่ง
    ถามห้วนๆ เหมือนะมนาวไม่มีน้ำ ฟังแล้วรำคาญหู แขกรับเชิญก็ไม่สบอารมณ์หรอกนะ ปรับเปลี่ยนซะใหม่ อย่าไปมัวเลียนแบบสรยุทธ

    ความเห็น โดย นิรนาม — มีนาคม 5, 2010 @ 4:45 pm

  7. สื่อ2มาตรฐาน รับใช้ทุนสามานย์

    ความเห็น โดย ปารมี — เมษายน 6, 2010 @ 11:16 am

  8. ชอบคุณภิญโญ มากๆๆ รายการตอบโจทย์ทำได้เยี่ยมจริงๆ ขอบชมจากใจจริง

    ความเห็น โดย ธัญทิพ — มิถุนายน 23, 2010 @ 5:56 am

  9. เป็นหนึ่งในคนที่ชื่นชอบ ชื่นชม และหลงรักผู้ชายคนนี้ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมมา เป็นผู้ที่มีทัศนะและมุมมองที่ทั้งเปิดกว้างในขณะเดียวกันก็ลุ่มลึก เฉียบคม ละเอียด ละเมียด และที่สำคัญคือแฝงอารมณ์ขัน แม้ว่าหลายครั้งมันจะเป็นตลกร้ายซึ่งสำหรับบางคนเห็นว่าเป็นการประชดเสียดสี แต่ส่วนตัวแล้วชอบจริง ๆ

    ความเห็น โดย หญิง — พฤศจิกายน 22, 2010 @ 8:23 pm

  10. เหมือนกันค่ะ ชอบ

    ความเห็น โดย รุจ — กุมภาพันธ์ 26, 2011 @ 1:02 am

  11. เพื่อนเก่งมาก ๆ ไปได้ไกลจริง ๆ เราดู TV แล้วสะดุดหูที่ได้ยินชื่อ ผมนายสุริโย ไตรสุริยธรรมา อ้าวเพื่อนเก่าเรานี่นา…นายคงจำเราไม่ได้แล้วกระมัง เราเรียนที่โรงเรียนขลุงรัชดาภิเษกไง
    อยู่ห้องเดียวกันด้วยตั้งแต่ ม.1-ม.3 ก็ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนด้วยนะจ๊ะ

    ความเห็น โดย ปวิดา พานิชผล — มีนาคม 1, 2011 @ 5:17 pm

  12. ดีจังเลย ถึงแม้คนคิดดีอย่างนี้มีพื้นที่ไม่มากในสังคม แต่ ก็อยากให้มีเยอะ ๆ

    ความเห็น โดย pimpaporn suwatthigul — มีนาคม 19, 2013 @ 4:09 am

  13. ดินถิ่นเดิมลุกร้อนดั่งไฟแผดเผา
    ฟืนสุมเตาเจ้าคงเจ้าเคยยัดใส่เตา

    ความเห็น โดย มนูญ — มีนาคม 19, 2013 @ 6:28 pm

  14. วันที่ดี ให้กับประชาชน ทั้งหมดของ ประเทศไทย

    ชื่อ ของฉันคือ นาย ถ้ำ Miguela Roland i มา จากประเทศไทย ฉันได้ ถูกหลอก ครั้ง หลายครั้ง นับตั้งแต่ ฉันถูก มองหา เงินกู้ฉันถูก หลอกลวง $ 1,500 แต่ ฉันพยายามที่ ไม่มี ที่จะไม่ให้ ขึ้นก่อนที่ แล้วฉัน ได้หก หลอกลวง (5) เวลา ใน บริษัท ผม ใช้ บางคนเคย บอกผมว่า จะจ่ายสำหรับการ ประกัน การลงทะเบียน การโอน เงินให้กู้ยืม และ อื่น ๆ อีกมากมาย ของฉันดังนั้นฉัน ตัดสินใจว่า ฉันไม่เคย จะใช้ สำหรับเงินกู้ ในชีวิตของฉันดังนั้นฉัน เริ่ม ร้องไห้ เพราะ เงิน ฉันได้ หายไปได้ ฉันจะได้รับ สิ่งที่ ฉันต้องการ ดังนั้นฉัน สาบาน ว่าฉัน จะไม่ใช้ สำหรับเงินกู้ไม่ว่า สภาพ
    แต่ เมื่อวานนี้ ภรรยาของผม ป่วย มากและ ฉันไม่ได้ มีเงินที่จะ จ่ายค่า โรงพยาบาลเพื่อให้ เป็นเพื่อนที่ดีของ ผมที่จะ โดยตรง นาง สเตลล่า Rene สินเชื่อ บ้านของฉัน ฉันกำลัง เกรงว่าจะไม่ ได้รับ การหลอกลวง อีกครั้ง เพื่อที่เธอ ให้ฉัน สมัครขอสินเชื่อใด ๆ รูปแบบ ที่ฉัน เต็มไป ก่อนหน้านี้ ผม ก็กลัว มากเพราะ ภรรยาของผม อยู่ในโรงพยาบาลเพื่อให้ ได้ภายใน 5 นาที ผม ก็บอกว่า เงินกู้ก็พร้อม และฉัน ให้ บัญชีที่พวกเขาจะ ฝาก เงินกู้ดังนั้นผมจึง เป็น ค่าใช้จ่าย ที่จะต้องจ่าย ค่าธรรมเนียม ภาษีจาก เงินกู้ แต่ผม ก็กลัว มากเพราะ ฉันไม่ต้องการ ที่จะตาย จาก ความดันโลหิตสูง เพราะ ผมท่อง จาก ความสุข ในเลือดสูง เพื่อให้ น้องชายและ น้องสาว ของฉัน ผู้ที่ กล่าวว่า ไม่มี ผู้ให้กู้ สินเชื่อที่ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็น คนโง่ที่ ผมได้รับ เงินกู้ยืม ของฉัน $ 580,000,00 โดยไม่ชักช้า ผมได้รับ เงินกู้ ใน 10 นาทีดังนั้นผมจึง เดินกลับไปที่ โรงพยาบาลและ ฉันต้องจ่ายเงิน ค่ารักษาพยาบาล
    ดังนั้น ตอนนี้ ฉันต้องการ คำแนะนำแก่ ผู้ที่อยู่ใน ทางการเงิน ยากที่จะ ติดต่อ นาง สเตลล่า Rene เพราะ เธอจะไม่ ทำให้คุณผิดหวัง
    ดังนั้นโปรด ผู้ที่มีความ จำเป็นที่จะต้อง ของเงินให้กู้ยืม โปรดฉันจะ อยากให้คุณติดต่อ นาง สเตลล่า Rene ในอีเมล ดังต่อไปนี้ : mrsstellareneloancompany@gmail.com และนับ ตัวเองออกจาก ปัญหาที่ เพราะที่นี่ เป็นวิธีการแก้ ปัญหาของคุณนะ
    ดังนั้นฉัน จะรอ สำหรับคุณ ที่จะได้ยิน คำเบิกความ ของคุณเองและ เชื่อในพระเจ้า และ เชื่อมั่นใน ตัวเองและ จำ ไม่มีเงื่อนไข การชำระเงิน เป็น ไม่เป็นไร

    นาย โรลันด์ Miguela

    ความเห็น โดย Mr Miguela Roland — พฤศจิกายน 22, 2013 @ 11:13 pm


RSS feed for comments on this post. TrackBack URI

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com.

%d bloggers like this: