Epsilon’ s blog

กุมภาพันธ์ 16, 2013

กำลังใจจากคนไกล เขียนเมื่อ 7 MAY 2011 BY EPSILON

Filed under: Uncategorized — ป้ายกำกับ:, — epsilon @ 6:07 pm

ตอนนี้ เดินได้วันละ 2 ชั่วโมงแล้ว แต่ว่ายังเจ็บเส้นอยู่เวลาเิดินนานๆ หรือทำอะไรเยอะๆ

สงสัยเส้นจะอักเสบขนาดหนัก นี่สองเดือนแล้วยังเจ็บอยู่เลย

เราจะเจ็บเส้นบริเวณคอ สะบัก และ lower back น่ะ

 

อยากจะบันทึกไว้หน่อยว่า เมื่อ 3 สัปดาห์ก่อน คุณหมอบอกว่าจะส่งเราไปทำกายภาพบำบัด จะส่งจดหมายมาแจ้งให้ทราบว่าไปทำกายภาพที่ไหน เมื่อไหร่

เมื่อวานเราเพิ่งได้รับโทรศัพท์ นัดให้ไปทำกายภาพ ให้เราเลือกว่าจะทำกายภาพที่ศูนย์ไหน และสะดวกช่วงบ่ายโมงหรือบ่ายสาม ของวันที่ 25 พ.ค.!

แม่เจ้า 7 สัปดาห์ นับจากครั้งล่าสุดที่หมอบอกว่าต้องกายภาพ เราถึงจะได้ทำกายภาพครั้งแรกกกกกกก

ถ้าเราเป็นอะไรร้า้ยแรง เราคงเดินไม่ได้ไปแล้วหล่ะ =.=”

 

เราได้รับพัสดุจากเมืองไทยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

ของชิ้นแรก ป๊าส่งซีดีพร้อมหนังสือประกอบ ขยับกาย สบายชีวี ด้วยวิถีพุทธ โดย มูลนิธิธรรมอิสระ ของ หลวงปู่พุทธอิสระมาให้

เป็นการออกกำลังกายคล้ายๆ โยคะ โดยใช้วิธีการกำหนดลมหายใจเข้าช่วย

ป๊าออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสายที่บ้านด้วยวิธีนี้แล้วดี ก็เลยส่งมาให้ เพราะบอกว่าเป็นการออกกำลังกายแบบเบาๆ ที่น่าจะเหมาะกับสภาพการป่วยของเรา

 

ลองทำแล้วก็ดีนะ เริ่มด้วยท่าขัดสมาธิเพชร แล้วก็ค่อยๆ ขยับตัวตามที่ซีดีบอก เป็นการยืดเส้นที่ได้ผลมาก

ถ้าใครอยู่เมื องไทยก็ลองไปซื้อมาทำได้นะคะ  ไม่จำเป็นต้องป่วยแล้วค่อยทำ  ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ตอนที่ปกตินี่ละจะได้ไม่ป่วยง่ายแบบเรา

 

 

ของชิ้นที่สอง น้ำมันเหลืองสมุนไพร ตำหรับยาจีน จากพี่ของพี่ฮิม

เป็นน้ำมันเหลืองที่พี่ Candee ทำเอง เป็นสูตรที่ทำมาสิบกว่าปีแล้ว สำหรับดม หรือทา

สรรพคุณ บรรเทาอาการอัมพถกษ์ ปวดกล้ามเนื้อ เหน็บชา หน้ามืด เป็นลม

เอามาทาบรรเทาปวดเส้น ทาแล้วจะเย็นๆ

เราคิดว่าใช้แล้วดีนะ บรรเทาปวดได้ ป๊าเราลองใช้ตอนที่ตึงต้นคอก็หาย ชมใหญ่เลยว่าดี  ‘พี่เค้าทำยังไง?’  ป๊าหนูไม่รู้

ใครสนใจอยากลองใช้ก็โทรไปสั่งซื้อได้ค่ะ 081-8128914  ส่วนราคาไม่ทราบค่ะ

แต่ถึงแพงถ้าใช้แล้วหายป่วยก็ซื้อเถอะค่ะ ขวดนึงก็อยู่ได้นานมาก หัวมันจะเป็นลูกกลิ้งเล็กๆ นะคะ ใช้ง่ายค่ะ

พี่เค้าเคยเล่าให้ฟังว่าบางครั้งก็แจก เอาไปแจกคุณตาคุณยายที่วัด แล้วก็มีส่งไปที่วัดต่างจังหวัดให้พระแจกญาติโยมที่มาทำบุญ

คือทำขึ้นมาเพราะได้สูตรยาตำหรับโบราณ  เริ่มจากแจกให้คนใกล้ตัว และวัดใกล้บ้าน แต่พอใช้แล้วดีก็มีคนอยากซื้อไปใช้และแจกคนอื่นต่อ

ถ้าใครสะดวกซื้อก็ซื้อ แต่ถ้าใครไม่สะดวก พี่เค้าก็จะส่งไปให้ฟรีค่ะ  เพราะถ้าป่วยเป็นอัมพถกษ์แล้วไม่มีเงิน แต่ต้องการใช้ยานี้ พี่เค้าก็ยินดีช่วยเหลือค่ะ

 

ของชิ้นที่สาม น้ำมันรำข้าวและจมูกข้าว แบบแคปซูล

 

คือตอนที่กลับเมืองไทยก่อนวันที่จะเจ็บหลังหนึ่งวันเรานัดเจอกับเพื่อนม.ปลาย แล้วมีเพื่อนคนนึงมาไม่ได้ เพราะว่าแพ้ท้องหนัก

กลับมาที่นี่แล้วเราเลยโทรไปหาว่าเป็นไงมั่งดีขึ้นหรือยัง แล้วก็คุยๆ กันเรื่องอาการของเรา

เพื่อนบอกว่าอยากให้ลองกินน้ำมันรำข้าว เพราะว่าเค้าเคยปวดหลัง กินแล้วหาย

แต่เราเกรงใจที่ต้องส่งมา ก็เลยบอกว่าให้ถ่ายรูปขวดที่มีส่วนผสมส่งมาแล้วกัน เดี๋ยวเราหาซื้อที่นี่ ไม่ต้องยี่ห้อที่เพื่อนกินก็ได้

แต่พอคุยไปคุยมา เพื่อนบอก เฮ้ย ไม่ได้ รู้สึกว่าเราอาการหนัก ถึงขั้นแขนขาชา  เดี๋ยวส่งไปให้กินกล่องนึง

เราก็ไม่รู้จะปฎิเสธยังไง ก็บอกว่าขอจ่ายเงินนะ เพื่อนเราก็บอกไม่ต้องอีก เจ็บป่วยอยู่ เอาไปกินแล้วหายก็ดีใจแล้ว  โอ๊ย  ซึ้งน้ำตาจะไหล

คือเรากับเพื่อนคนนี้ เจอกันล่าสุดเมื่อหกปีก่อนตอนไปส่งเพื่อนอีกคนมาอังกฤษนี่ละ แล้วก็คุยโทรศัพท์กัน ไม่ถึงห้าครั้งเลยมั๊งหลังจากเจอกันตอนโน้น

เจอกันแว๊บๆ ในเฟสบุคบ้าง เพราะเพื่อนเป็นคุณแม่ลูกสอง (และกำลังท้องคนที่สาม) ที่ยุ่งมากกกก

คือวางหูโทรศัพท์เสร็จก็รีบเล่าให้พี่ฮิมฟัง  ก็ยังคุยกันอยู่เลย ว่าอาจจะเป็นบุญของเรา ที่มีเพื่อนดีแบบนี้  บุญจากการที่เราเห็นเพื่อนเขียนในเฟสบุคว่าปวดหลัง คอเคล็ดเพราะตกหมอน แล้วรีบเมล์ไปบอกให้รีบไปรักษา ก่อนจะสายเกินแก้

 

พอพัสดุมาถึง เราก็งงๆ ว่ากล่องใหญ่จัง แกะออกมา ข้างในเป็น 1 กล่องใหญ่ ที่มี 8 กระปุกอยู่ในนั้น กระปุกนึงมี 60 แคปซูล

โทรไปหาเพื่อน  เราเข้าใจว่าเค้าจะส่งมา 1 กระปุก

แต่เพื่อนบอกส่งมาให้กินให้หาย  ไม่ใช่แค่ลองกิน

เงินก็ไม่เอา บอกขอให้หายเร็วๆ  ซึ้งจนพูดไม่ออก

เพื่อนบอกให้กินมื้อละ 3-4 แคปซูล วันละ 3 มื้อ  เพราะว่าเราป่วยกินเข้าไปเลย  ข้างขวดที่เขียนว่ากินวันละ 2 แึคปซูลเอาไว้กินบำรุงตอนหายป่วยแล้ว

 

นอกจากเราจะคุยกันเรื่องความเจ็บป่วยแล้ว เราก็ยังคุยกันเรื่องธรรมะด้วย เพราะเพื่อนเราแพ้ท้องมาก จนต้องอยูบ้านไม่ไปทำงาน ทั้งวันก็เลยฟังแต่ซีดีธรรมะหลวงพ่อจรัญ ส่วนเรา ตอนนี้ฟังของหลวงปู่พุทธอิสระ  คิดตรงกันว่าช่วงนี้ทำให้ตัวเองได้พักและฟังธรรม

แถมเพื่อนเรายังแนะนำให้สวดอิติปิโส อายุ+1 รอบทุกวัน พร้อมกับแผ่เมตตาด้วย  เราก็เลยเริ่มสวดหลังจากคุยกับเพื่อน เพราะปกติเราจะสวดเฉพาะคาถาชินบัญชร

 

มีเพื่อนดีนี่ดีจริงๆ นะ

เมษายน 26, 2011

ย้ายไปเขียนบล็อคที่ http://a-littlegirl.com เป็นการถาวรนะคะ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 4:08 pm

สวัสดีค่ะทุกท่านที่ผ่านมาเจอบล็อคนี้โดยบังเอิญและตั้งใจ

เราทำการย้ายข้อมูลทั้งหมดของบล็อคนี้ ไปเขียนบล็ิอคอีกครั้งที่บ้านหลังใหม่นะคะ

http://a-littlegirl.com

คือที่อยู่ใหม่ของเราค่ะ  ตอนนี้อยู่ในช่วงปรับปรุงบ้าน และเขียนเนื้อหาเพิ่มเติม

ตามไปอ่านที่บ้านใหม่ได้เลยค่ะ

เอปซี่จะกลับมาเขียนบล็อคอีกครั้งแล้วค่ะ

ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านค่ะ

Epsilon

กรกฎาคม 17, 2006

คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 12:42 am

วันนี้ได้มีโอกาสดูหนังเกาหลีเรื่อง ‘ คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน’
ไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน แต่ดูแค่ตอนเดียวก็ทำให้นั่งดูต่อจนจบ

เนื้อเรื่องของวันนี้คือ หมอโฮจุนจะเดินทางเข้าไปสอบเป็นหมอหลวงที่เมืองหลวง
ต้องผ่านเมืองเมืองหนึ่ง
พอชาวบ้านรู้ว่ามีหมอผ่านทางมาชาวบ้านที่ป่วยก็มาขอให้หมอช่วยรักษาให้
ในขณะที่เพื่อนหมอคนอื่นอ้างว่าต้องไปสอบที่เมืองหลวงขอตัวเดินทางไปก่อน
แต่หมอโฮจุนกลับอยู่ที่หมู่บ้านที่เพื่อรักษาคนไข้ เนื่องจากทนเห็นผู้ป่วย เจ็บไข้ไม่ไหว ต้องช่วยเหลือตามจิตสำนึกและจรรยาบรรณวิชาชีพ
โดยที่ตกลงกับผู้ใหญ่บ้านและผู้ป่วยว่าจะช่วยรักษาให้จนกว่าพระจันทร์จะขึ้น
เพราะหมอต้องเดินทางต่อ
แต่สุดท้ายหมอก็ขยายเวลาอยู่ที่หมู่บ้านออกไป
เพราะมีคนป่วยหนักอีกจำนวนมากที่ต้องรอดูอาการและรักษา
อดหลับอดนอนติดต่อกันเป็นเวลา 4 วันเพื่อรักษาคนไขั้ให้ได้มากที่สุด
โดยที่หมอคำนวณเวลาว่าจะต้องเดินวันละ 130 ลี้สองวันโดยไม่หยุดพักจึงจะไปทันเวลาสอบ

มีชาวบ้านคนนึงที่อาสานำทางให้หมอ บอกว่าตัวเองรู้ทางลัด จะช่วยย่นระยะเวลาได้ 20 ลี้
หมอเดินตามไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ร่างกายอ่อนล้ามาก แล้วก็ไปถึงหน้าบ้านของชายที่อาสานำทาง (หมอโดนหลอก) เค้าขอให้หมอเข้าไปรักษาแม่ของเค้าที่ป่วยหนัก เค้าเคยให้หมออื่นมาดูอาการแม่แต่หมอก็บอกว่าไม่มีทางรักษา เค้ามีความหวังอยู่ที่หมอโฮจุนเท่านั้นเพราะได้ข่าวว่าเป็นหมอเทวดา
แต่หมอก็ยืนยันว่าไม่สามารถรักษาให้ได้เพราะต้องรีบไปสอบ จะไม่ทันเวลาแล้ว
ชาวบ้านคนนั้นก็โกรธหมอที่จะไม่ช่วย ไปหยิบมีดมาจะทำร้ายหมอ เสียงเอะอะหน้าบ้านทำให้แม่ที่ป่วยในบ้านลุกออกมาที่ประตูและไอออกมาเป็นเลือด

ด้วยความเป็นหมอ หมอโฮจุนก็เลยรีบรักษาแม่ของชาวบ้านคนนั้นด้วยการฝังเข็ม และให้เลือดด้วยการกัดนิ้วก้อยของตัวเอง หยดเลือดเข้าปากคนไข้ที่มีอาการทรุดหนักในระหว่างที่ให้ชาวบ้านคนนั้นไปซื้อยาตามรายการที่สั่ง

หมอต้องตัดสินใจอีกครั้งระหว่างต้มยาว่าจะจากไปเลย
เพราะไม่ทันเวลาหรือจะอยู่รอต้มยาให้คนไข้ก่อนเพราะยาที่ต้มมีส่วนที่เป็นสารพิษอยู่ด้วย
ถ้าต้มไม่เป็นยานี้จะกลายสารพิษที่ทำให้ถึงตายได้
หมอก็คือหมอ หมอตัดสินใจอยู่จนป้อนยาให้คนไข้ และคิดว่าตัวเองคงไปสอบไม่ทันแน่แล้ว

ชาวบ้านผู้นั้น เสนอว่าจะไปหาม้ามาให้หมอ สำหรับขี่ไปเมืองหลวง
ถ้ามีม้าก็ไปทันสอบแน่ๆ หมอได้แต่ขอบใจชาวบ้าน หมอรออยู่จนขึ้นวันใหม่ ชาวบ้านผู้นั้นกลับมาพร้อมทหารที่มาจับตัวหมอโฮจุนไปด้วย ในข้อหาขโมยม้า
ชาวบ้านบอกกับทางการว่าเค้าต้องขโมยม้า เพื่อที่จะให้หมอโฮจุนไปเมืองหลวง ทางการก็เลยเข้าใจว่าหมอโฮจุนเป็นผู้ที่สั่งให้ชาวบ้านไปขโมยม้า ทั้งๆ ที่หมอไม่รู้เรื่องด้วยเลย

หมอและชาวบ้านผู้นั้นต้องเข้าไปอยู่ในคุก

ชาวบ้านรู้เรื่องนี้เข้าก็รีบยกขบวนไปพบนายอำเภอ ไปอธิบายความดีของหมอโฮจุนที่ช่วยรักษาชาวบ้านจำนวนมากทั้งๆ ที่ตัวเองต้องไปสอบหมอ

นายอำเภอจึงเข้าใจและด้วยความดีความชอบนี้เอง นายอำเภอก็เลยจัดม้าให้หมอและมอบจดหมายเพื่อเป็นใบเบิกทาง เวลาที่ต้องผ่านด่านตรวจต่างๆ ให้ด้วย

จากการที่ให้ม้าวิ่งเป็นระยะทางไกลมากโดยที่ไม่หยุดพัก ม้าก็เลยพยศ หยุดไม่ยอมวิ่งต่อ พอหมอกระตุกให้ม้าวิ่งต่อ ม้ากลับสะบัดจนหมอตกลงจากม้าลงไปนอนที่พื้น คงประกอบกับหมอร่างกายอ่อนล้าไม่ได้พักผ่อน ก็เลยทำให้หมอสลบไป

พอฟื้นขึ้นมาก็รีบขี่ม้าต่อเข้าไปที่เมืองหลวงเพื่อขอเข้าสอบ

เรื่องวันนี้จบลงตรงที่ หมอมาขอเข้าสอบแต่นายทหารที่คุมอยู่ที่ประตูไม่ให้เข้าสอบเพราะเลยเวลามามากแล้ว กำลังจะหมดเวลาสำหรับสอบข้อเขียน

หมอก็ได้แต่เดินออกมาคิดถึงคำพูดของคนรอบๆ ตัว ตั้งแต่อาจารย์ ภรรยา และเพื่อนหมอด้วยกันในเรื่องของการเป็นหมอของโฮจุน

สัปดาห์หน้าคงต้องนั่งลุ้นหน้าจอว่าเืรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ

โอกาสในชีวิตของหมอโฮจุน ต้อง trade off กับ ความเห็นแก่ตัวของใครหลายคน
ใครๆ ก็ต้องการให้ตัวเอง คนที่ตัวเองรักหายป่วยจากโรค พยายามรั้งหมอไว้ให้นานที่สุดเพื่อให้รักษาอาการป่วย
โดยไม่คำนึงถึงว่าหมอต้องไปให้ทันเวลาสอบ
ทำไมหมอต้องเสียสละโอกาสของตัวเองที่จะสอบเป็นหมอหลวง

เหตุึุผลูยิ่งใหญ่ เพราะ โอกาสของหมอ แลกกับ ชีวิตหลายชีวิตให้ยืนยาวต่อไป เพราะถ้าช้าอีกเพียงนิดเดียว ชีวิตเหล่านั้นอาจจะไม่มีเวลาสำหรับหายใจอีก

จะมีซักกี่คนที่จะเลือกทำอย่างหมอโฮจุน

อย่างนี้ละมั้ง เค้าเลยตั้งชื่อเรื่องว่า คนดีที่โลกรอ

….

‘โอกาส’ ไม่ได้เข้ามาในชีวิตของเราบ่อยนัก
มีใครบางคนเคยบอกกับเราว่า
ให้เราทำตัวให้พร้อมที่สุด สำหรับ’โอกาส’ที่เราไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่
เพราะถ้าโอกาสนั้นมาถึง คนที่พร้อมเท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสสำหรับบทบาทใหม่ของชีวิต

ถ้าเห็นโอกาสอยู่ข้างหน้า
แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะคว้ามันไว้
เพียงเพราะต้อง trade off กับ ‘บางสิ่งบางอย่าง’
ที่ไม่ใช่ชีวิตคน อย่างที่หมอโฮจุนต้องชั่งน้ำหนัก
แล้วเราจะยอมเสียสละโอกาสของตัวเอง ทำำไมกัน

กรกฎาคม 12, 2006

fw mail

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 9:28 pm


ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคนเราคือ….

การตกหลุมรักใครสักคน

การได้จูบครั้งแรก

การได้หัวเราะจนท้องแข็ง

การได้นั่งอ่านจดหมายเก่าในวันว่าง

การได้ใช้เวลาว่างในที่ๆ แสนงดงาม

การได้ฟังเพลงที่ชอบทางวิทยุ

การได้นอนฟังเสียงฝนตก

เมื่อเวลาที่เราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้วเจอผ้าเช็ดตัวอุ่น

การสอบเสร็จ

การได้รับโทรศัพท์จากใครสักคนที่ไม่ได้พบเจอเขาบ่อยน ัก

การเจอเงินที่เราซ่อนไว้ตั้งนานมาแล้ว

การได้ยิ้มกับใครสักคน

การได้คุยโทรศัพท์ได้เป็นชั่วโมงกับคนรัก

การยิ้มโดยไม่ต้องมีเหตุผล

การถูกชมอย่างกะทันหัน

การตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่ามันน่าจะนอนต่อได้อีก ตั้งชั่วโมงแน่ะ

การได้ฟังเพลงที่ทำให้เรานึกถึงคนพิเศษของเรา

การได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม

การมีเพื่อนใหม่

การรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องคุณเวลาคุณเ จอหน้าเค้าคนนั้น

การผ่านช่วงเวลานึงไปได้พร้อมกับเพื่อนที่ดีที่สุดขอ งคุณ

การได้เห็นคนที่คุณชอบมีความสุข

การได้ใส่เสื้อของคนที่เราชอบทั้งๆ ที่กลิ่นหอมของเค้ายังกรุ่นอยู่

การได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแล้วรู้สึกเหมือนไม่มีอะ ไรเปลี่ยนไปเลย

การได้มองท้องฟ้ายามโพล้เพล้

การได้ยินใครสักคนบอกรักคุณ

ที่สุดคือการได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของคนที่เรารัก

มิถุนายน 16, 2006

ดูแลสุขภาพกันเถอะ

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 10:21 pm

ช่วงหลังๆ รู้สึกว่าตัวเองทานอาหารเย็นแล้วท้องอืดบ่อยๆ
ประมาณว่าอาหารไม่ย่อย ทานเยอะไม่ได้ ทานดึกไม่ได้
ทรมาณมากๆ เพราะ The Gang มักจะตั้งก๊วนทานข้าวเย็นกันประมาณทุ่มสองทุ่มแถมยังตระเวนไปหาร้านอร่อยๆ กินกันอีกต่างหาก
หลังจากทรมานอยู่พักใหญ่ก็เลยบ่นๆ ให้คนแถวๆ นี้ฟัง
ท่านหมึกดำผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารอร่อยก็ให้คำแนะนำว่าเราควรจะทาน แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (เมตาบอลิซึ่ม อะไรประมาณนี้) โดยให้สูตรมาว่าทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอน ให้ดื่ม แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำเย็น 1 แก้ว

เคยไ้ด้ยินสรรพคุัณของแอปเปิล ไซเดอร์มาพักใหญ่ ว่าช่วยบรรเทาอาการของคนเป็นไซนัส บ้างละ ช่วยลดโคเลสเตอรอลบ้างละ แต่ตัวเองก็ไม่เคยลอง งานนี้ก็เลยเชื่อหมึกดำไว้ก่อน ทั้งสองอย่างสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ขวดละประมาณแปดสิบกว่าบาท แถมตอนนี้ไฮซ์ มีแพคเกจขายแอปเปิลไซเดอร์ เวนการ์กับน้ำผึ้งเป็นชุดอีกต่างหาก โฆษณาบนกล่องประมาณว่าของขวัญจากธรรมชาติ

เราลองทานมาสัปดาห์นึงแล้ว รู้สึกว่าระบบย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น
ตัวเองชอบอาหารรสเปรี้ยวอยู่แล้วก็เลยเอร็ดอร่อยจนสองวันที่ผ่านมาขยับเป็นทานเช้า 1 แก้ว และก่อนนอน 1 แก้ว

เริ่มแนะนำให้คนรอบข้างทานบ้างก็ได้คำตอบกลับมาว่าเป็นสูตรลดน้ำหนัก
ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่หารายละเอียดสรรพคุณจริงๆ เนี่ย ฟังมาก็เชื่อเฉยเลย

เจอแล้วหล่ะสรรพคุณเยอะเลย (ชะลอความแก่ด้วยอ่ะ)
มาดูแลสุขภาพกันเถอะ

แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (APPLE CIDER VINEGAR)
VS

น้ำผึ้ง(HONEY BEE)

ส่วนที่ 1 ว่าด้วยแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (ACV)

    ACV คือ น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิล มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด มีส่วนประกอบของกรด 5 % ( 5%Acetic Acid) มีสีเหลืองคล้ายสีชา มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งธาตุโพแทสเซี่ยมมีคุณสมบัติ ช่วยในการแบ่งเซลล์ ถ้าร่างกายขาดธาตุนี้ ร่างกายจะมีอาการผิดปกติคือ เติบโตช้า แก่เกินวัย ผมร่วง และหงอกเร็ว ฯลฯ และ ACV ยังประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีกรดอะมิโน และสารเพ็คติน ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย คือเป็นพวก ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย

ACV ช่วยร่างกายได้หลายประการ กล่าวคือ

  1. ชะลอความแก่ ช่วยให้เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ
  2. ช่วยย่อยอาหาร คือช่วยระบบย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
  3. ช่วยระบบหายใจ แก้ไซนัส แก้เจ็บคอ แก้หวัด แก้การเกิดเสมหะ
  4. ช่วยลดน้ำหนักได้ดี
  5. ช่วยลดการปวดข้อ
  6. แก้โรคคัน กำจัดรังแค แก้ผมแตกปลาย
  7. ช่วยความจำให้ดีขึ้น
  8. ป้องกันโลหิตจาง
  9. แก้อ่อนเพลีย

ส่วนที่ 2 ว่าด้วยน้ำผึ้ง (HONEY BEE)

    น้ำผึ้งเป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ แหล่งน้ำหวานอื่นๆ ที่ผึ้งเก็บมา และผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจากเอนไซม์ในต่อมน้ำลายของผึ้งที่ขับออกมา แล้วเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส ให้เป็นน้ำตาลแปรรูป ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส 38.19% และเดกโทรส 31.28 % นอกจากนั้นเป็นน้ำตาลเชิงคู่ และเชิงซ้อนอีก 10% และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ได้แก่ โพแทสเซี่ยม แคลเซี่ยม โซเดียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ เหล็ก แมงกานีส นอกจากนั้นยังมีพวกน้ำย่อย เช่นเอนไซม์กลูโคออกซิเดส ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน น้ำตาลกลูโคส เป็นกรดกลูโคนิค และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งตัวหลังนี้มีคุณสมบัติยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้ น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่หลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี1 วิตามิน บี 2

    ไนอาซิน วิตามิน บี 6 แพนโทซินิคแอซิค และวิตามิน ซี ในปริมาณต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ องค์ประกอบสุดท้ายที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง คือ น้ำ น้ำผึ้งที่ถูกบ่มโดยสมบรูณ์จะมีน้ำอยู่ประมาณ 17-20 % เท่านั้น

ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการใช้แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ ร่วมกับน้ำผึ้ง

เมื่อท่านทราบคุณสมบัติของน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ และน้ำผึ้งแล้ว ท่านจะใช้ร่วมกัน หรือ ใช้อย่างเดียว ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการจะใช้เพื่อรักษา หรือป้องกันโรคอะไร ดังนี้

  • ช่วยชะลอความแก่ (ให้หนุ่มสาวอยู่เสมอ) นำน้ำผึ้ง 1 ส่วน ACV 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันเป็นอย่างดี กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ระยะตื่นนอนใหม่ๆและ ก่อนเข้านอน ควรดื่มน้ำตาม 1 แก้ว
  • ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้ ACV อย่างเดียว 2 ช้อนชา ละลายในน้ำดื่ม 1 แก้ว ดื่มทุกครั้ง ขณะรับประทานอาหาร
  • แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ก่อนทานอาหาร 30 นาที ใช้น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ ACV 2ช้อนชา ผสมกันแล้วดื่ม
  • แก้โรคไขข้ออักเสบ ให้ดื่มน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา หรือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 2 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตาม 1แก้วทุกครั้งหลังอาหาร
  • ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ให้ใช้ ACV 1 ช้อนแกง ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนแกง แล้วผสมน้ำ grape fruit ที่ไม่หวาน 1 แก้ว ดื่ม 30 นาที ก่อนทานอาหารทุกมื้อ
  • ช่วยให้ความจำดีขึ้น ให้ใช้ ACV 2 ช้อนชาผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มน้ำตาม 1 แก้ว ดื่มวันละ 2 ครั้ง ตื่นนอนตอนเช้าและก่อนนอน
  • แก้ปลายผมแตกแห้ง กำจัดรังแค หรือคันศรีษะ เนื่องจาก ACV เป็นกรดสูง และมีเอนไซม์ ประกอบด้วยหลายชนิด จึงสามารถรักษามิให้ผิวหนังมีโรครังแค หรือ ผมแห้ง หรือคันศรีษะได้ การรักษา คือ เอาสำลี จุ่มน้ำจนเปียกแล้วจุ่ม ACV แล้วนำไปนวดหนังศรีษะ ให้หมักทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง(อาจจะใช้หมวกพลาสติกครอบไว้) หลังจากนั้นสระผมด้วยแชมพู หรือ นำเอา ACV ที่อุ่นๆ ไปทาศรีษะให้เปียกจนทั่ว แล้วใช้หมวกพลาสติกคลุมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วจึงใช้น้ำธรรมดาล้างออก
  • แก้เจ็บคอ ใช้ ACV 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1ส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือใช้ ACV อย่างเดียว 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น แล้วอมกลั้วคอ ทุก ๆ 1 ชั่วโมง กลั้วในลำคอ ให้ลึก ไปถึงส่วนล่างของลำคอ แต่อย่ากลืนลงไปในกระเพาะ เมื่อการเจ็บคอบรรเทาลง ให้กลั้วคอต่อไปทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพราะ ACV ทำหน้าที่เป็นสารปฏิชีวนะ
  • แก้อ่อนเพลียและเมื่อยล้า หลังทำงานหนัก หรือหลังจากออกกำลังกาย แนะนำให้ท่านดื่มน้ำผึ้งผสม ACV ท่านจะหายเพลียได้ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 1ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำดื่ม 1 แก้วเต็ม ๆ
  • แก้ปวดหัว การปวดหัวที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจาก อาหารที่เรารับประทานเป็นด่างมากเกินไป การทาน ACV ที่เป็นกรดอ่อนๆ ลงไป จะช่วยให้อาหารลดความเป็นด่าง คือเป็นกลาง การปวดหัวก็จะหายไป หรือลดบรรเทาอาการปวดหลังลงได้ ทางที่ดี ท่านควรทาน ACV 2 ช้อนชา ผสมกับ น้ำผึ้ง 2 ช้อนชาเต็มๆ ทุกครั้งที่ทานอาหาร
  • อนึ่งท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต และโรคเบาหวาน ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ถ้าท่านจะทานน้ำผึ้ง หรือ ACV ขอ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน

    อัตราส่วน

    • 3 ช้อนชา = 1 ช้อนโต๊ะ
    • 1 ช้อนชา = 5 มิลลิลิตร
    • 1 ช้อนโต๊ะ = 15 มิลลิลิตร

รวบรวมและเรียบเรียง โดยอาจารย์ปรัชญา ธัญญาดี เลขาชมรมคนรักต้นไม้ F.M.97
http://www.trinityradio.com/html/apple_cider_vinegar.html

มิถุนายน 15, 2006

จดหมายถึง Open#5 ทำดีแล้วทำดีอีก

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:39 pm

สวัสดีค่ะทีมงานโอเพ่น

วันนี้ได้นั่งอ่านบทสนทนาขนาดยาวที่ถอดเทปจากงานเสวนา วิพากษ์เศรษฐกิจ พิศการเมือง ก็เลยอยากจะเมล์มาขอบคุณที่อุตส่าห์ถอดเทปมาให้อ่าน จำได้ว่าตัวเองอยากไปแต่ติดงานอันยุ่งเหยิง ว่าจะขอบคุณตั้งแต่มีการลงบทสนทนาจากตอนที่ล้อมวงคุยเรื่องแปรรูป กฟผ.แล้ว เอาเป็นว่าอยากให้ลงแบบนี้อีกถ้าโอเพ่นจัดเสวนา และขอบคุณล่วงหน้านะคะ

กำลังอ่าน Toppling Thaksin ต้องใช้สมาธิอย่างแรง อ่านจากคอมไม่ไหวเลยต้องไปพรินท์มาอ่านแทน เจ๋งสุดๆ

ขอบคุณที่รวบรวมบทความดีๆ มาให้อ่านได้ทุกวัน

Epsie

พฤษภาคม 20, 2006

ปรัชญาผ้าขี้ริ้วและคำถามจากแม่

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 5:05 pm
ปรัชญาผ้าขี้ริ้ว


ผ้าขี้ริ้วยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม
อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้อื่น

ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้

แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด

ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน

ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น
เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด
ารศึกษามากหรือน้อยก็ตาม
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง

ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า

ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า
น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น

ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน

ไม่ว่าจะเป็นงานใด ๆ ก็ตาม
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน

ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ

ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร

ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา

แม้จะเหน็ดเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้
เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน

ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท

จะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรค ครั้งนั้นให้ได้
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร
และมีกำลังใจในสิ่งนั้น
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า
เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอ
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก

ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง

คุณเห็นด้วยไหม ที่ว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่า
และมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง


………………

คำถามจากแม่

แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก

เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก

ผมเคยคิดว่าเสียงเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับเราในฐานะที่เป็นมนุษย์

ดังนั้น ผมจึงบอกแม่ว่า “มันคือ หู ผมไง”

แต่แม่บอกว่า “ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้”

ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่

หลายปีผ่านไปก่อนที่ แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง

ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา

และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า “การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ

คนดังนั้นมันต้องเป็นตาของเราแน่เลย ที่สำคัญที่สุด”

แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า

“ลูกเรียนรู้ได้เร็วมากแต่ว่าคำตอบก็ยังไม่ถูกจ้ะ
เพราะว่า ยังมีคนอีกมากมายที่ตาบอดแต่ก็ยังอยู่ได้”

อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้า หาความรู้ต่อมาอีกหลายปี

และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ

“ไม่ใช่จ้ะ แต่ลูกก็ฉลาดขึ้นทุกๆครั้ง นะจ๊ะ ลูกรัก”

จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้

แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่ามันเป็นเพียงครั้งที่สอง

ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม

ตอนที่เรากล่าวคำอำลาครั้งสุดท้ายต่อคุณปู่

แล้วแม่ก็ถามผมว่า “ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก”

ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์

ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนของผม

และก็บอกว่าคำถามนี้สำคัญมากลูก

มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิตของเรา

สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา

และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด

พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด

แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด

แม่ ก้มลงมองมาที่ผม

ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนหนึ่งจะทำได้

ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า

“ลูกรัก ส่วนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของลูกก็คือ บ่า จ้ะ”

ผมถามแม่ว่า “เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ ใช่มั้ยครับ”

แม่ตอบว่า

“ไม่ใช่จ้ะ แต่เป็นเพราะว่ามันสามารถรองรับ ศีรษะของเพื่อนของเรา
หรือคนที่เรารัก เมื่อยามที่เค้าร้องไห้”

คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้

ในบางช่วงเวลาของชีวิต

ลูกรัก แม่เพียงแต่หวังว่า

ลูกจะมีเพื่อนและคนรักที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้

ยามเมื่อลูกต้องการตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา

คือการไม่เห็นแก่ตัว และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น

คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด…….

คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ………

แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า “รู้สึก” ได้……

ต้นฉบับของจม.ฉบับนี้มาจาก ไหนไม่ทราบ

เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า….

คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก

แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณ ตลอดเวลา

…………………

บางครั้งเสียเวลาซักสองสามนาทีอ่าน fw mail ที่ได้จากเพื่อน
ก็ได้ข้อคิดดีๆ ไม่น้อย
ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่
และเราก็รู้ว่าถึงเราจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเก่า
แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ปันสุขเฉลี่ยทุกข์กันตลอดเวลา

‘ขอบคุณ’ เพื่อนทุกคนที่เป็นเืพื่อนที่ดีต่อกันตั้งแต่วันเริ่มต้นรู้จักจนถึงวันนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง

พฤษภาคม 13, 2006

สันโดษ…เคล็ดลับของความสุข

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 9:54 pm

เวลามีตะกอนในใจ หรือความรู้สึกที่มันเหวี่ยงออกจากทางสายกลางมากๆ ก็ต้องหาทางจัดการกับสภาพจิตใจ
วิธีที่ข้าพเจ้าใช้บ่อยๆ คือพยายามระลึกถึงคำสอนทางศาสนา ‘ปล่อยวาง’
แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้วยังไม่สามารถขจัดความรู้สึกที่แบกอยู่จนเป็นทุกข์สาหัสได้
ก็จะไปวัด
ไปนั่งสมาธิ ฟังเทศน์ สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ

….

วันหยุดเนื่องในวันพืชมงคล วันวิสาขบูชาที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าตัดสินใจไป วัดป่าสุนันทวราราม จ.กาญจนบุรี
ไปฟังธรรมจากหลวงพ่อมิตซูโอะ คเวสโก
หลวงพ่อเป็นชาวญี่ปุี่นที่ออกเดินทางจากประเทศบ้านเกิดตอนอายุ 20 ปี
เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตโดยคิดว่าการเิดินทางจะเป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาคำตอบนั้น
หลังจากเดินทางท่องเที่ยวและทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานในประเทศต่างๆ จนถึงประเทศอินเดีย ท่านจึงเริ่มมีความสนใจในคำสอนของพุทธศาสนา จากนั้นก็เดินทางมาที่ประเทศไทย บวชเป็นพระที่วัดเบจมบพิตร ประมาณ 3 เดือน จากนั้นได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท
ช่วยบุกเบิกวัดป่านานาชาติ และปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสของวัดป่าสุนันทวราราม วัดสาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง ซึ่งได้รับการบริจาคที่ดินกว่า 1000 ไร่ จากคุณยายสุนัน (ปัจจุบันคุณยายอายุ 85 ปี ถ้าไปวัดช่วงวัดสำคัญทางศาสนาจะได้พบคุณยายทุกครั้ง) ผู้เลื่อมใสในคำสอนของหลวงพ่อชา ให้สร้างวัดในพื้นที่นี้และทำเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ (เนื่องจากพื้นที่วัดครอบคลุมพื้นที่เขา และป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการดูแลอย่างดี)


ก่อนเข้าวัดก็ตัดสินใจแวะโรงเรียนวัดใหม่ดงสัก แวะไปเยี่ยมครูรักษ์ กับครูจุ๋ม คนที่มีหัวใจเป็นครูอย่างแท้จริง
เดี๋ยวจะเล่าอีกทีเรื่องร.ร.และครูทั้งสองท่านนี้
เรื่องมันยาววววว (ติดไว้กี่เรื่องแล้วเนี่ย)

จากเดิมที่ว่าจะเล่ากิจกรรมที่ไปทำที่วัด
ขอเปลี่ยนเป็๋นสิ่งที่ได้จากวัดแทนละกัน

ไปนั่งสมาธิ เดินจงกลม เวียนเทียน ฟังธรรม จากหลวงพ่อ พระอาจารย์ และพระใหม่
สนุกสนานไม่เบื่อเลย การเทศน์ของพระที่นี่จะเล่าเนื้อหาธรรมที่ยากๆ ให้เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างเป็นเหตุการณ์ทั่วไปที่เรามักจะเจอในชีวิตประจำวัน และก็มักจะเป็นเรื่องที่โดนใจโดยบังเอิญทุกทีซิ่น่า

ที่นี่จะมีช่วง Q & A ให้เขียนคำถามใส่กระดาษขึ้นมาถาม (หลวงพ่ออ่านภาษาไทยได้อ่ะ)
ช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งการรอคอยของข้าพเจ้าเลย เพราะจะเป็นอะไรที่ลุ้นว่าใครจะถามอะไรกันบ้าง
แล้วท่านจะตอบอย่างไร จะเชื่อมโยงกับหลักธรรมข้อไหน จะเอาทฤษฎีอะไรมาตอบ

แค่ที่ท่านสอนธรรมะด้วยภาษาไทยที่แตกฉาน จนอึ้งกิมกี่ไปแล้ว ท่านยังแตกฉานภาษบาลีด้วย บางครั้งก็อธิบาย 3 ภาษาเลย บาลี ไทย อังกฤษ เป็นที่ฮือฮามาก
เพราะบางครั้งท่านพูดภาษาไทยไม่ชัด กลัวว่าพวกเราจะเข้าใจผิดก็จะพูดศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเพื่อยืนยันว่าท่านหมายความอย่างนี้นะ และมักจะต่อท้ายด้วยเสียงฮาครืนจากพวกเรา 555

….

ื้ท่านบอกให้เชื่อในการทำความดี ทำดีได้ดีแน่นอน เพียงแต่บางครั้งยังไม่เห็นผล ต้องเจอวิบากกรรมก่อน อย่าท้อใจในการทำความดี เราย่อมรู้ตัวกว่าใครว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือความดี และในเบื้องต้นเราต้องซึ่อสัตย์ต่อการกระทำของตนเองว่าตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม

ท่านบอกให้ปล่อยวาง ให้ละตัวกูของกู ให้มองความจริง พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง และระลึกรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ให้มีสติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ท่านบอกอีกหลายอย่างในระหว่างการสอนแบบรวมๆ

ช่วงเวลาพัก เราได้เข้าไปกราบนมัสการท่านเป็นการส่วนตัว
ปรึกษาท่านหลายเรื่องทั้งเรื่องพาเด็ก ๆ เป็นหมู่คณะมาปฎิบัติที่นี่
และเรื่องที่ตัวเองแบกทุกข์อยู่

ท่านบอกให้คิดน้อยๆ คิดนิดเดียว อย่าฟุ้งซ่าน ให้คิด ให้มองเข้ามาในจิตใจตัวเอง พัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น อย่ากังวลกับสิ่งภายนอก อดีต อนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีเอง
ให้หมั่นนั่งสมาธิทุกวัน วันละ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย ถ้าเป็นไปได้ก็ให้นั่งสมาธิให้เป็นเวลา เวลาเดียวกันทุกๆ วัน สมาธิจะเกิดง่ายกว่า ฝึกอานาปานสติ ระลึกรู้ลมหายใจ ฝึกสมาธิ ฝึกสติ แล้วจะดีขึ้น

ยังจำคำตอบได้หรือเปล่าที่เคยถามว่า ‘คุณค่าของการมีชีวิตคืออะไร’
ถ้าจำได้แล้วยังสงสัยอะไรอีก ยังลังเลอะไรอีก ทำตามนั้นหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า
ทำเอาเราต้องกลับมานิ่งคิดทบทวนอีกพักใหญ่ ว่าเราได้เพิ่มคุณค่าของการมีชีวิตอยู่หรือยัง



ได้มีโอกาสฟังธรรมะมาราธอน ในคืนวันวิสาขบูชา
หลวงพ่อท่านให้พระบวชใหม่ขึ้นเทศน์ธรรมมาศแรก ว่ามีความรู้สึกอย่างไรตั้งแต่บวชที่นี่่
ฟังธรรมกันถึงเที่่ยงคืนครึ่ง สนุกมากกก ทั้งๆ ที่เพิ่งเทศน์กันเป็นครั้งแรก

พระที่นี่การศึกษาค่อนข้างสูง เป็นข้าราชการระดับสูงที่เออร์ลี่รีไทร์, จบวิศวะ ธรรมศาสตร์อินเตอร์, จบรัฐศาสตร์ จุฬา, จบปริญญาเอกวิศวะ พูดจาฉะฉาน มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบชัดเจน และค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง จนน่าเสียดายที่พระบางรูปลางานบวชแค่เพียง 45 วันซึ่งเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ ถ้าบวชต่ออาจจะเป็นพระนักเทศน์ประจำวัดที่ดังไปเลยก็ได้

ข้อคิดสำคัญที่ได้จากการฟังธรรมะมาราธอน
> เมื่อเกิตเหตุการณ์ใด ๆ กับเราจงใช ‘้ความเข้าใจ’ ให้มากกว่า ความอดทน
> มนุษย์เราควรที่จะ ‘เอาใจใส่’ ต่อกันให้มากๆ เพราะมันหมายถึงการคิดถึงความรู้สึกคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่ตัวเอง
> เราควรจะหาจุดสมดุลของการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง ซึ่งจุดสมดุลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาให้เจอ

จากนั้นก็อ่านหนังสือธรรมะของท่านเรื่อง ‘สันโดษ…เคล็ดลับของความสุข’
เป็นหนังสือธรรมะ ภาพประกอบเป็นการ์ตูนสวยงาม เล่มเล็กๆ ที่เอาหลักธรรมมาอธิบายด้วยเรื่องเล่า เขียนภาพประกอบ และใช้เทคนิคการจัดฟอนท์ ให้เป็นกราฟฟิคสวยงามน่าอ่าน

สันโดษ แปลว่า ยินดี พอใจ อิ่มใจ สุขใจ กับของของตน กล่าวโดยย่อคือ ให้รู้จักพอ ให้รู้จักประมาณตน คือยินดีตามมี ยินดีตามได้ ยินดีตามควร(ควรแก่ฐานะ ควรแก่ความสามารถ ควรแก่ศีึลธรรม)

ในพุทธศาสนา ให้ใช้หลักอิทธิบาท 4 คู่กับสันโดษ เพื่อความสุขในชีวิต
ิิอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ฉันทะ มีความพอใจในส่ิงที่ทำ
โดยเราควรตั้งเป้าหมายไว้
ตามความเหมาะสมกับฐานะ
และกำลังความสามารถของเรา
วิริยะ ความเพียรพยายามและตั้งใจทำสิ่งนั้น
จิตตะ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
วิมังสา ปัญญาที่พิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผล
เพื่อแก้ปัญยาหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น

อิทธิบาท 4 เป็นการสร้างเหตุที่ดีของการกระทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
สันโดษ เป็นความยินดี พอใจในผลที่ได้รับ
เมื่อเราตั้งใจทำดีด้วยใจที่สงบ เราได้ทำเหตุที่ดีแล้ว ก็ต้องยอมรับผลด้วยใจที่สงบด้วยเหมือนกัน

สิ่งที่เรามักไม่สันโดษ มักแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ ได้แก่ อำนาจ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ กามคุณ 5 และอาหาร

อ่านแล้วก็นิ่งไปเลย ทำไมเวลามีปัญหาร้อยแปดพันเก้า ในยุคมิลเลเนียม คิดกลับไปหาสาเหตุแห่งทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ก็จะเจอคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทุกทีไป
หลักธรรมที่ท่านค้นพบช่างคลาสสิคอะไรเช่นนี้่

ได้ฟังธรรม และอ่านหนังสือธรรมะเล่มบางๆ เล่มนี้ เราก็รู้สึก’คลิก’ อะไรบางอย่างขึ้นมา สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไอ้ที่แบกไว้เต็มหัว วางลงไว้ที่วัดหมด
จากที่ตั้งใจว่าจะอยู่ถึงวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าตัดสินใจขับรถกลับวันเสาร์แทน จะได้มีเวลาสำหรับตัวเองเพื่อพักผ่อนและเคลียร์งานเพิ่มอีก 1 วัน
ว่าแล้วก็ไปกราบลาหลวงพ่อ

ถ้ามีเวลาหนูจะมากราบนมัสการอีกนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ

เมษายน 23, 2006

On Vacation ตอนที่ 1

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:49 pm

เพิ่งกลับมาจากพักร้อนที่เกาะกูดค่ะ เริ่มต้นที่นี่เลย เมล์ที่เสี่ยส่งข้อมูลมา

Subj: ข้อมูลไปเที่ยวครับ

ใบกูด แชมเบล่า รีสอร์ท
Address : 43/8 Moo 2, Baan Klong Chao, Koh Kood, Trat, Thailand

เกาะกูด,เกาะที่อยู่ไกลที่สุดในท้องทะเลตราด มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของไทย และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในตราดรองจากเกาะช้าง ครอบคลุมพื้นที่ 105 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,625 ไร่
ใบกูด แชมเบล่า ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะกูด หาดคลองเจ้า ทอดยาวตามชายหาดตลอด 82 กิโลเมตรบนชายฝั่งเกาะกูด ท้องทะเลแห่งภาคตะวันออก
ใบกูด แชมเบล่า รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทหรู สไตล์บูติค ด้านหน้ารีสอร์ทท่านจะได้พบกับน้ำทะเลใสสะอาด ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเมืองร้อน และแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ที่นี่คุณจะสามารถมีโอกาสหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองมาหาความสงบส่วนตัว


สถานะการดำเนินการ (กำหนดการเหมือนเดิมคือ 20-22 เมษายน 2549)

1. ขณะนี้ได้ทำการจองห้องพักแล้ว ชื่อปีกทราย 1 หลัง นอนได้ 4 คน เพิ่มเติมคนละ 600 บาท ซึ่งเป็นห้องที่ติดทะเลที่สุด (อ้างจากเจ้าหน้าที่รีสอร์ท) ในบรรดาห้องพักทั้งหมด เหตุที่เลือกที่นี่เพราะว่า เป็นที่ที่ค่อนข้างดีทัศนียภาพดี ไม่เถื่อนจนเกินไป ราคาสมเหตุสมผล (เมื่อเปรียเทียบกับรีสอร์ทในระดับเดียวกันในเกาะ) แต่มีจุดด้อยบ้างคือ ถึงแม้ว่ารีสอร์ทติดทะเล แต่เป็นทะเลหิน หาดทรายมีให้เล่นแต่ต้องเดินเท้าไปในกรณีน้ำลงหรือพายเรือไปในกรณีน้ำขึ้น (ดูรูปเอาเอง ผมก็งง???)

2. ตอนนี้จองไว้แล้วแต่ยังไม่แจ้งว่าจะไปแบบไปเองหรือซื้อแพคเกจ จึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกท่านพิจารณาดังตารางด้านล่าง
(อัพตารางไม่เป็น ติดไว้ก่อนละกัน)

Remarks:
ไฟฟ้า : บริการ 24 ชั่วโมง และน้ำจืดตลอดวัน
เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำอุ่นให้บริการ 5.00 pm. – 8.00 am.
สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ
ค่าเรือไปกลับระหว่างตราดและเกาะกูด
สิ่งอำนวยความสะดวก
อาหาร 8 มื้อ., ฟรี เครื่องดื่ม, กาแฟ, โอวัลติน และชา
น้ำตก
ดำน้ำตื้นดูปะการัง
คายัค
ประกัน
ไม่อนุญาตให้นำอาหารสดและปรุงอาหารในรีสอร์ท
100 bath per pack of any self-carrying of drink requirement into the resort.
Peeksai House (บ้านที่จองไว้)
– บีชฟร้อน, เครื่องปรับอากาศ, ทีวีและระเบียงส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kohkood.com/kohkood_island.html
สิ่งที่ต้องการคือ
1. เห็นด้วยหรือไม่กับ resort ที่เสนอมา
2. ถ้าเห็นด้วย ควรเป็นแพคเกจหรือไม่
3. ถ้าไม่เห็นด้วย มีที่ไหนแนะนำบ้าง จะหาข้อมูลเพิ่มเติมให้
ช่วยแจ้งกลับด้วยทาง mail หรือโทรศัพท์ก็ได้ครับ

(ห้ามอ้างอิงไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น)

…..
เมื่อทุกๆ คนในทริปโอเค (เนื่องจากเห็นข้อมูลและความอุตสาหะของคนจัดทริปแล้ว)
ก็จัดการเคลียร์งาน ลางาน และรอให้ถึงวันนัดหมาย ก่อนวันเดินทาง 3 วัน ก็มีจดหมายจากเสี่ยผู้ดำเนินการจัดทริปเมล์มา และ ถูก reply mail กลับด้วยข้าพเจ้าเอง

RE: เตรียมตัวกันได้แล้ว
-ใกล้วันเข้ามาทุกทีแล้ว ใครยังไม่ซักผ้าตัวโปรด ให้รีบซัก ใครยังไม่ซื้อครีม ให้รีบไปซื้อ (ขอใช้ด้วย)

ขอใส่เสื้อตัวใหม่ที่พี่ Awawaซื้อมาฝาก และขอความกรุณาทุกท่านพกไปด้วย ไว้ไปใส่พร้อมๆ กันวันที่อยู่ที่เกาะ โย่ !

วันนี้ลืมซื้อครีมหลอดใหม่ ใช้ที่มีอยู่ได้ป่ะ SPF 50 น่าจะโอ

-อยากให้ทุกคนเจอกันที่บ้านพี่Wiliam 30 ออก ตี5 ถึงโน่นเที่ยง (อย่าแปลกใจว่าทำไมโคตรนาน)

กะลังคิดอยู่ว่าจะไปนอนที่บ้านพี่Williamดีป่าว เพราะกลัวไม่ตื่น เดี๋ยวบอกอีกทีอ่ะ ถ่าไปขอดูหนังรอบดึกซักเรื่องได้มะ ไม่ได้ดูหนังนานแล้ว เรื่องล่าสุดจำไม่ได้อ่ะ


-เสื้อผ้าขอให้สีฉุดฉาดหน่อย เพราะตกลงกับEpsieว่าจะถ่ายรูปกันเยอะ อุตสาห์ไปทะเลทั้งที อย่าให้รูปออกมาจืด

เดี๋ยวเอาไปหลายๆ สีเผื่อสีซ้ำกะใครจะได้เปลี่ยน 555

-ผมเอาไพ่ไปด้วยตามคำเรียกร้อง

เล่นไม่เป็นง่ะ

-เบียร์พกไปจากบ้าน (เพราะเหลืออยู่เยอะ) ประมาณ 5 ขวด ถ้าท่านใดต้องการให้เพิ่มเติม โทรแจ้งด้วย

อยากกินสไปรท์ บ้านพี่มีป่าว พกไปเผื่อหน่อยจิ่ 🙂

-มีกล้องดิจิตอน กล้องฟิมล์ กล้องวีดีโอ ขาตั้งกล้อง (Epsieมึงหิ้วด้วยนะ)

บอกว่ากล้องฟิล์มไม่ต้องก็ได้ F80 นี่มันหนักกว่า EOS เยอะนะพี่ สงสารน้องมั่งดิ่ แค่ขาตั้งกล้องกะวีดีโอก็จะแย่แล้น

-จำนวนเงินที่ต้องใช้คือ 5650 สำหรับแพคเกจ 1500 ค่าน้ำมัน (คำนวณที่ลิตรละไม่เกิน 27 บาท)และอื่นๆ (อาหารทะเลที่ระยองขากลับ)กาแฟ ใครใคร่เตะจุ้ยกิน ออกเอง

ตกลงเป็น 5650+1500 = 7150 ใช่ป่าว รูดบัตรเครดิตชาร์ตป่าวเพ่

-ขากลับจะแวะที่ระยองกินอาหารทะเลกัน แวะซื้อกุ้งแห้ง ปลาเค็ม กะปิ และอื่นๆ

กิน ๆ อยากกินปูง่ะ

-ถึงบ้านประมาณ 3-4 ทุ่ม (เอาแน่เอานอนไม่ได้นะครับ)

โอเช

****มีกำหนดการแนบมาให้ดูด้วย เมื่อดูแล้วจะปรึกษากันต่อว่า จะต่อรองเพื่อไม่เอาโปรแกรมใดๆ หรือไม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย

อยากกินปูง่ะ S-Beach อยู่ไกลมะ น้องข้าพเจ้ามันบอกว่าปูที่นั่นตัวโต๊โต น้ำจิ้มเด็ด อยากไปชิม (แหะ ๆ จะโดนตีนไม๊เนี่ย)

****Epsie พี่ดูที่ S-Beach แล้ว บ้านดูไม่ค่อยดี เลยตัดสินใจที่เดิม

ก็กะอยู่แล้ว เอาไงเอากันอ่ะพี่

****Honey อย่าเพิ่งเสียใจนะ เดี๋ยวกลับมา จะพาไปเที่ยว ดูโปรแกรมไปพลางๆ ก่อน

เอ่อ ทริปที่จะพาHoneyไปเนี่ย พวกเราที่ไปทริปนี้เกี่ยวป่าว หรือว่าไปกันสองต่อสอง วี๊วววว (^.^)


….

อันนี้มันเป็นเหตุการณ์ตอนเตรียมตัว ส่วนไปแล้วเป็นยังไง เดี๋ยวกลับมาอัพต่อ เริ่มง่วงอ่ะ

เมษายน 15, 2006

สุขสันต์วันสงกรานต์ทั่วแคว้นแดนสยาม

Filed under: Uncategorized — epsilon @ 11:30 pm

สงกรานต์… ช่วงวันหยุดที่ข้าพเจ้ากลับมานอนแอ้งแม้งที่บ้าน อ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ อยู่กับที่บ้านให้คุณนายแม่ทำกับข้าวให้กิน (แหะๆ ก็ทำเองไม่อร่อยเหมือนแม่อ่ะ)

สงกรานต์… เห็นเด็กๆ เค้าเล่นน้ำแล้วน่าสนุก แต่ป้าแก่ๆ อย่างเรา ไปตากแดดแรง ๆ เล่นน้ำคงไม่ไหว เห็นรถปิคอัพบรรทุกถังน้ำบ้าง โอ่งมังกรบ้าง ใส่น้ำพร้อมน้ำแข็ง และแก๊งค์เด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนแก่หัวใจวัยซ่าขับรถเล่นสาดน้ำกันตลอดทางแล้วก็หวาดเสียวแทน ส่วนใหญ่แถวบ้านนอกที่เราอยู่เค้าก็จะขับรถไปเล่นที่วัด (น้ำฟรี บริการไม่อั้น) เฉพาะถนนเส้นนี้วัดก็น่าจะเกิน 10 วัด แต่ละวัดก็จัดงานไม่ตรงกันวันที่ 13 /14 /15 บ้าง บางส่วนก็ขับเลยออกไปเล่นน้ำที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) หรือไม่ก็ไปกันถึงบางแสน พาเด็กๆ ไปเล่นน้ำทะเลด้วยเลย

นอกจากจะมีเหล่าบรรดารถปิคอัพบรรทุกคนไปเล่นน้ำแล้ว แก๊งค์มอเตอร์ไซค์ซิ่งก็ใช่หยอกขี่รถไปเล่นน้ำไป อันตรายพอๆ กัน แถมยังมีกลุ่มเด็ก ๆแต่ละบ้านที่ออกมาตั้งถังน้ำ กันหน้าบ้าน จับกลุ่มกันตลอดแนวถนน สาดน้ำรถที่วิ่งผ่านกันเป็นที่สนุกสนานตลอดสี่วัน

มีเล่นน้ำตามประสาเด็กแล้ว ที่วัดก็ยังมีจัดทำบุญช่วงเช้าและสรงน้ำพระเป็นประจำ แถมปีนี้วัดใกล้บ้านยังไปเชิญชวนคนเฒ่าคนแก่ให้ไปนั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวกันเป็นที่ชื่นใจ เด็กที่บ้านก็ได้แต่แซวป๊าว่า “เฮีย ที่วัดเค้าจัดงานให้ผู้สูงอายุน่ะ ไม่ไปเหรอ” ว่าแล้วคนถูกแซวก็รีบปฎิเสธว่าอายุยังไม่สูงมากนัก ถ้าขาดคนเดี๋ยวจะส่งอากงไปแทน 555

Older Posts »

บลอกที่ WordPress.com .